Cybersense เปิดสำนักงานในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ มุ่งให้บริการ Cyber Resilience แก่องค์กร ปักธงภาคการเงิน พลังงาน และสาธารณูปโภค พร้อมเชื่อมโยงเครือข่ายข่าวกรองภัยคุกคาม 5 ประเทศในอาเซียน ภายใต้หลัก Data Sovereignty ที่กำหนดให้ข้อมูลลูกค้าจัดเก็บและประมวลผลในประเทศไทย
ภัยไซเบอร์มีความซับซ้อนมากขึ้นตามการเชื่อมโยงของเศรษฐกิจดิจิทัลและห่วงโซ่อุปทานข้ามประเทศ ทำให้องค์กรต้องเตรียมพร้อมทั้งการป้องกัน ตรวจจับ และฟื้นฟูระบบเมื่อเกิดเหตุ ขณะที่การบริหารความเสี่ยงทางไซเบอร์กำลังขยับจากโจทย์ด้านเทคนิคสู่การตัดสินใจระดับผู้บริหาร
Cybersense Solutions ประกาศเปิดสำนักงานในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ มุ่งให้บริการด้าน Cyber Resilience แก่องค์กร โดยเฉพาะภาคการเงิน พลังงาน และสาธารณูปโภค พร้อมเชื่อมโยงเครือข่ายข่าวกรองภัยคุกคาม 5 ประเทศในอาเซียน ภายใต้หลัก Data Sovereignty ที่กำหนดให้ข้อมูลลูกค้าจัดเก็บและประมวลผลในประเทศไทย
เชื่อมข่าวกรองไซเบอร์ 5 ประเทศ
การเปิดสำนักงานในไทยครั้งนี้เป็นการจัดตั้งทีมงานประจำประเทศอย่างถาวร โดยได้รับการสนับสนุนจากเครือข่ายระดับภูมิภาคของ Cybersense ซึ่งครอบคลุมสิงคโปร์ ไทย ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และเวียดนาม ภายใต้แนวคิด "Built in ASEAN, for ASEAN" หรือสร้างในอาเซียนเพื่ออาเซียน
เอเดรียน แฮร์ริส กรรมการผู้จัดการระดับภูมิภาค Cybersense กล่าวว่า เศรษฐกิจอาเซียนมีความเชื่อมโยงกันมากขึ้น ทั้งห่วงโซ่อุปทาน แพลตฟอร์มการทำงาน และระบบของซัพพลายเออร์ ทำให้ภัยไซเบอร์ที่เกิดขึ้นกับองค์กรหรือประเทศหนึ่งสามารถส่งผลกระทบข้ามพรมแดนได้อย่างรวดเร็ว
ความสามารถในการรับมือและฟื้นตัวจากภัยไซเบอร์ (Cyber Resilience) เป็นปัจจัยสำคัญต่อความต่อเนื่องและการเติบโตของธุรกิจ ต้องอาศัยทีมงานในพื้นที่ที่เข้าใจระบบ บุคลากร และบริบทภัยคุกคามของแต่ละประเทศ ควบคู่กับมาตรฐานการให้บริการเดียวกันทั่วภูมิภาค
แนวทางดังกล่าวยังช่วยให้องค์กรที่ดำเนินธุรกิจหลายประเทศเข้าถึงบริการและโซลูชันภายใต้มาตรฐานเดียวกัน ลดความซับซ้อนจากการบริหารจัดการข้อตกลงกับผู้ให้บริการหลายราย
Data Sovereignty ข้อมูลลูกค้าต้องอยู่ในประเทศ
ณัฐพล อาภาแสงเพชร ผู้จัดการทั่วไป บริษัท ไซเบอร์เซนส์ โซลูชันส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า โจทย์ของผู้บริหารองค์กรในปัจจุบันไม่ใช่เพียงการป้องกันการโจมตีทางไซเบอร์ทั้งหมด แต่ต้องกำหนดให้ชัดเจนว่า หากเกิดเหตุขึ้น ระบบหรือบริการใดจำเป็นต้องดำเนินต่อไป เพื่อรักษาความต่อเนื่องทางธุรกิจ
