"อียู"ไฟเขียวสุ่มตรวจดีเอ็นเอเนื้อวัว เพื่อค้นหาการปนเปื้อนของเนื้อม้า หวังหยุดยั้งวิกฤตอาหารแช่แข็งให้เร็วที่สุด
ที่ประชุมสหภาพยุโรป ( อียู ) มีมติให้เริ่มการสุ่มตรวจสอบดีเอ็นเอในอาหารแช่แข็งที่มีส่วนประกอบของเนื้อวัวอย่างเป็นทางการ เพื่อค้นหาการปนเปื้อนของเนื้อม้า หวังหยุดยั้งวิกฤตอาหารแช่แข็งให้เร็วที่สุด
กรรมาธิการด้านสาธารณสุขของอียู "โทนีโอ บอร์ก" เผยว่า จะเป็นการเน้นตรวจสอบเพื่อค้นหาสารฟีนิลบิวตาโซน ที่ใช้เป็นยาระงับปวดสำหรับสัตว์ หลังมีรายงานทางวิทยาศาสตร์ ระบุว่า ยาชนิดนี้อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อมนุษย์ ทั้งนี้ อียูประเมินว่า จะสามารถเผยรายงานผลการตรวจสอบครั้งนี้ได้ภายในวันที่ 15 เม.ย.โดยจะปรากฏอยู่ในรายงานระบบการแจ้งเตือนสินค้าอาหารและอาหารสัตว์ ( อาร์เอเอสเอฟเอฟ )
ขณะที่วิกฤตการด้านอาหารที่เลวร้ายที่สุดครั้งหนึ่งของยุโรปยังคงอยู่ในขั้นรุนแรง โดยออสเตรียและนอร์เวย์เป็น 2 ชาติล่าสุด ที่พบเนื้อม้าปะปนอยู่ในอาหารสำเร็จรูปแช่แข็งที่ปิดฉลากว่ามีส่วนผสมของเนื้อวัว
ผู้อำนวยการสำนักงานควบคุมมาตรฐานอาหารอังกฤษ ( เอฟเอสเอ ) "แคทเธอรีน บราวน์" กล่าวว่า พบการปนเปื้อนของเนื้อม้าไม่ต่ำกว่า 1% ในตัวอย่างอาหารแช่แข็งที่ระบุบนฉลากว่าทำจากเนื้อวัว 29 จาก 2,501 ตัวอย่าง
ก่อนหน้านี้ รัฐบาลฝรั่งเศสสั่งระงับใบอนุญาตประกอบกิจการของบริษัทสแปนเกโร ผู้นำเข้าเนื้อสัตว์แล่สด และเนื้อสัตว์แปรรูปแช่แข็ง หลังได้รับเบาะแสที่เชื่อถือได้ว่า สแปนเกโรมีเจตนาจำหน่ายเนื้อม้าที่ซื้อมาจากโรมาเนีย 750 ตัน โดยลักลอบติดฉลากว่าเป็นเนื้อวัว ตลอดระยะเวลา 6 เดือนที่ผ่านมา
หลังจากนั้น บริษัทโคมิเกลของฝรั่งเศสเช่นกัน รับซื้อเนื้อส่วนนี้ไปถึง 500 ตัน ก่อนส่งต่อให้โรงงานของบริษัทในเมือง ทาโวลา ของลักเซมเบิร์ก ผลิตอาหารแช่แข็งทั้งลาซานญา สปาเก็ตตี้ และแฮมเบอร์เกอร์ ภายใต้ยี่ห้อ ฟินดัส ของสวีเดน อย่างไรก็ตาม ตัวแทนของ สแปนเกโร ออกมาแถลงปฏิเสธข้อกล่าวหาของรัฐบาลทันที





