วันศุกร์ ที่ 6 พฤศจิกายน 2569

Login
Login

หัวเว่ยมอง AI เป็นโอกาสเศรษฐกิจไทย ย้ำต้องพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานพลังงานควบคู่

ดร.ชวพล จริยาวิโรจน์ เปิดมุมมองการใช้ Digital Intelligence ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ตั้งแต่การประยุกต์ใช้เอไอในอุตสาหกรรม การพัฒนาระบบพลังงาน ไปจนถึงการสร้างความมั่นคงทางเทคโนโลยีและเตรียมความพร้อมของบุคลากรในระยะยาว

KEY POINTS

  • หัวเว่ยมองว่า เอไอเป็นโอกาสขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย เสนอให้มุ่งเน้นการนำไปใช้แก้ปัญหาเฉพาะทางในแต่ละอุตสาหกรรม เช่น สาธารณสุข การค้าปลีก และการจัดการเมือง
  • การเติบโตของเอไอทำให้ความต้องการใช้พลังงานสูงขึ้น จำเป็นต้องพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและเทคโนโลยีดิจิทัลควบคู่กัน
  • การนำเอไอมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต้องเริ่มจากโจทย์ทางธุรกิจ และควรส่งเสริมแนวคิด AI Sovereignty เพื่อสร้างความมั่นคงทางเทคโนโลยี ลดการพึ่งพาผู้ให้บริการรายเดียว

ดร.ชวพล จริยาวิโรจน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวในหัวข้อ Digital Intelligence: Powering Thailand’s Next Growth Frontier ในงาน Generating a Cleaner Future Forum 2569: Shaping the Next Growth Frontier ถึงบทบาทของเทคโนโลยีดิจิทัลและเอไอที่กำลังเปลี่ยนแปลงภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม โดยชี้ให้เห็นว่า เทคโนโลยีดิจิทัลและพลังงานกำลังกลายเป็นปัจจัยที่ต้องพัฒนาไปพร้อมกัน และจะมีส่วนสำคัญต่อทิศทางการเติบโตของเศรษฐกิจในอนาคต

ในช่วง 5-10 ปีที่ผ่านมา เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) กับเทคโนโลยีพลังงานมีความเชื่อมโยงกันมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อเอไอเติบโตอย่างรวดเร็วและต้องใช้พลังงานจำนวนมาก ระบบพลังงานจึงจำเป็นต้องพัฒนาเพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้น ขณะเดียวกัน เทคโนโลยีดิจิทัลก็สามารถนำมาใช้เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและบริหารจัดการพลังงานได้เช่นกัน

ความสัมพันธ์นี้ทำให้การพัฒนาเทคโนโลยีทั้งสองด้านไม่สามารถแยกออกจากกันได้อีกต่อไป เพราะการขยายตัวของเอไอต้องอาศัยระบบพลังงานที่พร้อมรองรับ ส่วนภาคพลังงานเองก็สามารถใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาช่วยจัดการระบบให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

ตลอด 2-3 ปีที่ผ่านมา หลายองค์กรเริ่มใช้เอไอช่วยทำงานทั่วไป เช่น การจัดทำรายงานและงานนำเสนอ ซึ่งช่วยประหยัดเวลาและเพิ่มความรวดเร็วในการทำงานได้ แต่การทำงานเร็วขึ้นไม่ได้หมายความว่าธุรกิจจะมีรายได้เพิ่มขึ้นหรือลดต้นทุนได้โดยอัตโนมัติ

ดร.ชวพลมองว่า ขั้นต่อไปของการใช้เอไอจึงควรขยับจากการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานทั่วไป ไปสู่การนำเอไอเข้าไปแก้ปัญหาเฉพาะของแต่ละอุตสาหกรรม หรือ Industry AI ไม่ว่าจะเป็นภาคการเงิน การผลิต ค้าปลีก การศึกษา เกษตรกรรม และการบริหารจัดการเมือง โดยต้องเริ่มจากการเข้าใจปัญหาของธุรกิจ แล้วจึงเลือกเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์และสร้างผลลัพธ์ที่วัดได้

ตัวอย่างหนึ่งคือ การบริหารจัดการเมืองด้วย Digital Twin หรือการสร้างแบบจำลองเมืองในระบบดิจิทัล ซึ่งช่วยให้หน่วยงานสามารถติดตามสถานการณ์ของเมืองผ่านข้อมูลจากระบบสาธารณูปโภคและโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ได้ในจุดเดียว

