วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

สุวรรณภูมิติดอันดับสนามบินเป็นมิตรมุสลิม

เครสเซนเทรทิง (Crescentrating) บริษัทที่ปรึกษาด้านการเดินทางของชาวมุสลิมและมีสำนีกงานในสิงคโปร์ เผยผลการศึกษาที่ระบุว่า

มาเลเซียได้รับการจัดให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่เป็นมิตรกับชาวมุสลิมมากที่สุดในโลก ส่วนชาติอื่นก็มีประเทศอย่างอียิปต์ ตุรกี สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซาอุดีอาระเบีย และสิงคโปร์

การศึกษานี้พิจารณาจากมาตรวัดที่ว่าประเทศต่างๆ จัดหาอาหารอาหารและบริการแบบฮาลาลเพื่อรองรับนักเดินทางมุสลิมที่มีจำนวนเพิ่มขึ้นได้ดีแค่ไหน รวมถึงใช้เกณฑ์อย่างระดับความปลอดภัยในประเทศ การมีสถานที่ทำละหมาด และโรงแรมต่างๆ มีสิ่งรอบรับความต้องการของแขกมุสลิมหรือไม่ โดยมาเลเซียได้คะแนน 8.3 จากคะแนนเต็ม 10 จากทั้งหมด 50 ชาติที่มีการสำรวจ

รองลงมาคืออียิปต์ ที่ได้คะแนน 6.7 ตามด้วยสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์และตุรกี ซึ่งได้คะแนน 6.6 เท่ากัน ซาอุดีอาระเบียมาเป็นอันดับ 4 ด้วยคะแนน 6.4 และสิงคโปร์อันดับ 5 ด้วยคะแนน 6.3

ส่วนอันดับ 6 มี 3 ประเทศที่ได้คะแนน 6.1 เท่ากัน คืออินโดนีเซีย โมร็อกโก และจอร์แดน ตามด้วยบรูไน กาตาร์ ตูนิเซีย และโอมาน ในอันดับ 7 ด้วยคะแนน 6

นายฟาซัล บาฮาร์ดีน ผู้บริหารเครสเซนเทรทิง กล่าวว่าการสำรวจดังกล่าวพิจารณาจากความเห็นของนักเดินทาง ซึ่งหมายถึงการวัดว่านักท่องเที่ยวชาวมุสลิมสามารถหาอาหารฮาลาลและสถานที่ทางศาสนาได้ง่ายขนาดไหน และมาเลเซียก็เป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศที่สามารถหาสถานที่ทำละหมาดได้ในแทบทุกจุด ไม่ว่าจะเป็นห้างสรรพสินค้าหรือสนามบิน

นายบาฮาร์ดีนชี้ว่าในส่วนของอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นประเทศที่มีผู้นับถือศาสนาอิสลามมากที่สุดในโลกนั้น การหาอาหารฮาลาลอาจไม่ใช่ปัญหาของคนท้องถิ่น แต่นักท่องเที่ยวอาจมีปัญหาบ้าง

ในส่วนของสนามบินนั้น สนามบินสุวรรณภูมิของไทยและสนามบินนานาชาติกัวลาลัมเปอร์ ติดอันดับสนามบินที่เป็นมิตรกับนักเดินทางมุสลิมมากที่สุด

ในแง่ของเมืองที่เป็นจุดหมายปลายทางด้านการช็อปปิงนั้น ดูไบเบียดกัวลาลัมเปอร์ขึ้นอันดับหนึ่ง ส่วนอันดับรองๆ ลงไป คืออิสตันบูล เจดดาห์ สิงคโปร์ ไคโร อาบูดาบี นิวเดลี ลอนดอน และโดฮา โดยการสำรวจพิจารณาจากการมีอาหารฮาลาลและสถานที่ทำละหมาดตามห้างสรรพสินค้า

สำหรับการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวชาวมุสลิม ปรากฎว่ามีการขยายตัวเร็วกว่าการใช้จ่ายเฉลี่ยของนักท่องเที่ยวทั่วโลก และคาดว่าการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวมุสลิมจะขึ้นถึงปีละ 192,000 ล้านดอลลาร์ภายในปี 2563 อันนับว่าเพิ่มขึ้นมากจากปี 2554 ซึ่งมีการใช้จ่าย 126,000 ล้านดอลลาร์