การตัดสินใจดังกล่าวเป็นเรื่องเชิงกลยุทธ์ที่ผู้บริหารระดับสูงต้องกำหนด เพราะต้องประเมินว่าระบบหรือบริการใดมีความสำคัญต่อลูกค้าและองค์กรเป็นอันดับแรก
สำหรับแนวทางการดำเนินงาน Cybersense ใช้หลัก "แบ่งปันข่าวกรอง แต่ข้อมูลอยู่กับที่" โดยแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวกรองภัยคุกคาม (Threat Intelligence) ระหว่างประเทศ เพื่อให้สมาชิกในเครือข่ายรับรู้รูปแบบการโจมตีและเตรียมรับมือได้รวดเร็วขึ้น
ขณะที่ข้อมูลของลูกค้าจะอยู่ภายใต้การควบคุมขององค์กรและเป็นไปตามข้อกำหนดทางกฎหมายของแต่ละประเทศ สำหรับลูกค้าในไทย ข้อมูลทั้งหมดจะถูกจัดเก็บและประมวลผลภายในประเทศไทย 100% โดยไม่มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลลูกค้าข้ามประเทศ มีเพียงข้อมูลข่าวกรองภัยคุกคามเท่านั้นที่เชื่อมโยงผ่านเครือข่ายระดับภูมิภาค
'5 การตัดสินใจ' สร้างความพร้อมไซเบอร์ซีเคียวริตี้
รายงานวิจัยล่าสุดจาก IBM ซึ่งระบุว่า องค์กรทั่วโลกใช้เวลาเฉลี่ย 247 วันในการตรวจพบและควบคุมเหตุการณ์ข้อมูลรั่วไหล สะท้อนความท้าทายในการรับมือเหตุการณ์ไซเบอร์ที่ต้องอาศัยทั้งระบบตรวจจับและกระบวนการตอบสนองที่มีประสิทธิภาพ
ณัฐพลชี้ว่า ผลลัพธ์ของการรับมือวิกฤติไซเบอร์ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจในช่วงเกิดเหตุเพียงอย่างเดียว แต่เป็นผลจากการวางแผนและการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารล่วงหน้า
พร้อมยกตัวอย่างองค์กร 2 แห่งในอุตสาหกรรมเดียวกันที่มีงบประมาณด้านความปลอดภัยเท่ากันและเผชิญเหตุระบบหยุดชะงักรุนแรงเหมือนกัน แต่มีผลลัพธ์ต่างกัน โดยแห่งหนึ่งสามารถกู้คืนระบบและกลับมาดำเนินธุรกิจได้ภายใน 2 วัน ขณะที่อีกแห่งใช้เวลามากกว่า 3 เดือนในการชี้แจงต่อคณะกรรมการบริหารและหน่วยงานกำกับดูแล
ความแตกต่างดังกล่าวมาจากการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ที่องค์กรเลือกดำเนินการหรือมองข้ามในช่วง 5 ปี โดยมี 5 ประเด็นที่ผู้บริหารต้องกำหนดทิศทาง ได้แก่
- AI Governance: กำหนดกรอบความรับผิดชอบให้ชัดเจน เมื่อระบบ AI เริ่มเข้ามามีบทบาทในการตัดสินใจแทนมนุษย์
- Prioritization: จัดลำดับความสำคัญของระบบและบริการหลักที่ต้องได้รับการปกป้อง เพื่อรักษาความต่อเนื่องทางธุรกิจ
- Data Control & Sovereignty: กำหนดตำแหน่งจัดเก็บข้อมูลและขอบเขตสิทธิ์ในการควบคุมข้อมูลอย่างชัดเจน
