วันอังคาร ที่ 15 กันยายน 2569

Login
Login

SMR:โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก IEAชี้ทั่วโลกยัง'ตั้งไข่' -ไทยวางกติกาเพื่ออนาคต

พลังงาน หนึ่งในปัจจัยสำคัญขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก ดังนั้นความต้องการพลังงานจึงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามกิจกรรมและจำนวนประชากรโลก

รายงาน Global Energy Review 2026 โดยสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ หรือ IEA ระบุว่า ภาพรวมความต้องการใช้พลังงานทั่วโลกขยายตัว  1.3% ในปี2568  ซึ่งเป็นการเติบโตที่ชะลอตัวลงจากปี 2567 อย่างชัดเจน โดยมีปัจจัยที่ทำให้ชะลอตัวหลักคือการเติบโตทางเศรษฐกิจโลก ขณะเดียวกันก็พบว่า ประสิทธิภาพการใช้พลังงานในอุตสาหกรรมหลักๆดีขึ้น รวมถึงการลงทุนพลังงานสะอาด ช่วยลดความต้องการเชื้อเพลิงฟอสซิลและลดการปล่อยคาร์บอนได้จริง

     ในส่วนปี 2569 มีปัจจัยกระทบความต้องการใช้พลังงานมีมากขึ้น และปัจจัยต่างๆเหล่านั้น จะเป็นผู้ออกแบบทิศทางการพัฒนาพลังงานแห่งอนาคตเพื่อตอบโจทย์ใหม่ ๆทั้งปัญหาภูมิรัฐศาสตร์จากสงครามอิหร่าน สหรัฐ และอิสราเอล ,โจทย์ห่วงโซ่อุปทานการใช้พลังงานเพื่อเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ ,และโจทย์การลดคาร์บอน ทำให้คำตอบด้านพลังงานจึงหลากหลายมากขึ้น และหนึ่งในนั้นคือ โรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ขนาดเล็ก (Small Modular Reactor: SMR)

จีน-รัสเซียใช้ไฟฟ้าจากการเดินเครื่อง SMR แล้ว 

รายงานของ IEA เผยว่า ในจีนกำลังเดินเครื่อง SMR แบบบนบก หรือ  land-based  จำนวน 1 เครื่อง  เช่นเดียวกับรัสเซียเดินเครื่อง SMR แบบลอยน้ำ/ทางทะเล (marine-based) จำนวน 1 เครื่อง

     นอกจากนี้ยังมีโครงการที่อยู่ระหว่างก่อสร้าง ได้แก่ จีน SMR เชิงพาณิชย์ 125 MW 1 โครงการ และ รัสเซีย SMR ขนาด 300 MW 1 โครงการ

     รายงานชี้ถึงแนวโน้มระยะใกล้ คาดว่าจะมี SMR เริ่มก่อสร้างเพิ่มใน 4 ประเทศ ได้แก่ แคนาดา เกาหลีใต้ สหราชอาณาจักร และสหรัฐสะท้อนว่า SMR กำลังขยายจากกลุ่มจีน–รัสเซีย ไปสู่ประเทศตะวันตกและเอเชียตะวันออก

      สอดคล้องกับข้อมูลที่ว่า เมื่อปี 2568 นิวเคลียร์ผลิตไฟฟ้าสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยเติบโต 1.2% จากการรีสตาร์ตเครื่องปฏิกรณ์ในญี่ปุ่น ส่วนโรงไฟฟ้าที่ฝรั่งเศสก็เดินเครื่องได้ดี และหน่วยผลิตใหม่ในหลายประเทศมีกำลังการผลิตใหม่ 3 GW เข้าระบบในปี 2568 อย่างที่  จีน อินเดีย รัสเซีย ประเทศละ 1 เครื่อง แต่ถูกหักล้างด้วยการปลดระวางโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ปริมาณ 3 GW ก็เท่ากันพอดี

SMR:โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก  IEAชี้ทั่วโลกยัง'ตั้งไข่' -ไทยวางกติกาเพื่ออนาคต

ดาต้าเซนเตอร์หนุนทางเลือกSMR

“ดังนั้น กำลังการผลิตนิวเคลียร์โลกคงที่ที่ 420 GW ณ สิ้นปี 2568 ด้วยการเดินเครื่องในกว่า 30 ประเทศและเริ่มก่อสร้างใหม่ 10 โครงการ รวม 12.2 GW ของการก่อสร้างทั่วโลก 78 GW ใน 15 ประเทศ โดย ครึ่งหนึ่งอยู่ในจีน”

     ทั้งนี้เป็นไปตาม แรงขับด้านอุปสงค์สำคัญคือความต้องการไฟฟ้าจากดาต้าเซนเตอร์ทั่วโลกเติบโต 17% ในปี 2568 ขณะที่ในสหรัฐ ดาต้าเซนเตอร์คิดเป็นราว 50% ของการเติบโตความต้องการไฟฟ้าทั้งหมด และคาดว่าจะยังคิดเป็นครึ่งหนึ่งไปจนถึงปี 2573

