วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'เลี่ยงวิกฤติการเงิน'แคนาดาทำได้ สหรัฐทำไม่ได้

นับจากปี 2333 สหรัฐประสบกับปัญหาวิกฤติการเงินการธนาคารมาแล้วทั้งสิ้น 16 ครั้ง

ในขณะที่สถิติของแคนาดานั้นคือศูนย์ แม้กระทั่งช่วงภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ แคนาดาก็ไม่เคยเผชิญวิกฤติภาคธนาคาร

ผลวิจัยของนายชาร์ลส คาโลมิริสแห่งมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ชี้ว่า แคนาดาได้รับอิทธิพลของระบบการเงินการธนาคารที่มั่นคงมาจากประเทศฝรั่งเศสนั่นเอง ในช่วงที่แคนาดาได้ตกเป็นเมืองขึ้นของประเทศอังกฤษ ประชากรส่วนใหญ่ยังมีเชื้อสายฝรั่งเศสอยู่ และกลุ่มคนเหล่านี้เองก็เกลียดรัฐบาลอังกฤษมากเสียด้วย

ดังนั้น เพื่อที่จะรักษาแคนาดาให้อยู่ในจักรวรรดิอังกฤษ รัฐบาลอังกฤษได้กำหนดนโยบายและวางรากฐานโครงสร้างรัฐบาลเพื่อที่จะจำกัดอำนาจของชาวแคนาดาเชื้อสายฝรั่งเศส ในขณะเดียวกันก็ให้อำนาจในการบริหารการปกครองมากขึ้นแก่ชาวแคนาดา ผลลัพธ์ที่ได้คือรัฐบาลกลางที่มีอำนาจรวมศูนย์ในการกำหนดนโยบายเศรษฐกิจ และระบบป้องกันการหาผลประโยชน์ระหว่างนายธนาคารกับกระแสประชานิยม

ระบบการปกครองที่ต่อต้านประชานิยม หรือที่รู้จักกันในวงวิชาการรัฐศาสตร์ว่าเสรีนิยมประชาธิปไตยนั้น เป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ระบบการเงินการธนาคารของแคนาดามั่นคง เนื่องจากระบบการปกครองดังกล่าวทำให้การแสวงหาผลประโยชน์เพื่อเป้าหมายส่วนตัว ของผู้ที่มีเสียงข้างมากในระบบการเมือง เป็นไปได้ยาก

ตรงกันข้ามกับประชาธิปไตยแบบประชานิยมอย่างสหรัฐ ที่มีแนวโน้มในการสร้างระบบการเงินที่ทำงานอย่างไม่เต็มประสิทธิภาพ เพราะพลเมืองส่วนใหญ่จะมีอำนาจเหนือกฎเกณฑ์ของระบบการเงิน และจะสามารถดึงเงินมาเข้าสู่กระเป๋าของตัวเองและพวกพ้องของตน จากพลเมืองที่ไม่ได้มีส่วนร่วมในการดำเนินระบบการเงิน

ความแตกต่างและข้อเปรียบเทียบระหว่างอเมริกาและแคนาดา เป็นส่วนหนึ่งของแนวคิดของนายคาโลมิริสที่ชี้ว่าระบบการเงินที่ไม่มีประสิทธิภาพ เป็นผลลัพธ์ของปัจจัยทางการเมือง

นายคาโลมิริสระบุว่า การที่สังคมมีระบบการเงินที่ไร้ประสิทธิภาพหรือไม่นั้น ไม่ใช่ปัญหาทางด้านเทคนิคการเงินหรือการบริหารแต่อย่างใด แต่เป็นปัญหาทางด้านการเมือง เพราะจริงๆ แล้วทุกประเทศรู้วิธีที่จะหลีกเลี่ยงการมีระบบการเงินที่ไร้ประสิทธิภาพ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบันคือการที่รัฐบาลหลายๆ ประเทศ ดำเนินนโยบายการเงินโดยมีผลสืบเนื่องทางการเมืองเป็นที่ตั้ง แทนที่จะนึกถึงเสถียรภาพของระบบการเงิน

นายคาโลมิริสกล่าวว่าประวัติศาสตร์ของระบบการเงินสหรัฐ มีรากฐานมาจากการที่รัฐบาลร่วมมือกับกลุ่มผลประโยชน์ต่างๆตามวาระโอกาสต่างๆ ในประวัติศาสตร์ และความสัมพันธ์ดังกล่าวได้ส่งอิทธิพลต่อการวางระเบียบของระบบการเงินในสหรัฐ

ในระบบประชาธิปไตยแบบประชานิยมอย่างสหรัฐ ระเบียบการจัดการระบบการธนาคารถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองเพื่อให้ผลประโยชน์แก่พรรคหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง เหนืออีกพรรคหนึ่ง

สภาพการณ์ดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าพรรคแกนนำรัฐบาลที่มีอำนาจดูแลนโยบายการเงินการธนาคาร ต้องการจะสร้างความสั่นคลอนให้แก่ระบบการเงิน แต่เป็นเพียงเพราะว่าผู้กำหนดนโยบายยอมรับได้ถึงความไร้เสถียรภาพที่ต้องแลกมากับผลประโยชน์ที่ได้รับมา จากการมีอำนาจควบคุมการวางระเบียบระบบการเงิน

สิ่งที่ยืนยันทฤษฎีของเขา คือมีเพียง 6 ประเทศ รวมถึงแคนาดา ที่ไม่เคยเจอวิกฤติ แถมระบบธนาคารยังปล่อยสินเชื่อได้เหลือเฟือ โดย 3 ดินแดนในจำนวนนี้ อันได้แก่ สิงคโปร์ มอลตา และฮ่องกง ล้วนเป็นเกาะขนาดเล็ก ซึ่งความเป็นหนึ่งเดียว ความเท่าเทียมกันของประชากร ทำให้ยากที่จะหากลุ่มผู้ด้อยโอกาส ส่วนอีก 3 ชาติคือแคนาดา ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ล้วนมีประวัติของความเป็นเสรีนิยมประชาธิปไตย