ท่อนฮุกสุดไวรัลที่ร้องว่า "อยู่ไม่ไหว อยู่ไม่ไหว อยู่ไม่ไหว" ของอูโน่ หลาวทอง ดูเหมือนจะไม่ได้เป็นแค่มีมุกตลกขำขันบนโลกโซเชียลอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นเพลงประกอบชีวิตจริงของใครหลายคนที่เดินเข้าชอปไอทีในช่วงเวลานี้
อาการตากระตุก และเหงื่อตกไม่ได้เกิดจากแอร์ไม่เย็น แต่เกิดจากป้ายราคาสมาร์ตโฟน และแท็บเล็ตระดับเรือธงที่พร้อมใจกันพุ่งทะยานจนทะลุเพดานความคาดหมายไปไกลลิบ ใครที่ติดตามงานเปิดตัวสมาร์ตโฟนรุ่นใหม่ล่าสุดจากค่ายยักษ์ใหญ่ คงสัมผัสได้ถึงความรู้สึก "ช็อกซีเนม่า" เมื่อเห็นราคาเปิดตัวที่ทำเอากระเป๋าสตางค์สั่นรัวๆ เพราะอาจทำให้หลายคนตะโกนออกมาว่า "ซื้อไม่ไหว!"
อาการของแพงจนน่ากลัว กลัว กลัว นี้ มีต้นตอมาจากสิ่งที่ดูเหมือนจะไกลตัวอย่างยุคทองของ AI Boom ฝั่งผู้ให้บริการคลาวด์ และดาต้าเซนเตอร์ระดับยักษ์ใหญ่ของโลก ไม่ว่าจะเป็น Nvidia, AMD, Google หรือ Amazon ต่างทุ่มเงินมหาศาลแย่งชิงทรัพยากรการผลิตจากโรงงานซิลิคอน คลื่นความต้องการชิปประมวลผล และชิปหน่วยความจำประสิทธิภาพสูงเพื่อไปขับเคลื่อนระบบ Generative AI ได้เข้าไปดูดกลืนกำลังการผลิตขั้นสูงไปจนหมดสิ้น เป็นจุดสิ้นสุดของยุคสินค้าไอทีราคาเข้าถึงง่ายเรียบร้อย
ปรากฏการณ์หน้าเว็บไซต์ Apple Store ที่ปรับราคาขึ้นแบบกลางสัปดาห์หมาดๆ กลายเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ว่าวิกฤติห่วงโซ่อุปทานต้นน้ำได้ล้นทะลักมาถึงมือเราแล้ว ทันทีที่ราคาของคอมพิวเตอร์ Mac และแท็บเล็ต iPad พุ่งสูงขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 15 ถึง 25 ตามรายงานของ The Wall Street Journal และ Bloomberg ส่งผลให้มูลค่าหุ้น Apple ร่วงลงเกือบห้าเปอร์เซ็นต์ในตลาดทุนทันที นักลงทุนในวอลล์สตรีท และสถาบันการเงินระดับโลกอย่าง Evercore ISI ต่างตื่นตระหนกว่ากำลังซื้อของผู้บริโภคอาจจะหดตัวลงอย่างรุนแรงต่อจากนี้
มหากาพย์ระดับอะตอม ยิ่งเล็กยิ่งแพง
เมื่อเจาะลึกลงไปถึงโครงสร้างทางวิศวกรรมศาสตร์ และฟิสิกส์ระดับอะตอมในโรงงาน TSMC หรือ Taiwan Semiconductor Manufacturing Company จะเข้าใจเลยว่าทำไมราคาถึงดุดันไม่เกรงใจใคร รายงานเชิงลึกจากสถาบันวิจัย TrendForce และ Tom's Hardware ระบุชัดเจนว่า ข้อจำกัดของการผลิตชิปบนสถาปัตยกรรม 3 นาโนเมตรในกระบวนการปัจจุบัน กำลังเดินทางมาถึงสถานีสุดท้ายของเทคโนโลยีทรานซิสเตอร์แบบ FinFET ซึ่งเริ่มมีปัญหาไฟฟ้ารั่วไหลเมื่อวงจรเล็กเกินไป การก้าวสู่โหนด 2 นาโนเมตร จึงบังคับให้อุตสาหกรรมต้องเปลี่ยนไปใช้สถาปัตยกรรมโครงสร้างใหม่ที่เรียกว่า Gate-All-Around หรือ GAA ที่ใช้แผ่นนาโนชีตซ้อนกันหลายชั้นเพื่อล้อมรอบช่องส่งกระแสไฟฟ้าครบทั้งสี่ด้าน ซึ่งมีความซับซ้อนยิ่งกว่าเดิม
