ผลสำรวจชี้ กิจกรรมเข้าถือครองและผนวกกิจการในประเทศพัฒนาแล้วและตลาดเกิดใหม่ ลดลงเมื่อปีที่แล้ว
ผลสำรวจของบริษัทตรวจสอบบัญชีเคพีเอ็มจี ระบุว่า ยอดธุรกรรมการควบรวมและเข้าถือครองกิจการในประเทศพัฒนาแล้วและประเทศกำลังพัฒนา ลดลง 11.8% ในปีที่แล้วเมื่อเปรียบเทียบกับปี 2554
การสำรวจพบว่ายอดข้อตกลงควบรวมกิจการลดลงเหลือ 1,994 ข้อตกลง จาก 2,260 ข้อตกลง ขณะที่เมื่อปี 2552 มีข้อตกลงควบกิจการที่ประสบความสำเร็จทั้งหมด 1,935 ข้อตกลง
นายมาร์ค บาร์นส หัวหน้าแผนกตลาดเติบโตเร็วของเคพีเอ็มจี กล่าวว่า หลายบริษัทเลื่อนการทำข้อตกลงซื้อกิจการออกไปถึงแม้ว่าบริษัทจะมีเงินสดที่สามารถนำมาใช้ได้ เนื่องจากความไม่แน่นอนของสภาพเศรษฐกิจ สภาพการณ์ดังกล่าวทำให้มีความต้องการค้างอยู่ในตลาด เพราะบริษัทต่างๆ กำลังพยายามทำข้อตกลงและขยายธุรกิจไปในตลาดอื่น อันเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์การเติบโต
โดยรวมแล้ว มูลค่าข้อตกลงในตลาดเกิดใหม่ที่มีอัตราเติบโตสูง ลดลง 24% และเหลือข้อตกลงที่ประสบความสำเร็จ 225 ข้อตกลง ขณะที่เมื่อปี 2554 มีข้อตกลงที่ประสบความสำเร็จ 297 ข้อตกลง
บริษัทในสหรัฐเป็นเป้าหมายของการควบรวมกิจการจากผู้ซื้อในตลาดเกิดใหม่มากที่สุด โดยมีข้อตกลงควบรวมกิจการที่ประสบความสำเร็จทั้งหมด 92 ข้อตกลงเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งลดลง 9.8% เมื่อเทียบกับปี 2554
หัวหน้าแผนกการดำเนินธุรกรรมของเคพีเอ็มจี กล่าวว่า สหรัฐเป็นเป้าหมายการลงทุนที่สมเหตุสมผลสำหรับบริษัทในตลาดเกิดใหม่ที่ต้องการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าในทวีปอเมริกา ทำให้บริษัทจำนวนมากพากันไปซื้อกิจการในสหรัฐที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์การเติบโตของบริษัท
ในทางกลับกัน บริษัทอเมริกาที่มีเงินสดอยู่ในมือจำนวนมากก็พยายามมองหาช่องทางในการลงุทนในตลาดเกิดใหม่เช่นเดียวกัน โดยเมื่อปีที่แล้วบริษัทอเมริกาเป็นผู้ซื้อสินทรัพย์รายใหญ่ที่สุดในตลาดเกิดใหม่ ด้วยจำนวนข้อตกลง 213 ฉบับ แต่ตัวเลขดังกล่าวลดลง 25% เมื่อเปรียบเทียบกันปี 2554
ในบรรดาตลาดเกิดใหม่นั้น ผู้ซื้อจากจีนเข้าซื้อสินทรัพย์ของตลาดพัฒนาแล้วมากที่สุดที่ 81 ข้อตกลง ขณะที่กลุ่มประเทศจากเครือรัฐเอกราชมีการเข้าซื้อกิจการน้อยที่สุดเพียง 2 แห่งเท่านั้น





