เปิดเหตุผล ‘ทรัมป์’ พยายามยกหูเจรจาการค้า ‘สี จิ้นผิง’

หลายเดือนมาแล้วที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ พร่ำบอกว่าความสัมพันธ์ส่วนตัวระหว่างตนกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน จะช่วยปลดล็อกข้อพิพาทการค้าสะเทือนโลกได้
แต่จนแล้วจนรอด ทรัมป์ ก็ยังไม่ได้คุยโทรศัพท์กับ สี จิ้นผิง เสียทีจนกระทั่งวันพฤหัสบดี (5 มิ.ย.68) ตามเวลาสหรัฐ
สำนักข่าวซีเอ็นเอ็น รายงาน เจ้าหน้าที่สหรัฐหลายคนต่างยืนยันว่า ทรัมป์ และสีจะคุยกันเร็วสุดในวันพฤหัสบดี ขณะที่รัฐบาลปักกิ่งยังปิดปากเงียบ ซีเอ็นเอ็นสอบถามไปยังสถานเอกอัครราชทูตจีนประจำกรุงวอชิงตัน โฆษกยังไม่ให้ความเห็น
ท่าทีที่ไม่ตรงกันของแต่ละฝ่ายเรื่องการโทรศัพท์ของสองผู้นำ ยิ่งตอกย้ำว่าความแตกต่างของสองเขตเศรษฐกิจใหญ่สุดของโลกกว้างขึ้นทุกขณะ แต่ละฝ่ายดูเหมือนจะเชื่อว่าการโทรศัพท์อาจล่มได้ทุกเมื่อ
และความขัดแย้งไม่ได้มีแค่เรื่อง ภาษี แร่ธาตุสำคัญ ชิ้นส่วน เครื่องยนต์เครื่องบิน หรือ ชิปคอมพิวเตอร์ แต่ยังเป็นสไตล์ที่แตกต่างกันอย่างมากของผู้นำทั้งสองคนด้วย ทรัมป์ต้องการทำดีลโดยตรงกับสี ซึ่งเป็นวิธีที่ขัดแย้งอย่างสิ้นเชิงกับแนวทางของทางการจีนในการเจรจาต่อรองประเด็นระดับโลก
แหล่งข่าวเผยว่า นอกจากนี้ทรัมป์ยังคาดการณ์ได้ยาก และมักทำให้ผู้นำต่างชาติหน้าแตกหรือกระอักกระอ่วนอยู่เสมอ ทางการจีนจึงไม่อยากให้คุยโทรศัพท์กัน ทั้งๆ ที่ทรัมป์บอกหลายครั้งหลายคราวว่า จะได้คุยกับสีเร็วๆ นี้
การหักหน้า ประธานาธิบดีโวโลดิมีร์ เซเลนสกี ของยูเครน และประธานาธิบดี ไซริล รามาโฟซา ของแอฟริกาใต้ ที่ห้องทำงานรูปไข่ถูกทางการจีนจับตาไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้แม้เป็นการสนทนาส่วนตัวก็ตาม
อดีตเจ้าหน้าที่รัฐบาลทรัมป์ และไบเดนเผยว่า การพบ และคุยโทรศัพท์กับสี ผ่านการวางแผนมาอย่างดี แทบไม่มีอะไรเกิดขึ้นโดยบังเอิญ แม้แต่เรื่องเล็กๆ อย่างเวลา และการแปลภาษา เจ้าหน้าที่ต้องตกลงกันให้ชัดเจนล่วงหน้า
ตอนที่ประธานาธิบดีโจ ไบเดน พบกับสี นอกเมืองซานฟรานซิสโกเมื่อสองปีก่อน ต้องกำหนดรายละเอียดนาทีต่อนาที แม้แต่จะวางดอกไม้ชนิดไหนบนโต๊ะก็ต้องหารือกันเอาเป็นเอาตาย
