วันอาทิตย์ ที่ 18 ตุลาคม 2569

Login
Login

ทำไม ‘ภาษีทรัมป์’ ถึงอาจช่วยทลายทุนผูกขาดอินเดีย และทำบริษัท ‘บิ๊กไฟว์’ ระส่ำ ?

อดีตรองผู้ว่าการแบงก์ชาติอินเดีย ชี้ว่าการขู่ขึ้นภาษีนำเข้าของประธานาธิบดีทรัมป์ กลับส่งผลดีต่อเศรษฐกิจอินเดียในระยะยาว เพราะกระตุ้นให้รัฐบาลลดอุปสรรคทางการค้า ซึ่งเคยปกป้อง 'บิ๊กไฟว์' จากคู่แข่งต่างชาติ ส่งผลให้ธุรกิจต้องยกระดับประสิทธิภาพ นำไปสู่การถ่ายทอดความรู้ การสร้างงานทักษะสูง และการเติบโตทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งขึ้น เหมือนกับความสำเร็จในการเปิดเสรีทศวรรษ 2530 - 2540

สำนักข่าวบลูมเบิร์ก รายงานวันนี้ (10 มี.ค.68) ว่า การขู่ขึ้นภาษีนำเข้าของโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอาจไม่ใช่ข่าวร้ายทั้งหมดสำหรับเศรษฐกิจอินเดีย เพราะมาตรการดังกล่าวอาจผลักดันให้รัฐบาลลดอุปสรรคทางการค้า (Trade Barrier) ซึ่งจะกระตุ้นการแข่งขัน และการเติบโต โดย วิรัล อาจารย์ย อดีตรองผู้ว่าการธนาคารกลางอินเดีย มองว่า การแข่งขันที่สูงขึ้นหมายความว่าบริษัทอินเดียจะถูกบังคับให้ยกระดับมาตรฐานเพื่อเผชิญหน้ากับคู่แข่งระดับโลก ซึ่งจะนำไปสู่งานที่มีคุณภาพสูงขึ้น และฐานการผลิตที่ใหญ่ขึ้น

บทวิเคราะห์ของบลูมเบิร์ก เผยว่า ทรัมป์ขู่ว่าจะเรียก เก็บภาษีนำเข้าตอบโต้ (Reciprocal Tarif) กับประเทศต่างๆ ตั้งแต่วันที่ 2 เม.ย.68 ซึ่งเท่ากับเป็นการขึ้นภาษีสินค้านำเข้าสู่สหรัฐ ให้เท่ากับระดับที่ประเทศคู่ค้าเรียกเก็บจากสินค้าอเมริกัน นักเศรษฐศาสตร์ประเมินว่า อินเดียจะเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดจากภาษีตอบโต้นี้ เนื่องจากความแตกต่างของอัตราภาษีนำเข้าเฉลี่ยระหว่างสองประเทศอยู่ที่ประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์

รัฐบาลอินเดียได้ดำเนินการลดภาษีแล้ว โดยมีการปรับลดครั้งสำคัญในเดือนก.พ.2568 และหารือเกี่ยวกับการลดภาษีนำเข้าสินค้าจากสหรัฐ ตั้งแต่รถยนต์ไปจนถึงเคมีภัณฑ์ และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์

ด้าน ปิยุช โกยัล รัฐมนตรีพาณิชย์อินเดียเดินทางไปสหรัฐ เมื่อสัปดาห์ที่แล้วเพื่อเจรจากับฮาวเวิร์ด ลุตนิก รัฐมนตรีคู่เจรจาชาวอเมริกัน และเจ้าหน้าที่คนอื่นๆ ของทรัมป์เกี่ยวกับข้อตกลงการค้าหลายภาคส่วน ประธานาธิบดีสหรัฐ กล่าวเมื่อวันศุกร์ ว่าอินเดียพร้อมที่จะลดภาษีมากขึ้น

อาจารย์ย ซึ่งดำรงตำแหน่งรองผู้ว่าการธนาคารสำรองอินเดียระหว่างปี พ.ศ.2560 และ 2562 กล่าวว่า บริษัทอินเดียขนาดใหญ่ที่ได้รับประโยชน์จากมาตรการปกป้องจะสูญเสียมูลค่าบางส่วนในช่วงแรก แต่เศรษฐกิจโดยรวมจะได้รับประโยชน์

"ในตลาดที่มีการแข่งขัน บริษัทไม่ควรทำกำไรมากเกินไป เว้นแต่จะเป็นผู้ให้บริการหรือผู้ผลิตสินค้าที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด" เขากล่าว

ทำไม ‘ภาษีทรัมป์’ ถึงอาจช่วยทลายทุนผูกขาดอินเดีย และทำบริษัท ‘บิ๊กไฟว์’ ระส่ำ ?

