รัฐบาลญี่ปุ่นเผยตัวเลขดัชนีซีพีไอเดือนธ.ค.55 ร่วงลง 0.2% ตอกย้ำความเสี่ยงเศรษฐกิจ
เมื่อวันที่ 25 ม.ค.ที่ผ่านมา รัฐบาลญี่ปุ่นเผยตัวเลขดัชนีราคาผู้บริโภค (ซีพีไอ) ไม่รวมราคาอาหารสด ประจำเดือน ธ.ค. 2555 ร่วงลง 0.2% จากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้านี้ นับเป็นการร่วงลงเป็นเดือนที่ 7 ในรอบ 8 เดือน ตอกย้ำให้เห็นถึงความเสี่ยงในเรื่องที่ว่า ธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) อาจต้องดิ้นรนอย่างหนักในการบรรลุเป้าเงินเฟ้อที่ 2%
ส่วนซีพีไอตลอดทั้งปี 2555 ปรับตัวลง 0.1% ซึ่งเป็นการลดลงติดต่อกัน 4 ปี สะท้อนให้เห็นว่าญี่ปุ่นยังคงเผชิญกับภาวะเงินฝืด ท่ามกลางราคาสินค้าคงทนที่ปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง
ก่อนหน้านี้ ยาสุโทชิ นิชิมูระ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเศรษฐกิจญี่ปุ่น ระบุว่า การจะบรรลุเป้าหมายเงินเฟ้อระดับใหม่ที่ประกาศออกมาในสัปดาห์เดียวกันนี้ เป็นเรื่องทำได้ยาก ถ้าไม่มีการผ่อนคลายนโยบายเพิ่มเติม รวมถึง เงินเยนต้องอ่อนค่าลงมากกว่านี้
รายงานการประชุมบีโอเจ ที่ถูกนำออกเผยแพร่ในวันเดียวกัน แสดงให้เห็นว่า กรรมการกำหนดนโยบายบีโอเจบางราย อยากให้มีการเข้าซื้อสินทรัพย์ตั้งแต่ในช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้ เพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจ ที่อยู่ในสถานะหดตัวลง ในช่วงไตรมาส 2 และไตรมาส 3 ของปีที่แล้ว และระบุว่า คณะกรรมการกำหนดนโยบายต่างเห็นพ้องในการกำหนดเป้าหมายเงินเฟ้อที่ 2%
"สมาชิกหลายคนของบีโอเจได้แสดงความเห็นที่ตรงกันว่า ประเด็นเงินเฟ้อเป็นประเด็นที่ถูกจับตาดูอย่างมากในช่วงที่ผ่านมา ดังนั้นจึงเห็นสมควรที่จะหารือกันเกี่ยวกับเสถียรภาพของราคาในระยะกลางและระยะยาว ซึ่งบีโอเจต้องการที่จะบรรลุเป้าหมายด้านนโยบายการเงินในการประชุมเดือนม.ค.นี้" รายงานระบุ
ยูอิจิ โคดามะ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ เมอิจิ ยาสุดะ ไลฟ์ อินชัวแรนซ์ ในกรุงโตเกียว ชี้ว่า เงินเฟ้อ 2% เป็นการตั้งเป้าที่สูงเกินไปอย่างเห็นได้ชัด และบีโอเจต้องผ่อนคลายนโยบายให้มากกว่านี้ ถ้าอยากประสบความสำเร็จในเรื่องดังกล่าว
ความเห็นข้างต้นยิ่งดูเป็นความจริงมากขึ้น เมื่อพิจารณาจากตัวเลขเศรษฐกิจอื่นๆ รวมถึง ยอดขาดดุลการค้า ที่ประกาศออกมาในเวลาไล่เลี่ยกันว่า เมื่อเดือน ธ.ค.ปีที่แล้ว ญี่ปุ่นมียอดขาดดุลการค้าอยู่ที่ 640,000 ล้านเยน ทำสถิติขาดดุลติดต่อกันเป็นเดือนที่ 6 เนื่องจากยอดส่งออกหดตัวลง ผลจากความขัดแย้งเรื่องเขตแดนกับจีน และผลกระทบจากวิกฤติหนี้ยุโรป
ขณะที่ยอดการนำเข้าพลังงานพุ่งขึ้น เนื่องจากต้องปิดโรงงานไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์หลายแห่ง
ส่วนยอดการส่งออกในปี 2555 หดตัวลง 2.7% มาอยู่ที่ระดับ 63.74 ล้านล้านเยน ซึ่งลดลงเป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน เนื่องจากยอดการส่งออกเครื่องจักรไฟฟ้า และยานยนต์ไปจีนลดลง ขณะที่การส่งออกเซมิคอนดักเตอร์และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ไปยังยุโรป ก็ปรับตัวลดลงด้วย