สำหรับสีเมื่อต้องคุยโทรศัพท์กับ ประธานาธิบดีสหรัฐ เขาจะอ่านจากข้อความที่เตรียมไว้ซึ่งมักเป็นการย้อนคำต่อคำจากที่พูดไปก่อนหน้า แต่ตอนที่เจอกับไบเดนครั้งล่าสุด คนที่สีรู้จักมานานกว่าสิบปี สีพูดโดยไม่ใช่สคริปต์ย้อนความทรงจำเก่าๆ ครู่หนึ่ง ซึ่งทางการสหรัฐมองว่า เป็นการให้เกียรติครั้งใหญ่
ด้วยรูปแบบตายตัวจึงแทบเป็นไปไม่ได้เลยที่จะลงรายละเอียดในสิ่งที่ไม่ได้ตกลงกันมาก่อน ซึ่งการเจรจาข้อตกลงการค้าจริงๆ หรือแถลงการณ์ร่วมมักเกิดจากเจ้าหน้าที่ทำงานกันล่วงหน้ามาก่อนหลายสัปดาห์หรือเป็นเดือนๆ นั่นไม่ใช่วิธีที่ทรัมป์ชอบ แคโรไลน์ ลีวิตต์ โฆษกทำเนียบขาว กล่าวในสัปดาห์นี้ว่า วิธีการของทรัมป์คือ “แนวทางท็อปดาวน์” เขาเริ่มหารือนโยบายด้วยตนเองจากห้องทำงานรูปไข่
“เขาร่วมหารือ และตัดสินใจนโยบายโดยตรงทุกครั้ง” ลีวิตต์ กล่าวเมื่อวันอังคาร (3 มิ.ย.68) สอดคล้องกับแหล่งข่าวเจ้าหน้าที่ยืนยันกับซีเอ็นเอ็นว่า นี่เป็นเรื่องจริงโดยเฉพาะกับจีน ที่ทรัมป์มองว่า การทำข้อตกลงฉบับใหม่กับจีนสำคัญทั้งในแง่เป็นนโยบายการค้าในภาพกว้างของเขา และเป็นการสานต่อนโยบายจากวาระแรก ที่ข้อตกลงการค้ากับจีนผิดแผนไปในช่วงโควิด-19 ระบาด
ทรัมป์นั้นมองความสัมพันธ์ระหว่างเขากับสีผ่านมุมมองส่วนตัว ตอนพบกันสมัยทรัมป์ดำรงตำแหน่งวาระแรกใช้เวลาเพียง 76 วันนับจากวันสาบานตนในปี 2017 สีก็บินมา ณ คฤหาสน์มาร์อลาโก ที่หลานสาวของทรัมป์เสิร์ฟเค้กช็อกโกแลต “น่ารับประทาน” และร้องเพลงภาษีจีนกลางให้สีฟัง
แต่สำหรับทรัมป์ในวาระสอง สีได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า เล่นยากกว่าเดิม เขาไม่รีบมาฟลอริดา สร้างความหงุดหงิดใจให้กับประธานาธิบดีสหรัฐ ครั้งสุดท้ายที่มีข่าวว่าทรัมป์กับสี คุยกันก็ในวันที่ 17 ม.ค. ไม่กี่วันก่อนทรัมป์สาบานตนวาระสอง
“ผมคาดหวังว่าเราจะสามารถแก้ไขปัญหาหลายๆ อย่างได้ร่วมกัน และเริ่มต้นทันที” ทรัมป์กล่าวในภายหลัง แต่ปัญหาก็ยังไม่ได้แก้รับการแก้ไข แถมความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศกลับเลวร้ายลงอย่างรวดเร็ว หลังจากทรัมป์เก็บภาษีจีนรอบใหม่สุดท้ายสูงถึง 145% จีนเองก็ตอบโต้ทำสงครามการค้ากันไปมาตลอดห้าเดือนที่ทรัมป์อยู่ในตำแหน่ง
