มหาวิทยาลัยโมนาช ออสเตรเลียศึกษาพบว่า นโยบายลูกคนเดียวของจีนส่งผลเสียต่อประเทศ ตั้งแต่ขาดแคลนแรงงานไปจนถึงมีผู้ประกอบการรุ่นใหม่น้อยลง
ก่อนหน้านี้เคยมีรายงานแสดงความกังวลต่อนโยบายมีลูกคนเดียวจนกลายเป็นหัวแก้วหัวแหวน หรือเทวดาของครอบครัว และได้รับการประคบประหงมห้อมล้อมจากปู่ตายาย แต่ผลการศึกษาล่าสุดจากออสเตรเลียพบข้อมูลเพิ่มเติมว่า เทวดาน้อยลูกโทนของบ้านโตขึ้นมาจะเป็นคนที่ขาดความน่าเชื่อถือ มองโลกแง่ร้าย ขาดสมาธิ อ่อนโลก ไม่กล้าเสี่ยง เมื่อเทียบกับคนรุ่นก่อนนโยบายลูกคนเดียวจะเริ่มใช้
ลิซ่า คาเมรอน นักวิจัยนโยบายลูกคนเดียวและเป็นผู้ร่วมเขียนรายงานลงวารสารวิชาการชื่อดัง ไซแอนซ์ กล่าวว่า ความน่าเชื่อถือเป็นเรื่องสำคัญมากไม่ใช่เป็นแค่เรื่องปฏิสัมพันธ์ทางสังคมเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวพันกับการเจรจาทางธุรกิจ การทำงานกับเพื่อนร่วมงานในธุรกิจ และการเจรจาระหว่างธุรกิจด้วยด้วยกันเอง หากมีความน่าเชื่อถือต่ำ การเจรจาธุรกิจ หรือการติดต่อทางสังคมจะยิ่งลำบากหนัก
ทั้งนี้ ทางการจีนเริ่มนโยบายลูกคนเดียวมาตั้งแต่ปี 2522 เพื่อควบคุมจำนวนประชากรที่พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว
ทีมวิจัยได้เปิดรับอาสาสมัครชาวจีนจากกรุงปักกิ่ง 421 คน ทั้งเพศหญิงและชายที่เกิดก่อนและหลังเริ่มนโยบายลูกคนเดียว 8 ปี จากนั้น นักวิจัยได้ให้ทำแบบทดสอบวัดความเสียสละ ความน่าเชื่อถือ ความซื่อสัตย์ ทัศนคติต่อความเสี่ยง และความสามารถด้านการแข่งขัน ซึ่งผลจากแบบสอบถามออกมาพบลูกคนเดียวได้คะแนนวัดระดับต่ำในแต่ละหัวข้อ
นักวิจัยบอกว่า ลูกคนเดียวในครอบครัวพวกเขาจะได้รับความรัก ทุ่มเท รวมถึงทรัพย์สินศฤงคารจากครอบครัวโดยไม่ต้องแข่งขัน และพอโตขึนเข้าสังคม พวกเขาก็ไม่ต่างจากคนอื่น ที่ได้รับการปกป้องมากเกินไปจากครอบครัวจนยอมรับความพ่ายแพ้ไม่เป็น และขาดความสามารถในการแข่งขัน





