จากการศึกษาในระดับประเทศ โดยการสัมภาษณ์วัยรุ่นหลายพันคน พบว่า 1 ใน 25 คนของวัยรุ่นอเมริกา พยายามฆ่าตัวตาย และ 1 ใน 8 มีความคิดที่จะฆ่าตัวตาย
ผลการศึกษาของนักวิจัยที่ตีพิมพ์ลลงในวารสาร JAMA Psychiatry ชี้ให้เห็นว่า ตัวเลขดังกล่าวมีความใกล้เคียงกับอัตราความคิดและการพยายามฆ่าตัวตายในผู้ใหญ่ ทำให้เห็นว่าช่วงอายุในวัยรุ่นเป็นช่วงเวลาที่ไม่มั่นคงอย่างมาก
แมทธิว น็อค นักจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด หนึ่งในทีมวิจัย เผยว่า ช่วงที่มีความเสี่ยงในการเริ่มคิดถึงการฆ่าตัวตายอยู่ในช่วงวัยรุ่น
ผลการวิจัยมาจากการสัมภาษณ์ตัวต่อตัวกับวัยรุ่นเกือบ 6,500 คนในสหรัฐ โดยใช้การถามเกี่ยวกับความคิด แผนการ และความพยายามในการฆ่าตัวตาย ซึ่งผู้สัมภาษณ์ จะระบุว่า วัยรุ่นคนใดเข้าข่ายมีความผิดปกทางจิต นอกจากนี้ ยังมีแบบสอบถาม ซึ่งแจกให้กับผู้ปกครองของเด็กอีกด้วย
ข้อสรุปจากการศึกษา พบว่า มีเพียง 12% ของจำนวนวัยรุ่นที่เคยคิดเรื่องการฆ่าตัวตาย 4% เคยวางแผนในการฆ่าตัวตาย และอีก 4% เคยพยายามฆ่าตัวตาย
น็อคและเพื่อนร่วมงานของเขา พบว่า วัยรุ่นเกือบทั้งหมดที่คิดหรือพยายามฆ่าตัวตาย จะมีความผิดปกติทางจิต ซึ่งร่วมไปถึงโรคซึมเศร้า โรคอารมณ์สองขั้ว โรคสมาธิสั้น หรือปัญหาเกี่ยวกับยาเสพติดและการใช้แอลกอฮอล์
“เราทราบว่า เด็กมากมายที่มีความเสี่ยงและคิดถึงการฆ่าตัวตายกำลังได้รับการรักษา” น็อค กล่าว พร้อมเสริมว่า แต่เราเองก็ไม่รู้จะหยุดมันได้อย่างไร เรายังคงไม่มีวิธีการรักษาพฤติกรรมการฆ่าตัวตายที่แน่ชัดและเป็นรูปธรรม”
การค้นพบนี้ ทำให้ยังมีคำถามอีกหลายข้อที่ยังไม่ได้รับคำตอบ
เนื่องด้วยเยาวชนส่วนมากที่คิดจะฆ่าตัวตายมักจะไม่เคยได้ลงมือกระทำตามแผนหรือความพยายามจริงๆ แพทย์จึงต้องพยายามในการค้นหากันเองว่า คนไหนที่มีความเสี่ยงที่จะทำอันตรายต่อตัวเอง
น็อค อธิบายว่า เมื่อถูกระบุตัว นักวิจัยก็จะต้องกำหนดวิธีการรักษาที่ดีที่สุด เนื่องจากเป็นที่เห็นได้ชัดว่าวิธีการในตอนนี้ไม่สามารถป้องกันพฤติกรรมการฆ่าตัวตายได้
ตามข้อมูลของศูนย์ป้องกันและควบคุมโรคของสหรัฐ ระบุว่า การฆ่าตัวตายเป็นสาเหตุอันดับ 3 ซึ่งคร่าชีวิตคนอายุ 10 ถึง 24 ปี ประมาณ 4,600 คนต่อปี
ผลการวิจัยของน็อค ยืนยันว่า แม้อัตราการพยายามฆ่าตัวตายของเด็กผู้หญิงจะสูงกว่า แต่เด็กผู้ชายกลับมีอัตราการเสียชีวิต เนื่องจากการฆ่าตัวตายมากกว่า สาเหตุเป็นเพราะว่าเด็กผู้ชายมักจะใช้วิธีที่รุนแรงกว่า เช่น การใช้ปืน





