ผู้ว่าการธนาคารกลางจีนเตือนความพยายามค้าขายกันเองของชาติตะวันตก ลดพึ่งพาจีน ว่าอาจไม่ช่วยให้ความตึงเครียดในซัพพลายเชนโลกลดลง
สำนักข่าวรอยเตอร์รายงาน นายอี้กัง ผู้ว่าการธนาคารประชาชนจีน (พีบีโอซี) แถลงต่อคณะกรรมการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) เมื่อวันศุกร์ (14 เม.ย.)
“เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญกับแรงกดดันขาลงที่เพิ่มมากขึ้น แม้ว่าความตึงเครียดในซัพพลายเชนโดยรวมอ่อนตัวลง แต่ยังมีความท้าทายต่อเนื่องจากมาตรการกีดกันทางการค้า เช่น การย้ายฐานห่วงโซ่อุปทานกลับมาในประเทศ ประเทศใกล้บ้าน และประเทศที่ไว้เนื้อเชื่อใจได้”
ทั้งนี้ เขตเศรษฐกิจตะวันตกให้ความสำคัญกับการลดพึ่งพาห่วงโซ่อุปทานจีนลงอย่างมาก เมื่อคำขู่ของจีนต่อไต้หวันเพิ่มความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ในเอเชีย
ประกอบกับการค้าปั่นป่วนมาหลายปีจากการที่โควิด-19 ระบาด ยิ่งทำให้ตะวันตกต้องการลดพึ่งพาจีนอย่างเร่งด่วน
เมื่อเร็วๆ นี้นางเจเน็ต เยลเลน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐ กระตุ้นให้สร้างความหลากหลายหรือ“friend-shoring”ด้วยการย้ายห่วงโซ่อุปทานจากจีนไปยังประเทศประชาธิปไตยเน้นระบบตลาดอย่างอินเดีย
เมื่อวันพุธ (12 เม.ย.) รัฐมนตรีคลังกลุ่มจี7 ให้คำมั่นว่าจะสนับสนุนประเทศรายได้ปานกลางและรายได้ต่ำให้มีบทบาทในซัพพลายเชนมากขึ้น
ความเคลื่อนไหวนี้จะเปิดทางให้เขตเศรษฐกิจก้าวหน้าลดพึ่งพาจีนในการผลิตสินค้ายุทธศาสตร์
อย่างไรก็ตาม การค้าโลกที่แยกย่อยทำให้สถาบันระหว่างประเทศ เช่น กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ต้องส่งเสียงเตือน
นางคริสตาลินา จอร์จีวา กรรมการผู้จัดการไอเอ็มเอฟ เตือนผู้กำหนดนโยบายถึงอันตรายของสงครามเย็นรอบใหม่ เมื่อนานาประเทศเพิ่มความพยายามสร้างซัพพลายเชนอุตสาหกรรมของตนท่ามกลางความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างมหาอำนาจ
ส่วนเรื่องโควตาการปฏิรูปของไอเอ็มเอฟ นายอี้ก็เรียกร้องให้เพิ่มโควตา ที่ “สะท้อนถึงสัดส่วนสัมพัทธ์ในเศรษฐกิจโลกของสมาชิก” เพิ่มเสียงและความเป็นตัวแทนของประเทศตลาดเกิดใหม่และเขตเศรษฐกิจกำลังพัฒนา