เดือนก่อนตัวแทนจีน และสหรัฐพบกันที่เจนีวาเพื่อลดความตึงเครียด ตอนแรกก็คืบหน้าดี เมื่อทั้งสองฝ่ายให้คำมั่นลดภาษี แต่ไม่กี่สัปดาห์ต่อมาสหรัฐกล่าวหาว่าจีนผิดข้อตกลงผ่อนคลายข้อจำกัดแร่ธาตุบางตัวใช้สำหรับผลิตแม่เหล็ก
และแทนที่จะดีขึ้น สงครามการค้า กลับขยายไปเป็นการห้ำหั่นกันเรื่องห่วงโซ่อุปทาน ที่ทั้งสองประเทศถือว่าจำเป็นต่อความมั่นคงแห่งชาติของตน
ทรัมป์ขยายมาตรการลงโทษจีน เช่น เพิกถอนวีซ่านักศึกษาจีนในมหาวิทยาลัยอเมริกัน และจำกัดการส่งออกซอฟต์แวร์บางชนิดที่ใช้สำหรับออกแบบเซมิคอนดักเตอร์ก้าวหน้า
ความตึงเครียดหนักกว่าเดิมเช่นนี้ตอกย้ำถึงความจำเป็นที่ผู้นำทั้งสองต้องคุยกันโดยตรง
“ทีมการค้าทั้งสองฝ่ายเห็นชอบว่า เรื่องนี้จำเป็นต้องไปถึงระดับสูงสุด” เจ้าหน้าที่ระดับสูงรายหนึ่งของทำเนียบขาวกล่าวถึงการโทรศัพท์หารือที่กำลังจะมีขึ้น
เจ้าหน้าที่คนเดิมเผยว่า ทรัมป์น่าจะยกประเด็นจีนส่งออกแร่ธาตุสำคัญล่าช้า เขาเชื่อว่ารัฐบาลปักกิ่งจงใจทำให้ช้ากว่าที่เคยรับปากไว้ตอนคุยกันที่เจนีวา ส่วนเจ้าหน้าที่อีกรายคาดว่า ทรัมป์จะแสดงจุดยืนอย่างชัดเจนตามที่เคยพูดไปแล้วว่า จีนจะเป็นฝ่ายเสียหายถ้าไม่ทำข้อตกลงการค้า เจ้าหน้าที่ในทีมทรัมป์หลายคนเชื่อเช่นนี้ และมองว่าสหรัฐได้เปรียบในการเจรจาเพราะมีอำนาจมากกว่า
“ผมเชื่อมั่นว่าเมื่อประธานาธิบดีทรัมป์ และประธานสี ได้คุยโทรศัพท์กัน เรื่องนี้จะแก้ไขลงได้” สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐ กล่าวเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา สำหรับเขาทรัมป์ดูเหมือนกำลังเตรียมบทสนทนาที่จะมีขึ้นในสัปดาห์นี้
ขณะที่เจ้าตัวโพสต์แพลตฟอร์มทรูธโซเชียล เมื่อเวลา 2.17 น. วันพุธ (4 มิ.ย.68) ตามเวลาท้องถิ่น
“ผมชอบประธานาธิบดีสี ของจีนตลอดมา และตลอดไป แต่เขาเป็นคนแข็งมาก ทำดีลด้วยยากสุดๆ”
อย่างไรก็ตาม ทั้งคู่ก็ได้คุยโทรศัพท์กันในวันพฤหัสบดี ตามคาด ยาวนานร่วม 90 นาที กระทรวงการต่างประเทศจีนเผยว่า ทรัมป์เป็นฝ่ายโทรศัพท์ไปหา
หลังโทรศัพท์ทรัมป์ยอมรับว่าความสัมพันธ์ทางการค้ากับจีน “หลุดออกจากแนวไปเล็กน้อย” แต่ตอนนี้ “เรามีความสัมพันธ์ที่ดีกับจีน และข้อตกลงการค้า” ทรัมป์กล่าวว่า การเจรจาเพิ่มเติมจะเกิดขึ้น “ในไม่ช้านี้” ที่ “สถานที่จะกำหนดทีหลัง”
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์







