ไอเอฟซี หน่วยงานปล่อยกู้ภาคเอกชนของธนาคารโลกมองว่า ภาวะว่างงานคือวิกฤตเศรษฐกิจโลก ชี้การลงทุนในประเทศกำลังพัฒนาจะกระตุ้นการจ้างงานเพิ่มขึ้น
จิน ยอง ไค รองประธานไอเอฟซี กล่าวว่า ไอเอฟซีในฐานเป็นสถาบันเพื่อการพัฒนาที่ใหญ่ที่สุดในโลกเชื่อว่า การสร้างงานเป็นแนวทางที่วางใจได้มากที่สุดว่าจะแก้ปัญหาความยากจนได้ ไอเอฟซีจึงให้ความสำคัญกับการสร้างงานในประเทศกำลังพัฒนาเป็นอันดับแรก
หลายปีที่ผ่านมา สถาบันด้านการพัฒนาอย่างธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือไอเอ็มเอฟ ต่างให้ความสำคัญกับการกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจเพื่อให้เกิดการจ้างงานมากขึ้น และสถาบันเหล่านี้ยังพบคำตอบของการสร้างงานว่า ไม่ได้มาจากโครงการภาครัฐ แต่กลับเป็นการลงทุนของภาคเอกชนมากกว่า โดยการจ้างงาน 10 ตำแหน่งมาจากภาคเอกชนถึง 9 ตำแหน่ง
งานวิจัยล่าสุดของไอเอฟซี ซึ่งสำรวจธุรกิจ 4,500 แห่งในกล่า 100 ประเทศในเอเชีย แอฟริกา และตะวันออกกลาง พบว่า ปัจจัยที่เป็นอุปสรรคต่อการจ้างงานของภาคเอกชนมีมากมาย อาทิ โครงสร้างพื้นฐานที่ไม่เอื้ออำนวย การขาดแหล่งเงินทุนสำหรับธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลาง แรงงานขาดทักษะและขาดการฝึกอบรม และบรรยากาศการลงทุนที่ไม่จูงใจ
ไอเอฟซียังพบว่า ธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลางเป็นตัวสร้างงานได้มากที่สุด แต่มีความสามารถในการผลิตและจ่ายค่าจ้างต่ำ และมักไม่ค่อยเสนอการฝึกอบรมเหมือนกับธุรกิจขนาดใหญ่ ตำแหน่งงานส่วนมากเป็นการจ้างงานในส่วนของซัพพลายเชน และเครือข่ายการจัดจำหน่าย
ทั้งนี้ ธนาคารโลกประเมินว่า ในแต่ละปีจะมีคนว่างงานถึง 200 ล้านคน และประเทศพัฒนาจำเป็นต้องทำให้เกิดการว่างจ้างให้ได้ 600 ล้านตำแหน่งภายในปี 2563 เพื่อก้าวให้ทันกับการเติบโตของประชากร ขณะเดียวกัน องค์การแรงงานโลกออกรายงานเตือนเมื่อเดือนกันยายนปีที่แล้ว อัตราว่างงานในกลุ่มคนหนุ่มสาวมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างช้าๆ ในกลุ่มประเทศที่ใช้เงินสกุลยูโร และประเทศสหรัฐที่เศรษฐกิจขยายตัวช้า ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเสรษฐกิจของประเทศกำลังพัฒนาโดยปริยาย





