คลังอังกฤษ ระบุธนาคารที่ล้มเหลวในการป้องกันการลงทุนที่เสี่ยง จะถุูกรื้อกิจการ
อังกฤษกำลังปรับปรุงกฎระเบียบธนาคารหลังจากเกิดวิกฤติการเงินเมื่อปี 2551 ซึ่งรัฐบาลต้องนำเงินภาษี 65,000 ล้านปอนด์ไปช่วยเหลือรอยัลแบงก์ออฟสกอตแลนด์และลอยด์แบงก์ โดยนายจอร์จ ออสบอร์น รัฐมนตรีคลังอังกฤษ กล่าวว่าหากธนาคารไม่ปฏิบัติตามกฎ ผู้ดูแลกฎระเบียบและกระทรวงการคลังจะมีอำนาจรื้อกิจการธนาคารนั้น
การรื้อกิจการธนาคารที่ไม่ปฏิบัติตามกฎ เป็นไปตามเสียงเรียกร้องของสมาชิกสภาที่ทบทวนแผนการต่างๆ ของรัฐบาลเมื่อปลายปีที่แล้ว
ภายใต้กฎใหม่นั้น ธนาคารกลางอังกฤษจะติดตามว่าธนาคารรายต่างๆ ดูแลความเสี่ยงของหน่วยงานด้านการลงทุนว่าไม่เป็นอันตรายต่อธุรกรรมรายย่อยหรือไม่ หากธนาคารกลางพบว่ามีการละเมิดกฎระเบียบ รัฐบาลจะดำเนินการตัดสินใจขั้นสุดท้ายว่าจะใช้ทางเลือกที่บีบให้ธนาคารขายหน่วยงานบางหน่วยออกไปหรือไม่
กฎระเบียบดังกล่าวเพิ่มเติมจากที่คาดว่าจะมีการออกกฎให้ธนาคารอังกฤษต้องดำเนินการคุ้มครองทรัพย์สินด้วย นอกจากนั้น นายออสบอร์นยังกล่าวว่ารัฐบาลอาจเข้มงวดมาตรการลงโทษต่อผู้บริหารธนาคารที่มีปัญหา เพื่อไม่ให้คนเหล่านี้เข้ามาทำงานในอุตสาหกรรมธนาคารได้อีก
ที่ผ่านมา ธนาคารบางแห่งในอังกฤษต้องเผชิญเรื่องอื้อฉาวมากมาย รวมถึงการหลอกขายประกันและผลิตภัณฑ์ป้องกันความเสี่ยงที่มีความซ้ำซ้อน ฮั้วอัตราดอกเบี้ย และละเมิดกฎระเบียบต่อต้านการฟอกเงิน โดยหนึ่งในนั้นคือรอยัลแบงก์ออฟสกอตแลนด์ ที่คาดว่าจะถูกปรับในสัปดาห์นี้ ฐานพยายามปั่นอัตราดอกเบี้ย
แหล่งข่าวเผยว่าในช่วงที่ธนาคารต่างๆ กำลังถูกตรวจสอบอย่างมากนี้ การตัดสินใจเข้มงวดกฎมากขึ้นไปอีกของนายออสบอร์นเป็นแนวทางระยะยาวที่มุ่งป้องกันธนาคารต่างๆ หละหลวมด้านกฎระเบียบในยามที่ความสนใจในภาคธนาคารเบาบางลงไป โดยคาดว่ากฎระเบียบที่นายออสบอร์นเสนอ จะผ่านความเห็นชอบภายใน 1 ปี
ราคาหุ้นของธนาคารอังกฤษมีปฏิกิริยาไม่มากนักกับข่าวนี้ โดยหุ้นธนาคารบาร์เคลย์สและเอชเอสบีซีลดลง 0.3% หุ้นลอยด์แบงก์ลดลง 0.2% หุ้นรอยัลแบงก์ออฟสกอตแลนด์ลดลง 0.6%
อย่างไรก็ตาม นายโทนี แอนเดอร์สัน แห่งบริษัทกฎหมายระหว่างประเทศ พินเซนต์เมสัน กล่าวว่าการเคลื่อนไหวนี้อาจส่งผลกระทบเชิงลบต่อรัฐบาล เพราะจะทำให้ขายหุ้นของรัฐบาลที่มีอยู่ในรอยัลแบงก์ออฟสกอตแลนด์และลอยด์แบงก์ได้ยากขึ้น





