วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ผู้เชี่ยวชาญชี้กลุ่มหัวสุดโต่งเบื้องหลังจลาจล

ผู้เชี่ยวชาญชี้ กลุ่มหัวสุดโต่งทางศาสนาอยู่เบื้องหลังเหตุจลาจลในพม่า แนะผู้นำทางการเมืองควรแสดงจุดยืนในเรื่องนี้ให้ชัดเจน

ผ่านไป 2 ปี หลังจากรัฐบาลเผด็จการทหารยอมลงจากอำนาจ พม่าก็ต้องรับมือกับปัญหาลัทธิสุดโต่งทางศาสนาที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งเหล่าผู้เชี่ยวชาญต่างสงสัยว่าเป็นฝีมือของกลุ่มปลุกปั่นที่ต่อต้านชาวมุสลิมซึ่งรวมถึงพระสงฆ์ที่มีแนวคิดสุดโต่งด้วย

ในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา มีประชาชนอย่างน้อย 43 รายเสียชีวิตขณะอยู่ในมัสยิด และบ้านเรือนหลายหลังของชาวมุสลิมถูกทำลายในภาคกลางของพม่า ในเหตุความรุนแรงโดยผู้ที่เห็นเหตุการณ์บอกว่าดูเหมือนมีการวางแผนมาอย่างดี

จิม เดลลา-จิอาโคมา ผู้เชี่ยวชาญด้านพม่าจากอินเตอร์เนชั่นแนล ไครซิส กรุ๊ป กล่าวว่า เป็นที่ชัดเจนว่ามีกลุ่มปลุกปั่น ซึ่งก่อเหตุโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างกระแสต่อต้านชาวมุสลิมในประเทศ รวมถึงพระสงฆ์ที่มีอิทธิพลบางรูปเทศน์ให้คนไม่ยอมรับและเกลียดชังชาวมุสลิม นอกจากนี้ วิธีการที่เป็นระบบและมีแบบแผนในการทำลายบ้านเรือนของชาวมุสลิม ทำให้น่าคิดเป็นอย่างยิ่งว่าเกิดจากการวางแผนขั้นสูงโดยกลุ่มบุคคลที่มีแนวคิดสุดโต่ง

พระสงฆ์ ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นแนวหน้าในการเคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตย และเป็นที่เคารพและศรัทธาในหมู่ชาวพุทธ ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ ถูกโยงเข้ากับเหตุจลาจลในครั้งนี้ โดยพระสงฆ์บางรูปมีส่วนเกี่ยวข้องในเหตุความรุนแรง ขณะที่รูปอื่นๆ เป็นตัวตั้งตัวตีในการปลุกปั่นให้คนเลิกอุดหนุนร้านค้าของชาวมุสลิม และให้ไปอุดหนุนร้านค้าของชาวพุทธเท่านั้น โดยใช้สติ๊กเกอร์ที่มีตัวเลข "969" เป็นสัญลักษณ์ของแคมเปญดังกล่าว

ขณะเดียวกันมีเสียงเรียกร้องจากนักเคลื่อนไหวภาคประชาสังคมและผู้นำศาสนาต่างๆให้ประเทศหลีกเลี่ยงการใช้ความรุนแรง ซึ่งสร้างบรรยากาศที่ตึงเครียดในช่วงเวลาที่มีการปฏิรูปประเทศพม่าที่มีคนส่วนใหญ่เป็นชาวพุทธ

นายเทต ส่วย วิน นักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชนซึ่งร่วมจัดกิจกรรม "ร่วมภาวนาให้พม่า" ในเมืองย่างกุ้งขณะนี้ กล่าวว่า พวกเขาต้องการต่อสู้กับการยั่วยุให้คนในชาติแตกกันโดยกลุ่มผู้ไม่หวังดีในครั้งนี้ และต้องป้องกันไม่ให้เกิดความขัดแย้งระหว่างเชื้อชาติและศาสนาขึ้นอีก

กระแสความเกลียดชังขยายตัวไปถึงในเว็บไซต์สังคมออนไลน์โดยพุ่งเป้าไปที่ชาวโรฮิงญา ซึ่งถูกรัฐบาลพม่าปฏิเสธการให้สัญชาติมาเป็นเวลานาน โดยเรียกคนกลุ่มนี้ว่าเป็นชาว "เบงกาลี" แต่เหตุความรุนแรงในปัจจุบันกลับบานปลายไปถึงกลุ่มชาวมุสลิมที่มีสัญชาติพม่า ซึ่งบางรายย้ายครอบครัวมาจากอินเดีย บังกลาเทศ และจีน เข้ามาตั้งรกรากในพม่ากว่า 100 ปีแล้ว

รัฐบาลพม่าพยายามที่จะยับยั้งความรุนแรงด้วยการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินและส่งกองกำลังทหารเข้าควบคุมพื้นที่ที่มีเหตุรุนแรงมากที่สุด แต่นายโทมัส โอเจีย ควินตานา ทูตพิเศษด้านสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ กล่าวว่า การที่เจ้าหน้าที่ทหารไม่เข้าสลายเหตุจลาจลอย่างจริงจัง อาจส่งผลให้คนในประเทศเผชิญหน้ากันมากขึ้น ซึ่งทางพม่าก็ได้ออกมาปฏิเสธความเห็นดังกล่าว

ประธานาธิบดีเต็ง เส่ง ยังออกโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งชาติเพื่อแถลงต่อประชาชน โดยเตือนกลุ่มที่ฉวยโอกาสทางการเมืองและหัวสุดโต่งทางศาสนาว่าการกระทำของพวกเขาเหล่านี้จะต้องถูกดำเนินการอย่างเด็ดขาด

อย่างไรก็ตาม นางออง ซาน ซูจี ผู้นำฝ่ายค้านยังไม่แสดงท่าทีใดๆเกี่ยวกับเหตุจลาจลครั้งนี้ต่อสาธารณชน

นายเดลลา-จิอาโคโม กล่าวทิ้งท้ายว่า ตอนนี้ถึงเวลาแล้วที่ผู้นำทางการเมืองจะต้องออกมาแสดงความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ต่อประชาชน มากกว่าการรอดูสถานการณ์