ยักษ์น้ำมันสหรัฐ ‘ไม่ปลื้มทรัมป์’ หวั่นน้ำมันเวเนฯ กดราคาตลาด กำไรผู้ผลิตถูกบีบ

ยักษ์น้ำมันสหรัฐ ‘ไม่ปลื้มทรัมป์’ หวั่นน้ำมันเวเนฯ กดราคาตลาด กำไรผู้ผลิตถูกบีบ

นโยบาย ‘น้ำมันราคาถูก’ ของปธน.ทรัมป์ กำลังกลายเป็น ‘ดาบสองคม’ เมื่อการผลักดันน้ำมันเวเนซุเอลาเข้าสู่ตลาดสหรัฐ แม้อาจช่วยผู้บริโภคที่หน้าปั๊ม แต่กลับซ้ำเติมผู้ผลิตน้ำมันสหรัฐที่กำลังบอบช้ำจากราคาน้ำมันตกต่ำ กำไรถูกบีบ ท่ามกลางอุปทานล้นตลาดอยู่แล้ว

ผู้ผลิตน้ำมันของสหรัฐที่กำลังลำบากจากราคาน้ำมันที่ต่ำอยู่แล้ว กำลังเผชิญแรงกดดันเพิ่มอีกระลอก หลังประธานาธิบดีทรัมป์ผลักดันให้ “เพิ่มการผลิตน้ำมัน” ในเวเนซุเอลา ซึ่งอาจทำให้ “น้ำมันล้นตลาด” ราคาลดลง รายได้หดตัว และสุดท้ายกลับย้อนมากระทบอุตสาหกรรมน้ำมันของสหรัฐเอง

สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่า ทรัมป์ได้ดำเนินนโยบายที่เขาระบุว่า จะ “ปลดปล่อยพลังงานอเมริกัน” และทำให้ราคาน้ำมันหน้าปั๊มถูกลง ซึ่งเป็นคำมั่นที่ช่วยผู้บริโภคสหรัฐ แต่ในขณะเดียวกัน กลับบีบรายได้ของอุตสาหกรรมน้ำมันไปด้วย

ปัญหาคือ เป็นเรื่องยากที่จะทำให้ได้ทั้งสองอย่างพร้อมกัน เพราะเมื่อกำไรลดลง บริษัทน้ำมันก็ย่อมขุดเจาะน้อยลง ไม่ใช่มากขึ้น

ในอดีต การได้เข้าถึงแหล่งน้ำมันบนบกขนาดมหาศาลของเวเนซุเอลา ซึ่งประเมินว่ามีปริมาณสำรองมากที่สุดในโลก เคยถูกมองว่าเป็นโอกาสครั้งสำคัญที่แทบจะเกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวในชีวิต

แต่ในสถานการณ์ปัจจุบัน ที่ตลาดน้ำมันมีอุปทานล้นเหลือ กลุ่มประเทศสมาชิกโอเปกยังมีกำลังการผลิตสำรอง และยังมีโอกาสผลิตน้ำมันในพื้นที่อื่นได้ด้วยต้นทุนที่ต่ำกว่า ผู้บริหารบริษัทน้ำมันของสหรัฐจึงกำลังเผชิญความเป็นไปได้ที่กำไรจะถูกกระทบอีกระลอกในระยะสั้น หากน้ำมันจากเวเนซุเอลาไหลเข้าสู่ตลาดสหรัฐมากขึ้น

ขณะเดียวกัน ราคาน้ำมันสหรัฐซึ่งเป็นผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของโลก ก็อยู่ “ต่ำกว่าระดับ 65 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล” ซึ่งเป็นระดับที่ผู้ผลิตจำนวนมากต้องการเพื่อให้คุ้มทุน ส่งผลให้เกิดการเลิกจ้างพนักงานจำนวนมาก การหยุดใช้งานอุปกรณ์ในแหล่งน้ำมัน และการตัดลดงบลงทุน