ในบางเมืองของประเทศจีน มีศูนย์ควบคุมที่รวบรวมข้อมูลจากระบบต่างๆ มาแสดงผลบนหน้าจอ ทำให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบความผิดปกติได้ เช่น ไฟฟ้าดับ น้ำท่วมขัง ท่อรั่ว ปัญหาในโรงไฟฟ้า และการจราจรติดขัด ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้หน่วยงานเห็นสถานการณ์และจัดการปัญหาได้รวดเร็วขึ้น

ขณะที่กล้องวงจรปิดซึ่งทำงานร่วมกับเอไอ ก็พัฒนาไปไกลกว่าการบันทึกภาพ เพราะสามารถวิเคราะห์เหตุการณ์และแจ้งเตือนความผิดปกติได้ เช่น การทะเลาะวิวาท พฤติกรรมที่น่าสงสัย การจอดรถในพื้นที่ห้ามจอด หรือการติดตามบุคคลสูญหาย เทคโนโลยีจึงมีบทบาททั้งด้านความปลอดภัยและการจัดการพื้นที่สาธารณะ

สาธารณสุขไทยมีโอกาสใช้เทคโนโลยีเพิ่มการเข้าถึงบริการ

อีกหนึ่งอุตสาหกรรมที่มีโอกาสนำเอไอมาใช้ได้มากคือ สาธารณสุข ดร.ชวพลมองว่า ประเทศไทยมีทั้งบุคลากรทางการแพทย์และโครงสร้างพื้นฐานที่เป็นจุดแข็ง จึงสามารถใช้เทคโนโลยีต่อยอดระบบสุขภาพได้มากกว่าการรองรับผู้ป่วยจากต่างประเทศ แต่ยังรวมถึงการยกระดับบริการให้ประชาชนในประเทศเข้าถึงได้ดีขึ้นด้วย

เมื่อประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัย การดูแลสุขภาพเชิงป้องกันและการส่งเสริมสุขภาพจะมีความสำคัญมากขึ้น เทคโนโลยีสามารถเข้ามาช่วยติดตามสุขภาพได้ทั้งที่บ้านและในโรงพยาบาล รวมถึงสนับสนุนการใช้อุปกรณ์ทางการแพทย์และบริการพบแพทย์ทางไกล

อย่างไรก็ตาม โจทย์ของประเทศไทยอาจไม่ได้อยู่ที่จำนวนแพทย์เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การกระจายบุคลากรและความเชี่ยวชาญทางการแพทย์ให้เข้าถึงประชาชนในพื้นที่ห่างไกลด้วย เทคโนโลยีจึงอาจช่วยลดข้อจำกัดด้านระยะทางและเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงบริการ

ตัวอย่างการใช้งานคือการให้เอไอช่วยประเมินอาการเบื้องต้น เช่น เมื่อเด็กมีไข้ในช่วงกลางดึก ระบบอาจช่วยให้ผู้ปกครองประเมินได้ว่าควรพาไปโรงพยาบาลหรือไม่ แต่การประเมินดังกล่าวเป็นเพียงข้อมูลประกอบการตัดสินใจ ไม่ใช่การวินิจฉัยแทนแพทย์

การนำเทคโนโลยีมาใช้ในระบบสุขภาพยังต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายฝ่าย ทั้งโรงพยาบาล บุคลากรทางการแพทย์ นักพัฒนาซอฟต์แวร์ และผู้พัฒนาแอปพลิเคชัน เพื่อให้ระบบที่สร้างขึ้นตอบโจทย์การทำงานและความต้องการของผู้ใช้งานจริง

ข้อมูลลูกค้าและพื้นที่ คือโอกาสใหม่ของธุรกิจค้าปลีก

ในภาคค้าปลีก เอไอสามารถช่วยวิเคราะห์พฤติกรรมของผู้เข้ามาใช้บริการ ตั้งแต่เส้นทางที่ลูกค้าเดินผ่าน จุดที่มีคนหนาแน่น ระยะเวลาที่ใช้ในแต่ละพื้นที่ ไปจนถึงบริเวณที่ยังใช้ประโยชน์ไม่เต็มที่ ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้ผู้ประกอบการเข้าใจการใช้พื้นที่ได้ละเอียดขึ้น และนำไปปรับการจัดวางร้านค้าหรือบริหารพื้นที่ให้เหมาะสมกับพฤติกรรมของลูกค้า แทนการตัดสินใจจากการคาดการณ์เพียงอย่างเดียว