ธุรกิจอินเดีย ไม่เพียงแต่บริษัทขนาดใหญ่ มีความสามารถในการแข่งขันกับผู้เล่นระดับโลก แต่ต้องมีการลงทุนในประสิทธิภาพ และผลิตภาพ เขากล่าว

"หากเราไม่ให้พวกเขาเผชิญกับการแข่งขันนี้ เราจะไม่มีวันเห็นศักยภาพสูงสุดของพวกเขา" เขากล่าวเสริม

บริษัท 'บิ๊กไฟว์'

อาจารย์ย ซึ่งปัจจุบันเป็นผู้อำนวยการด้านการศึกษาระดับปริญญาเอกที่ NYU Stern School of Business เคยเรียกร้องให้แยกกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ที่สุดของอินเดีย โดยในงานวิจัยเมื่อเดือนมี.ค.2566 เขากล่าวว่า "บิ๊กไฟว์" ของอินเดีย - กลุ่มรีไลแอนซ์, กลุ่มทาทา, กลุ่มอดิตยะ เบอร์ลา, กลุ่มอดานี และ บารตี เทเลคอม จำกัด - เติบโตโดยได้แบบเอาเปรียบบริษัทท้องถิ่นขนาดเล็ก ในขณะที่ "ภาษีนำเข้าสูงลิบลิ่ว" ของรัฐบาลปกป้องพวกเขาจากการแข่งขันจากบริษัทต่างชาติ

บริษัทอินเดีย "ฉลาดพอที่จะสร้างนวัตกรรมหากถูกกดดัน และพวกเขาจะฟื้นพลังบางส่วนได้หลังจากนั้น" อาจารย์ย กล่าวในการสัมภาษณ์

การเปิดเศรษฐกิจให้กับบริษัทต่างชาติอาจไม่เพียงนำไปสู่การแข่งขันโดยตรง แต่ "อาจนำไปสู่การถ่ายทอดความรู้อย่างมีนัยสำคัญเมื่อมีการสร้างพันธมิตรเชิงกลยุทธ์กับผู้เล่นต่างชาติ" เขากล่าว พร้อมอธิบายเสริมว่า "ในที่สุด บริษัทยักษ์ใหญ่ระดับโลกจะเกิดขึ้นจากกระบวนการนั้น"

เพื่อลดผลกระทบต่ออุตสาหกรรมอินเดีย เขาแนะนำให้ลดภาษีเป็นระยะพร้อมกับสื่อสารเป้าหมายสุดท้ายอย่างชัดเจน หากเส้นทางนโยบายสามารถคาดการณ์ได้ ธุรกิจจะลงทุนในประสิทธิภาพ นวัตกรรม และมุ่งเน้นการพัฒนาทักษะแรงงาน เขากล่าว

นายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี เรียกร้องให้ธุรกิจอินเดียใช้ประโยชน์จากภูมิทัศน์โลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงเพื่อลงทุนเพิ่มขึ้นในช่วงต้นสัปดาห์นี้ โดยเรียกว่าเป็น "โอกาสครั้งใหญ่" สำหรับพวกเขา

แม้ว่ารัฐบาลมักใช้มาตรการปกป้องเพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรม และแรงงานในประเทศ แต่อดีตรองผู้ว่าการธนาคารกลางอินเดีย กล่าวว่า ความกังวลเกี่ยวกับการสูญเสียงานหากลดอุปสรรคทางการค้าไม่มีหลักฐานสนับสนุน

"ไม่มีหลักฐานว่าเมื่อเราเปิดประเทศในทศวรรษ 2530 จะทำให้เกิดการสูญเสียงาน" เขากล่าว "มันไม่เป็นความจริงในทศวรรษ 2530 และไม่เป็นความจริงในทศวรรษ 2540"

ในทางตรงกันข้าม การแข่งขันที่มากขึ้นจะกระตุ้นการลงทุน ผลิตภาพของภาคเอกชน และกระตุ้นการเติบโต นอกจากนี้ยังส่งผลให้เกิดงานที่ใช้ทักษะสูงขึ้น และเพิ่มการบริโภคภายในประเทศ

"และนั่นคือ การเปลี่ยนแปลงที่อินเดียต้องการในขณะนี้" เขากล่าว "มันเป็นเพียงรูปแบบหนึ่งของสิ่งที่ได้ผลสำหรับเราในทศวรรษ 2530 และ 2540"

 

 

อ้างอิง: Bloomberg 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์