ประธานาธิบดีสุสิโล บัมบัง ยูโดโยโน แห่งอินโดนีเซีย กล่าวแสดงความหวังว่าจะลดเงินอุดหนุนเชื้อเพลิงในเดือนพ.ค.
นายยูโดโยโนส่งสัญญาณชัดเจนที่สุดว่ารัฐบาลต้องการขึ้นราคาน้ำมัน ซึ่งมีราคาถูกที่สุดชาติหนึ่งในเอเชีย แต่ระบุว่าจะมีการขึ้นราคาก็ต่อเมื่อสภาอนุมัติเงินชดเชยผู้ที่จะได้รับผลกระทบ
ผู้นำอินโดนีเซียกล่าวว่าเงินอุดหนุนเชื้อเพลิงไม่ใช่สิ่งดีและเป็นความเสี่ยงสำหรับเศรษฐกิจ ดังนั้นจึงต้องมีการลดเงินอุดหนุนและขึ้นราคาน้ำมันเป็นขั้นเป็นตอน พร้อมระบุว่ารัฐบาลจะขึ้นราคาน้ำมันทันทีที่สภาอนุมัติงบประมาณฉบับทบทวนใหม่ในเดือนพ.ค. ที่เนื้อหาประกอบด้วยการให้เงินชดเชยแก่ผู้ได้รับผลกระทบ ซึ่งอาจอยู่ในรูปของการให้เงินอุดหนุนข้าวและทุนการศึกษา
เงินอุดหนุนเชื้อเพลิงเป็นประเด็นละเอียดอ่อนในอินโดนีเซียมาหลายปีแล้ว และความพยายามที่จะขึ้นราคาน้ำมันก็ถูกต่อต้านในรูปของการประท้วงทั่วประเทศมาตลอด ล่าสุดสหภาพหลายแห่งประกาศจะจัดการชุมนุมคัดค้านแผนการขึ้นราคาน้ำมัน และสถานการณ์ดังกล่าวอาจบานปลายออกในวันแรงงาน
ด้านนายเจโร วาลิก รัฐมนตรีพลังงาน กล่าวว่ารัฐบาลมีแผนจะขึ้นราคาน้ำมันสำหรับยวดยานทุกชนิด แต่จะขึ้นไม่สูงไปกว่า 6,500 รูเปียะห์ หรือ 0.67 ดอลลาร์ จากปัจจุบันซึ่งอยู่ที่ลิตรละ 0.46 ดอลลาร์
สำหรับแผนการก่อนหน้านี้ที่จะขึ้่นราคาน้ำมันสำหรับรถยนต์ส่วนตัว ถูกยกเลิกไป หลังจากมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่ายากที่จะบังคับใช้
แผนการขึ้นราคาน้ำมันไม่เพียงสร้างความวิตกแก่ผู้ขับขี่เท่านั้น แต่สาธารณชนยังวิตกว่าอาจทำให้เงินเฟ้อเพิ่มขึ้นด้วย
ทั้งนี้ การให้เงินอุดหนุนพลังงาน ทำให้รัฐบาลอินโดนีเซียเผชิญต้นทุนเงินอุดหนุนพลังงานที่สูงลิ่วและมีสัดส่วนมากกว่า 30% ของการใช้จ่ายภาครัฐ อันทำให้โครงการอื่นที่มีความจำเป็นมากกว่า ถูกมองข้ามไป โดยปีที่แล้วค่าใช้จ่ายในการอุดหนุนมีจำนวนถึง 2.2 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือเกือบ 4% ของจีดีพี
แรงกดดันให้อินโดนีเซียลดเงินอุดหนุนมีมานานแล้ว แต่การขึ้นราคาน้ำมันถือเป็นสิ่งไม่พึงประสงค์ทางการเมืองก่อนถึงการเลือกตั้งปีหน้า เพราะอาจกระทบประชาชนผู้มีรายได้น้อย และเป็นสาเหตุให้เกิดเงินเฟ้อ
ย้อนกลับไปเมื่อเกือบ 15 ปีก่อน การประท้วงเรื่องราคาน้ำมันส่งผลให้รัฐบาลของประธานาธิบดีซูฮาร์โตล่มสลายมาแล้ว เหตุการณ์นั้นยังเป็นสิ่งที่ติดแน่นอยู่ในความทรงจำของบรรดานักการเมืองที่รอคอยการเลือกตั้งประธานาธิบดีปีหน้า
นักเศรษฐศาสตร์หลายคนให้ความเห็นว่า การอุดหนุนราคาน้ำมันนั้นไม่เป็นธรรมเพราะเอื้อประโยชน์ให้คนรวยและชนชั้นกลางระดับบนที่มีรถยนต์ส่วนตัว ธนาคารโลกประมาณว่า มาตรการดังกล่าวช่วยคนมีรถยนต์ประหยัดค่าน้ำมันได้เดือนละประมาณ 100 ดอลลาร์จากราคาน้ำมันที่ถูกลง ขณะที่คนขี่มอเตอร์ไซค์ได้ประโยชน์จากการประหยัดเดือนละ 10 ดอลลาร์ ส่วนคนใช้รถสาธารณะได้ประโยชน์เพียง 1 ดอลลาร์ต่อเดือนเท่านั้น