      อย่างไรก็ตาม รายงานชี้ว่า SMR ยังอยู่ในระดับ “ตั้งไข่”  เพราะทั่วโลกมีการเดินเครื่องจริงเพียง 2 เครื่อง และก่อสร้างอีก 2 เครื่อง ขนาดรวมไม่ถึง 1 GW เทียบกับกำลังก่อสร้างนิวเคลียร์ทั้งหมด 78 GW แล้ว สัดส่วนของ SMR ยังเล็กมาก ทำให้เตาปฏิกรณ์ขนาดใหญ่แบบดั้งเดิมยังเป็นกระแสหลักชัดเจนมากกว่าขณะนี้บททดสอบจริงของ SMR จะอยู่ที่การเริ่มก่อสร้างในแคนาดา เกาหลีใต้ สหราชอาณาจักร และสหรัฐนั้นก็ยังอยู่ในคำถามที่ว่า “จะคุมต้นทุนและกำหนดการได้หรือไม่”

‘ยศชนัน’วางกรอบSMR รอจังหวะเมื่อพร้อม

ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ปฏิบัติหน้าที่ประธานการประชุมคณะกรรมการพลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ (พนส.) ครั้งที่ 2/2569 กล่าวว่า ที่ประชุม พนส. ได้หารือถึงการวางรากฐานพลังงานนิวเคลียร์เพื่อรับมือกับวิกฤตพลังงานของประเทศ ซึ่งที่ผ่านมาไทยต้องเผชิญกับความผันผวนด้านพลังงานมาอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากการพึ่งพาเชื้อเพลิงนำเข้าเป็นหลัก ส่งผลให้ประเทศยังขาด “อธิปไตยทางพลังงาน” อย่างแท้จริง 

ที่ประชุมจึงมีมติเห็นชอบกรอบนโยบายการกำกับดูแลโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ขนาดเล็ก (Small Modular Reactor: SMR) ให้เป็นไปตามมาตรฐานสากลของทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) เพื่อเตรียมความพร้อมของประเทศล่วงหน้าให้สอดรับกับแนวทางของร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย (PDP 2024)

ทั้งนี้ จากรายงานผลการประเมินความพร้อมโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานนิวเคลียร์ตามแนวทางของ IAEA ทั้ง 19 ประเด็น พบว่าประเทศไทยมีความพร้อมแล้ว 10 ประเด็น ขณะที่มี 6 ประเด็นที่อยู่ในเกณฑ์ต้องพัฒนาเพิ่มเติม และมี 3 ประเด็นสำคัญที่ต้องเร่งดำเนินการ ได้แก่ การกำหนดนโยบายระดับชาติ, การจัดตั้งองค์กรบริหารจัดการขับเคลื่อนโครงการ (Nuclear Energy Programme Implementing Organization: NEPIO) และการวางแผนจัดหาเงินลงทุน เพื่อให้การเตรียมการมีความชัดเจนและเป็นรูปธรรม

บอร์ดนิวเคลียร์ชาติวาง 4 มิติเตรียมประเทศรับSMR

ดังนั้น ที่ประชุม พนส. จึงได้มีมติเห็นชอบแนวทางการดำเนินงาน 4 มิติหลัก ประกอบด้วย ด้านกฎหมาย - มอบหมายให้ ปส. เร่งยกร่างและเสนอร่าง พ.ร.บ. ความรับผิดทางแพ่งต่อความเสียหายทางนิวเคลียร์ เข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อสร้างระบบประกันภัย หลักประกันทางการเงิน และการจัดตั้งกองทุนของรัฐที่มีความโปร่งใสและเป็นธรรมตามมาตรฐานสากล

ด้านการพัฒนากำลังคน - มอบหมายให้กระทรวง อว., กระทรวงศึกษาธิการ, สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ร่วมกับกระทรวงพลังงาน จัดทำหลักสูตรการศึกษาและแผนพัฒนากำลังคนระยะยาว ทั้งในด้านเทคโนโลยี SMR และการกำกับดูแลความปลอดภัย

ด้านการจัดการกากกัมมันตรังสี - เห็นชอบให้ สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.)จัดทำกรอบนโยบายแห่งชาติว่าด้วยการจัดการกากนิวเคลียร์และเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ใช้แล้วแบบครบวงจรตลอดวงจรชีวิต โดยยึดหลักความรับผิดชอบสูงสุดเพื่อไม่ให้ตกเป็นภาระของคนรุ่นต่อไป

ด้านห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) - มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ร่วมมือกับ ปส. และสถาบันวิจัยที่เกี่ยวข้อง วางยุทธศาสตร์เชื่อมโยงและผลักดันผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานระดับโลกของ SMR

อย่างไรก็ตาม การประชุมไม่ได้หมายความว่าประเทศไทยได้ตัดสินใจแล้วว่าจะสร้างโรงไฟฟ้า SMR ที่ใด หรือเลือกใช้เทคโนโลยีใด แต่เป็นการ “เตรียมความพร้อมล่วงหน้า” ทั้งในด้านกฎหมาย การพัฒนาคน และระบบการกำกับดูแล เพื่อให้ประเทศมีข้อมูลและศักยภาพเพียงพอก่อนที่จะมีการตัดสินใจเชิงนโยบาย ที่สำคัญคือ ประเทศไทยจะต้องก้าวข้ามการเป็นเพียง “ผู้ซื้อเทคโนโลยี” (Technology Buyer) ไปสู่การเป็น “ผู้สร้างคุณค่าทางเทคโนโลยี” (Technology Value Creator)

SMR:โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก  IEAชี้ทั่วโลกยัง'ตั้งไข่' -ไทยวางกติกาเพื่ออนาคต