"ชิปเซมิคอนดักเตอร์" น้ำมันใหม่แห่งยุค AI สมรภูมิเซมิคอนดักเตอร์นี้เป็นทั้งวิกฤติและโอกาสสำหรับประเทศไทยในการพัฒนาตนเองและเตรียมความพร้อมคว้าโอกาสจากสมรภูมิชิปสหรัฐ-จีน
ในโลกที่กำลังเปลี่ยนผ่านสู่ยุค AI และเทคโนโลยี “ชิปเซมิคอนดักเตอร์” ชิ้นส่วนขนาดจิ๋วที่เป็นสมองกลหลักของอุปกรณ์อัจฉริยะทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นสมาร์ตโฟน คอมพิวเตอร์ ไปจนถึงยานยนต์ กำลังเป็นที่ต้องการอย่างมหาศาลทั่วโลก สาเหตุไม่ใช่เพียงเพราะเป็นชิ้นส่วนเทคโนโลยี แต่เปรียบเสมือนน้ำมันในยุคใหม่ที่ทั้งโลกต้องการ ที่ทุกประเทศต้องแย่งชิงเพื่อก้าวขึ้นเป็นผู้นำโลก ส่งผลให้หลายประเทศ โดยเฉพาะประเทศมหาอำนาจกำลังแย่งชิงกันครอบครองส่วนแบ่งของตลาดการผลิตชิปเซมิคอนดักเตอร์ และมีการออกนโยบายที่เกี่ยวกับการผลิตชิปตอบโต้กันอย่างดุเดือด ส่งผลให้ห่วงโซ่อุปทานโลกต้องแยกขั้วอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
การผลิตชิปเซมิคอนดักเตอร์มี 3 ขั้นตอนหลักที่สำคัญคือ การออกแบบชิป และการสร้างวงจร และการประกอบกับทดสอบชิป ปัจจุบันสหรัฐ มีความได้เปรียบกว่าหลายประเทศในขั้นตอนแรกของการออกแบบชิป เนื่องจากเป็นเจ้าของตลาดซอฟต์แวร์ออกแบบชิป (EDA) เกือบ 90% ของโลก และบริษัทผู้ออกแบบชิปส่วนใหญ่ก็เป็นของสหรัฐ เช่น Nvidia, Apple, AMD, Qualcomm และ Intel
ในส่วนของขั้นตอนการสร้างวงจรถูกแบ่งตลาดออกเป็น 2 ประเทศมหาอำนาจอย่างชัดเจน โดยสหรัฐเป็นผู้ถือครองตลาด “ชิปขั้นสูง” ที่ถูกนำไปใช้สำหรับการผลิตเทคโนโลยีขั้นสูงต่างๆ เช่น การ์ดจอเร่งความเร็ว AI ซุปเปอร์คอมพิวเตอร์ทางทหาร หรือแม้กระทั่งสมาร์ตโฟน ผนวกกับการออกนโยบายคว่ำบาตรจีนด้วยกฎหมายเพื่อดึงโรงงานผลิตเข้าสู่สหรัฐ อย่าง CHIPS Act ร่วมกับ MATCH Act และกฎควบคุมสินค้านอกอาณาเขต(FDPR) ที่สั่งห้ามพันธมิตรทั่วโลกไม่ให้ส่งออกเครื่องจักรหรือแม้แต่วิศวกรไปซ่อมบำรุงโรงงานชิปในจีน หวังให้การพัฒนาชิปขั้นสูงของจีนชะงักลง
ทางด้านจีนได้ออกนโยบายตอบโต้การคว่ำบาตรของสหรัฐ โดยการหันมาทุ่มทุนสร้างโรงงานผลิตชิปรุ่นเก่า ซึ่งถูกนำมาใช้ในรถยนต์ เครื่องใช้ และอุปกรณ์การแพทย์ เป็นต้น ส่งผลให้ปัจจุบันจีนมีความได้เปรียบในตลาดชิปประเภทนี้มากที่สุดในโลก ผลักดันอัตราการพึ่งพาตนเองจนได้ถึง 55% นอกจากนี้ ประเทศจีนยังกุมตลาดผู้ประกอบชิปและทดสอบความสมบูรณ์อีกด้วย เนื่องจากเป็นขั้นตอนที่ต้องการแรงงานฝีมือ เงินลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน และการจัดการโลจิสติกส์ที่ดี ซึ่งจีนเป็นมหาอำนาจที่นำในด้านนี้มานาน ทำให้สามารถกุมส่วนแบ่งส่วนใหญ่ของโลก
ท่ามกลางการแข่งขันในตลาดชิปเซมิคอนดักเตอร์ หรือน้ำมันในโลกยุค AI ประเทศไทยที่กำลังพยายามผลักตนเข้าสู่ตลาดเซมิคอนดักเตอร์ก็ได้รับผลกระทบอย่างชัดเจน ถึงแม้ว่าประเทศไทยมีจุดยืนที่จะพยายามไม่เข้าข้างฝ่ายใด แต่ในตลาดเซมิคอนดักเตอร์ที่กำลังมีการแข่งขันอย่างดุเดือดของประเทศมหาอำนาจ การรักษาสมดุลของจุดยืนนี้จึงมีความท้าทายมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะแรงกดดันทางอ้อมจากนโยบายต่างๆ
นอกจากแรงกดดันที่กำลังก่อตัวขึ้น ภาคธุรกิจไทยยังต้องเผชิญกับต้นทุนทางเทคโนโลยีที่สูงขึ้นจากการเพิ่มความเข้มงวดในการควบคุมสิทธิบัตรและเทคโนโลยีของสหรัฐซึ่งทำให้บริษัทในประเทศจำเป็นต้องแบกรับต้นทุนการปฏิบัติตามกฎระเบียบเพิ่มขึ้นตามไปด้วย จนต้นทุนเหล่านี้ถูกผลักมายังผู้บริโภคอย่างไทยในที่สุด
ส่วนจีนได้ออกยุทธศาสตร์ “China+1” การกระจายความเสี่ยงทางการค้าออกนอกประเทศจีนไปสู่ประเทศอื่นๆ รวมถึงประเทศไทยที่เป็นที่นิยมมากขึ้น ซึ่งเป็นโอกาสที่ดีสำหรับไทยที่กำลังเนื้อหอมมากในฐานะฐานการผลิตขั้นปลายน้ำและการผลิตแผงวงจรที่จะดึงดูดนักลงทุนจากประเทศต่างๆ และเป็นศูนย์กลางการส่งออกชิปสู่ตลาดโลก สอดรับกับการที่รัฐบาลไทยเร่งคลอด “แผนแม่บทเซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติปี 2050” เพื่อดึงเงินทุนยกระดับไทยสู่ผู้ผลิตชิปยานยนต์ไฟฟ้า ควบคู่ไปกับการตั้งศูนย์พัฒนากำลังคนเพื่อตั้งเป้าสร้างวิศวกรชิปทักษะสูงให้ได้ 80,000 คน ภายในปี 2030
สมรภูมิเซมิคอนดักเตอร์นี้จึงเป็นทั้งวิกฤติและโอกาสสำหรับประเทศไทย หากประเทศไทยสามารถพัฒนาตนเองและเตรียมความพร้อมทั้งในด้านการดึงดูด และพัฒนาศักยภาพของประเทศเพื่อคว้าโอกาสในสมรภูมิชิปนี้ได้โดยเร็ว จะทำให้สามารถก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางการส่งออกชิปไปยังทั่วโลก และเปลี่ยนผ่านสู่ยุคเทคโนโลยีและยุค AI ได้อย่างสงาง่าม