- Talent Strategy: วางแผนพัฒนาและยกระดับทักษะบุคลากรให้พร้อมรับมือภัยไซเบอร์รูปแบบใหม่
- Strategic Partnership: เลือกพันธมิตรด้านความปลอดภัยไซเบอร์ที่มีความพร้อมในการสนับสนุนและรับมือสถานการณ์จริง
สำหรับการดำเนินงานในไทย Cybersense ให้บริการด้านความปลอดภัยไซเบอร์ 4 กลุ่ม ครอบคลุมตั้งแต่การวางแผนไปจนถึงการปฏิบัติการ ได้แก่
- Consultancy & Advisory: ให้คำปรึกษา วางแผน และประเมินความเสี่ยงด้านความปลอดภัยไซเบอร์
- Managed Security Services (MSSP): ให้บริการศูนย์ปฏิบัติการความปลอดภัยไซเบอร์ (SOC) เฝ้าระวัง ตรวจจับ และตอบสนองภัยคุกคามตลอด 24 ชั่วโมง
- Solutions Architecture: ออกแบบและติดตั้งระบบรักษาความปลอดภัยทั้งด้านไอทีและระบบควบคุมการผลิต (IT/OT)
- Awareness & Training: พัฒนาทักษะและสร้างความตระหนักรู้ด้านความปลอดภัยไซเบอร์ให้แก่บุคลากร
Cybersense ระบุว่า ผลการดำเนินงานจากกรณีศึกษาในหลายอุตสาหกรรมมีตัวเลขที่วัดผลได้ ดังนี้
เพิ่มประสิทธิภาพ SOC ด้วย AI: นำ AI มาใช้กับศูนย์ SOC ของหน่วยงานภาครัฐแห่งหนึ่ง ช่วยลดสัญญาณแจ้งเตือนที่ไม่จำเป็น (Alert Fatigue) ลง 50% เพิ่มความแม่นยำในการตรวจจับ 30% และประหยัดงบประมาณได้เทียบเท่ามูลค่าไลเซนส์ระบบ SIEM เต็มจำนวน
ลดความซับซ้อนของเครื่องมือรักษาความปลอดภัย: ช่วยองค์กรชั้นนำบางรายลดจำนวนเครื่องมือด้านความปลอดภัยลงได้ถึง 25% พร้อมออกแบบสถาปัตยกรรมใหม่ที่ช่วยลดเวลาระบบหยุดชะงัก (System Downtime) มากกว่า 90%
เพิ่มความเร็วในการควบคุมภัยคุกคาม: ศูนย์ SOC ของ Cybersense ลดเวลาในการยกระดับเหตุการณ์จาก 8 ชั่วโมงเหลือ 4 ชั่วโมง และเพิ่มความเร็วในการควบคุมและจำกัดวงการโจมตี 60%
ลดความเสี่ยงจากบุคลากร: สถาบันการเงินระดับภูมิภาค (Tier-1 Regional Bank) ลดอัตราพนักงานหลงกลอีเมลฟิชชิง (Phishing) ได้ 60% ผ่านหลักสูตรฝึกอบรมที่จำลองสถานการณ์จริง
ลดต้นทุนด้าน Compliance: ทีมที่ปรึกษาช่วยสถาบันการเงินผ่านการตรวจสอบด้าน Compliance ครบทุกข้อ โดยไม่มีข้อบกพร่องระดับวิกฤต (Zero Critical Findings) พร้อมลดต้นทุนการปรับปรุงแก้ไขระบบ 30%
ความสามารถในการรับมือภัยไซเบอร์ไม่ได้ขึ้นอยู่กับผลิตภัณฑ์ใดผลิตภัณฑ์หนึ่ง แต่ต้องอาศัยการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ขององค์กร
เป้าหมายของการสร้าง Cyber Resilience คือการทำให้องค์กรมีความพร้อมรับมือและฟื้นตัวจากเหตุการณ์ไซเบอร์ ซึ่งต้องอาศัยการตัดสินใจทางธุรกิจควบคู่กับการลงทุนด้านเทคโนโลยี