ทั้งนี้ ผู้บริหารอุตสาหกรรมน้ำมันของสหรัฐ ตั้งแต่บริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Chevron และ Exxon Mobil ไปจนถึงบริษัทขนาดเล็กที่ไม่ค่อยเป็นที่รู้จักจากรัฐโคโลราโด เตรียมเข้าร่วมการประชุมเพื่อหารือเกี่ยวกับแผนการลงทุนที่เป็นไปได้ในเวเนซุเอลา

“ความเคลื่อนไหวล่าสุดในการเบี่ยงน้ำมันดิบจากเวเนซุเอลามายังสหรัฐ ซึ่งอาจมีปริมาณสูงถึงหลายสิบล้านบาร์เรล จะสร้างแรงกดดันต่อผู้ผลิตเชลในประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้” หลินฮวา กวน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Surge Energy America หนึ่งในผู้ผลิตน้ำมันดิบเอกชนรายใหญ่ของสหรัฐ ซึ่งมีการดำเนินงานในแอ่งน้ำมันเพอร์เมียนกล่าว

“ในช่วงที่กำลังการผลิตของสหรัฐ อยู่ใกล้ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ผู้ประกอบการเชลรายเล็กของสหรัฐกำลังเผชิญกับ ‘อัตรากำไรที่ตึงตัว’ มากขึ้น และมีความเปราะบางสูงขึ้น ในตลาดที่อุปทานล้นอยู่แล้ว” กวน กล่าว

ทรัมป์ระบุในสัปดาห์นี้ว่า เวเนซุเอลาจะขายน้ำมันที่อยู่ภายใต้มาตรการคว่ำบาตรให้สหรัฐในปริมาณ 30–50 ล้านบาร์เรล หลังจากสหรัฐควบคุมตัวและนำตัวประธานาธิบดีเวเนซุเอลาจากกรุงการากัสมายังสหรัฐ เพื่อควบคุมตัวเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา

ทั้งนี้ การผลิตน้ำมันของสหรัฐเพิ่มขึ้นสู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 13.61 ล้านบาร์เรลต่อวันในปี 2025 แต่การผลิตกำลัง “ถึงจุดอิ่มตัว” และมีแนวโน้มจะเริ่มลดลงเหลือ 13.53 ล้านบาร์เรลต่อวันในปี 2026 ตามข้อมูลของ Energy Information Administration ขณะที่ราคาขายปลีกน้ำมันเบนซินเฉลี่ยในสหรัฐลดลงเป็นปีที่สามติดต่อกัน มาอยู่ที่ 3.10 ดอลลาร์ต่อแกลลอนในปีที่ผ่านมา สะท้อนว่าตลาดน้ำมันมีอุปทานมากเกินความต้องการ

เมื่อการผลิตไม่โตเหมือนเดิม แต่ราคายังต่ำ ผู้ผลิตน้ำมันจึงทำกำไรได้ยากอยู่แล้ว และถ้ายังมีน้ำมันดิบหนักจากเวเนซุเอลาไหลเข้ามาเพิ่มอีก ก็จะยิ่งทำให้น้ำมัน “ล้นตลาด” มากขึ้น ส่งผลให้ราคาน้ำมันถูกกดต่ำลงไปอีก และยิ่งซ้ำเติมผู้ผลิตน้ำมันในสหรัฐ

“เมื่อบาร์เรลเกรดหนักเหล่านี้หลั่งไหลเข้าสู่โรงกลั่นตามแนวชายฝั่งอ่าวเม็กซิโก นี่จะสร้าง ‘เพดานราคา’ ที่เสี่ยงตรึงราคาน้ำมัน WTI ไว้ใกล้ระดับ 50 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และ ‘บีบอัตรากำไร’ ของผู้ประกอบการในเพอร์เมียน แม้แต่รายที่มีประสิทธิภาพสูงสุด” เจสัน แกสต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัทบริการแหล่งน้ำมัน Oilfield Service Professionals กล่าว

อ้างอิง: reuters