ทำไมหลายองค์กรยังเปลี่ยนโครงการทดลองให้เป็นการใช้งานจริงไม่ได้

แม้หลายบริษัทจะเริ่มทดลองใช้เอไอ แต่การนำเทคโนโลยีไปใช้ในกระบวนการทำงานจริงยังเป็นความท้าทาย โดยข้อมูลที่ถูกกล่าวถึงในวงสนทนาระบุว่า บริษัทมากกว่า 80% ยังไม่สามารถขยายการใช้งานเอไอจากโครงการทดลองไปสู่การใช้งานจริงในระดับองค์กรได้

ปัญหาที่พบไม่ได้อยู่ที่ความสามารถของเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่ยังเกี่ยวข้องกับการเชื่อมต่อระบบเดิม การบริหารจัดการ การลงทุน และการประเมินผลตอบแทนที่ธุรกิจจะได้รับ

ดร.ชวพลเน้นว่า การนำเอไอมาใช้ไม่ควรเป็นหน้าที่ของฝ่ายไอทีเพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องเริ่มจากโจทย์ทางธุรกิจ ผู้บริหารและพนักงานในแต่ละส่วนงานต้องช่วยกันระบุปัญหาและความต้องการ ก่อนออกแบบกระบวนการทำงานร่วมกับเทคโนโลยี เพื่อให้เอไอเข้ามาช่วยแก้ปัญหาได้จริง ไม่ใช่เป็นเพียงโครงการทดลองที่ไม่สามารถนำไปใช้ต่อได้

หัวเว่ยมอง AI เป็นโอกาสเศรษฐกิจไทย ย้ำต้องพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานพลังงานควบคู่

เอไอแบบเปิดและความมั่นคงทางเทคโนโลยี

อีกประเด็นที่มีผลต่อการเข้าถึงเทคโนโลยีคือการพัฒนาเอไอแบบเปิด (Open Source AI) ซึ่งเปิดโอกาสให้นักพัฒนาและองค์กรต่างๆ นำองค์ความรู้หรือโมเดลไปต่อยอดร่วมกัน ช่วยลดข้อจำกัดด้านต้นทุน และทำให้ธุรกิจหลายขนาดสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีได้มากขึ้น

ขณะเดียวกัน องค์กรควรมีทางเลือกในการใช้โมเดลเอไอ เพราะเทคโนโลยีมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งด้านความสามารถและค่าใช้จ่าย การพึ่งพาผู้ให้บริการเพียงรายเดียวอาจทำให้องค์กรมีข้อจำกัดเมื่อต้องปรับเปลี่ยนระบบในอนาคต การมีทางเลือกจึงช่วยให้สามารถเลือกใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมกับต้นทุนและความต้องการได้มากกว่า

เรื่องนี้เชื่อมโยงกับแนวคิด AI Sovereignty หรือความสามารถในการเข้าถึงและควบคุมการใช้เทคโนโลยีเอไอได้อย่างต่อเนื่อง หากประเทศหรือองค์กรพึ่งพาผู้ให้บริการเพียงรายเดียว ก็อาจได้รับผลกระทบเมื่อผู้ให้บริการเปลี่ยนเงื่อนไขหรือยุติการให้บริการ

การสร้างความมั่นคงทางเทคโนโลยีไม่ได้หมายความว่าทุกอย่างต้องพัฒนาขึ้นเองภายในประเทศ แต่ควรมีทางเลือกในการเข้าถึงเทคโนโลยี มีโครงสร้างพื้นฐานรองรับ และพัฒนาบุคลากรให้มีทักษะเพียงพอ เพื่อให้ประเทศสามารถปรับตัวและมีส่วนร่วมในห่วงโซ่คุณค่าของเทคโนโลยีได้

แม้เอไอจะเก่งขึ้น แต่มนุษย์ยังต้องเป็นผู้กำกับ

ท้ายที่สุด แม้เอไอจะช่วยทำงานได้หลากหลายและมีความสามารถเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ผู้ใช้งานยังต้องเป็นผู้กำหนดโจทย์ ให้คำสั่ง ตรวจสอบผลลัพธ์ และแก้ไขข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง เพราะเอไอไม่ได้ให้คำตอบที่ถูกต้องเสมอไป การนำไปใช้จึงต้องมีมนุษย์คอยกำกับดูแล ไม่ควรนำผลลัพธ์ไปใช้โดยไม่ตรวจสอบ

ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่เพียงการนำเอไอเข้ามาอยู่ในองค์กรให้ได้ แต่คือการเข้าใจว่าจะใช้เทคโนโลยีแก้ปัญหาอะไร ต้องเตรียมระบบและบุคลากรอย่างไร และจะทำให้เกิดประโยชน์ต่อธุรกิจและสังคมได้อย่างไร