ความยากระดับนี้ทำให้อัตราผลผลิตที่ใช้งานได้จริงในช่วงแรกต่ำมาก ทุกแผ่นเวเฟอร์ที่เกิดความเสียหายระหว่างการผลิตคือ ต้นทุนแฝงที่บวกเพิ่มเข้าไปในชิปที่รอดชีวิต ยิ่งผนวกกับกระบวนการพิมพ์ลายวงจรด้วยแสงยูวีความไวสูงพิเศษหรือ EUV Lithography ที่ต้องใช้เทคนิคพรินต์ซ้อนทับกันหลายรอบ ยิ่งดันให้ราคาประเมินเวเฟอร์ 3 นาโนเมตร พุ่งทะลุสองหมื่นดอลลาร์สหรัฐ และอาจทะยานแตะสามหมื่นดอลลาร์สหรัฐในยุค 2 นาโนเมตร นี่คือเหตุผลเบื้องหลังว่าทำไมต้นทุนชิปเรือธงจาก Qualcomm ถึงแพงขึ้นกว่าร้อยละ 16 และทำให้ราคาชิปประมวลผลต่อหนึ่งตัวอาจสูงเกินกว่าสองร้อยแปดสิบดอลลาร์สหรัฐในอนาคตอันใกล้
ทางรอดแอนดรอยด์
ด้วยต้นทุนที่พุ่งเป็นจรวด แบรนด์สมาร์ตโฟนฝั่งแอนดรอยด์จึงตกอยู่ในสภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก การตั้งราคาเรือธงค่ายจีนอย่าง OPPO หรือ vivo ที่แรงจนหลายคนต้องร้องขอชีวิตนั้น เป็นผลมาจากการที่พวกเขาแบกรับต้นทุนชิปที่บวมเป่งนี้ไว้เพียงฝ่ายเดียวไม่ได้อีกต่อไป เพื่อไม่ให้ราคาทะลุอวกาศจนลูกค้าหนีหาย แบรนด์ต่างๆ ต้องงัดสารพัดวิชามารในการควบคุมต้นทุน ไม่ว่าจะเป็นกลยุทธ์การบริหารซัปพลายเออร์แบบคู่ขนาน หรือ Dual-Sourcing โดยหันมาจับมือกับค่าย MediaTek เพื่อนำชิปซีรีส์ Dimensity มาประกบสลับกับ Snapdragon ในรุ่นเรือธงเพื่อสร้างอำนาจต่อรองในตลาด
นอกจากนี้ยังมีกลยุทธ์ Processor Segmentation ที่เลือกกั๊กชิปตัวท็อปสุดแพงระยับไว้เฉพาะรุ่น Pro หรือ Ultra เท่านั้น ส่วนรุ่นมาตรฐานก็หยิบชิปเรือธงตกรุ่นของปีที่แล้วที่ต้นทุนนิ่งกว่ามาปัดฝุ่นใช้ใหม่ พร้อมกับการทำ Cost Shift โดยลดสเปกวัสดุตัวเครื่องบางจุด เช่น การเลี่ยงวัสดุไทเทเนียมมาใช้เฟรมอะลูมิเนียมเกรดพิเศษแทน แล้วหันไปพึ่งพาเวทมนตร์ของการประมวลผลภาพด้วย AI มาช่วยซ่อมแซม และกลบเกลื่อนฮาร์ดแวร์เซนเซอร์กล้องรองที่ถูกลดทอนลงไป เพื่อพยุงราคาสุดท้ายไม่ให้ผู้บริโภคหัวใจวายคาตู้กระจก
เมื่อยักษ์ใหญ่ก็ไม่อาจนิ่งเฉย
แม้แต่พี่ใหญ่อย่าง Apple ที่มีอำนาจต่อรองสูงสุดในห่วงโซ่อุปทาน ก็ยังต้องยกธงขาวให้กับพายุต้นทุนลูกนี้ แถลงการณ์ของ Tim Cook ที่รายงานผ่านสื่ออย่าง Reuters ยืนยันชัดเจนว่าปัจจัยเร่งปฏิกิริยาไม่ได้มีแค่ชิปประมวลผล แต่รวมถึงวิกฤติราคาชิปหน่วยความจำ ทั้งแรม และแฟลชสตอเรจที่ถูกเหมาไปสร้างดาต้าเซนเตอร์จนเกลี้ยงตลาด การประกาศขึ้นราคาสินค้ากลุ่ม Mac และ iPad กลางอากาศสะท้อนให้เห็นว่าองค์กรระดับโลกก็ไม่อาจเป็นกันชนซับแรงกระแทกให้ผู้บริโภคได้ตลอดกาล
แนวโน้มในอนาคตชี้ให้เห็นชัดเจนว่า แบรนด์ไอทีจะเริ่มเปลี่ยนผ่านจากการฟันกำไรด้วยฮาร์ดแวร์เพียงอย่างเดียว ไปสู่โมเดลธุรกิจซอฟต์แวร์ และการเก็บค่าบริการ หรือ Software Monetization อย่างเต็มรูปแบบ ผู้บริโภคอาจต้องเตรียมใจจ่ายค่าสมาชิกรายเดือนสำหรับฟีเจอร์ AI ล้ำๆ ในสไตล์ Paid AI Features รวมถึงบริการคลาวด์ และระบบประกันต่างๆ เพื่อชดเชยส่วนต่างกำไรฮาร์ดแวร์ที่หายไป ยุคที่สมาร์ตโฟนสเปกเทพราคาจับต้องได้กำลังจะกลายเป็นเพียงตำนาน และเราคงต้องเตรียมซ้อมร้องเพลง "ซื้อไม่ไหว ซื้อไม่ไหว ซื้อไม่ไหว" ให้คล่องปาก เพราะดูเหมือนป้ายราคาในวงการไอทีหลังจากนี้ จะทวีความน่ากลัว กลัว กลัว ขึ้นไปอีกหลายระดับอย่างแน่นอน
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์


