จับมือกรมศุลฯ เปิดบริการเชื่อมโยงข้อมูลทั้งแบบ G2G, B2G และ B2B มากกว่า 10 ล้านเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ต่อเดือน จำนวนผู้ประกอบการกว่า 15,000 ราย หน่วยงานภาครัฐ 34 หน่วยงาน และต่างประเทศผ่านการเชื่อมต่อกับอาเซียนด้วย
พันเอกสรรพชัยย์ หุวะนันทน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ เอ็นที พร้อมด้วยนายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ รองอธิบดี กรมศุลกากร รักษาการในตำแหน่งที่ปรึกษาด้านการพัฒนาและบริหารการจัดเก็บภาษี ร่วมแถลงข่าวการเปิดให้บริการระบบเนชั่นแนล ซิงเกิล วินโดวส์ หรือระบบกลางการเชื่อมโยงข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ ณ จุดเดียว เกิดขึ้นตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2548 ที่ให้กรมศุลกากรดำเนินการจัดตั้งระบบการเชื่อมโยงข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ ณ จุดเดียวของประเทศ เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลหน่วยงานภาครัฐและภาคธุรกิจด้านการนำเข้า ส่งออก นำผ่าน ซึ่งเอ็นทีรับหน้าที่เป็นองค์กรผู้ให้บริการระบบดังกล่าวของประเทศ
โดยเอ็นทีได้ต่อยอดการพัฒนาระบบให้เชื่อมโยงกับหน่วยงานต่างๆ มากขึ้นและเพิ่มประเภทข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ที่แลกเปลี่ยนกันผ่านระบบ โดยปัจจุบันเนชั่นแนล ซิงเกล วินโดวส์ ให้บริการเชื่อมโยงข้อมูลทั้งแบบ G2G, B2G และ B2B มากกว่า 10 ล้านเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ต่อเดือน จำนวนผู้ประกอบการกว่า 15,000 ราย หน่วยงานภาครัฐ 34 หน่วยงาน และหน่วยงานต่างประเทศผ่านการเชื่อมต่อกับอาเซียนด้วย
พันเอกสรรพชัยย์ เปิดเผยว่าหลังจาก เอ็นทีได้ร่วมกับกรมศุลกากร และหน่วยงานต่างๆ พัฒนาระบบดังกล่าวใหม่ต่อยอดจากระบบเดิมที่พัฒนาโดยกรมศุลกากร และได้ทดลองให้บริการมากว่า 1 ปี ปัจจุบันเอ็นทีมีความพร้อมในการเปิดให้บริการเต็มรูปแบบเพื่อเชื่อมโยงข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ระหว่างหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน ลดการใช้กระดาษ และลดขั้นตอนการติดต่อระหว่างหน่วยงาน หรือการขออนุญาตจากหน่วยงานภาครัฐ โดยระบบใหม่มีประสิทธิภาพสูง และรองรับรูปแบบธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ใหม่เพิ่มขึ้น
เช่น คำขอใบอนุญาตยางพารา เอกสารใบรับรองสุขอนามัยพืชหรือ e-Phyto Certificate ใบขนสินค้าอาเซียน ACDD (ASEAN Customs Declaration Document) และหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าแบบอิเล็กทรอนิกส์ในรูปแบบ e-Form หรือ ATIGA (ASEAN Trade In Goods Agreement) เป็นต้น โดยเอ็นทีมีแผนที่จะขยายการเชื่อมโยงข้อมูลกับหน่วยงานต่างๆ ให้สามารถรองรับรูปแบบธุรกรรมได้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบสนองนโยบายของรัฐบาลในการยกระดับความง่ายในการประกอบธุรกิจ และสนับสนุนหน่วยงานภาครัฐในการดำเนินการตามพระราชบัญญัติการปฏิบัติราชการทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2565
นายพันธ์ทอง เสริมว่า จากเดิมที่กรมศุลกากรได้ออกแบบมาแล้วให้ดียิ่งขึ้น และตลอดระยะเวลา 1 ปีที่มีการทดลองใช้บริการระบบเต็มรูปแบบ พบว่าระบบดังกล่าวมีศักยภาพที่ดีเยี่ยม สามารถเป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงการทำธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ของประเทศให้สามารถบริการแลกเปลี่ยนข้อมูลที่เกี่ยวกับการนำเข้า ส่งออก นำผ่านจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชนได้อย่างราบรื่นและขยายฐานข้อมูลเพิ่มขึ้นจากเดิมเป็นอย่างมาก
ซึ่งกรมศุลกากร หวังเป็นอย่างยิ่งว่า การพัฒนาและการให้บริการระบบภายใต้การกำกับดูแลของกรมศุลกากร จะสามารถขยายขอบเขตการให้บริการให้รองรับทุกมิติที่เกี่ยวข้องกับการนำเข้า ส่งออก และโลจิสติกส์ รวมไปถึงขยายการเชื่อมโยงแลกเปลี่ยนข้อมูลไปยังนอกภูมิภาคอาเซียน สอดคล้องตามแผนปฏิบัติการด้านการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ของประเทศไทย พ.ศ. 2566-2570 ซึ่งเป็นกลไกสำคัญเพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาระบบโลจิสติกส์สามารถสนับสนุนการบรรลุเป้าหมายยุทธศาสตร์ชาติและแผนแม่บทที่เกี่ยวข้องต่อไป





