'แกร็บ ประเทศไทย' เดินหน้าผลักดันซอฟต์พาวเวอร์ไทยผ่านกลยุทธ์ 'T.A.S.T.E.' นำเทคโนโลยีและแพลตฟอร์มดิจิทัลเชื่อมต่อทุนทางวัฒนธรรม 5 มิติ ตั้งแต่การท่องเที่ยว เทศกาล สินค้าชุมชน ตลอดจนการดันแบรนด์และอาหารไทยสู่ตลาดภูมิภาค เผยสถิติปี 2568 ยอดสั่งอาหารไทยใน 7 ประเทศ พุ่งสูงถึง 2.2 หมื่นล้านบาท พร้อมสร้างรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าประเทศกว่า 1.5 หมื่นล้านบาทในรอบ 3 ปี
KEY POINTS
- แกร็บเดินหน้า T.A.S.T.E. ใช้เทคโนโลยีและแพลตฟอร์มดิจิทัลต่อยอดทุนวัฒนธรรมไทย 5 มิติ ครอบคลุมการท่องเที่ยว เทศกาล สินค้าชุมชน การขยายตลาดแบรนด์ไทย และอาหารไทย
- ปี 2568 อาหารไทยมียอดสั่งซื้อผ่าน GrabFood ใน 7 ประเทศรวม 2.2 หมื่นล้านบาท ขณะที่เครื่องหอมไทยมียอดขายบน GrabMart กว่า 250,000 ชิ้น
- บริการของแกร็บช่วยสร้างรายได้ให้ประเทศไทยจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ 1.5 หมื่นล้านบาทในช่วงปี 2566-2568 โดยนักท่องเที่ยวมีสัดส่วนการใช้บริการบนแพลตฟอร์มราว 1 ใน 4
- 5 จุดหมายที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ ได้แก่ วัดอรุณราชวราราม วัดโพธิ์ ปราสาทสัจธรรม เมืองโบราณสมุทรปราการ และพิพิธภัณฑ์บ้านจิม ทอมป์สัน
ทุนทางวัฒนธรรมเป็นหนึ่งในจุดแข็งของประเทศไทย ทั้งอาหาร แหล่งท่องเที่ยว ประเพณี และภูมิปัญญาท้องถิ่น ซึ่งมีศักยภาพต่อยอดสู่มูลค่าทางเศรษฐกิจได้หลากหลายมิติ เมื่อเทคโนโลยีและแพลตฟอร์มดิจิทัลเข้ามาเชื่อมโยงผู้บริโภคกับผู้ประกอบการ ก็เปิดช่องทางให้สินค้าและบริการไทยเข้าถึงตลาดในวงกว้างมากขึ้น
แกร็บ ประเทศไทย เดินหน้าผลักดันแนวทางดังกล่าวผ่านกลยุทธ์ T.A.S.T.E. ครอบคลุม 5 มิติ ตั้งแต่การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม การส่งเสริมเทศกาลและศิลปะท้องถิ่น การสนับสนุนสินค้าชุมชน การขยายตลาดแบรนด์ไทยในภูมิภาค ไปจนถึงการยกระดับอาหารไทยสู่ตลาดโลก
ข้อมูลบนแพลตฟอร์มแกร็บปี 2568 พบว่า อาหารไทยมียอดสั่งซื้อผ่าน GrabFood ใน 7 ประเทศรวมกว่า 2.2 หมื่นล้านบาท ขณะที่เครื่องหอมไทยมียอดขายบน GrabMart มากกว่า 250,000 ชิ้น ส่วนนักท่องเที่ยวมีการเรียกรถไปยังแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมทั่วประเทศรวม 3.6 ล้านเที่ยว
เชื่อมวัฒนธรรมไทย สร้างรายได้จากนักท่องเที่ยว
นางสาวจันต์สุดา ธนานิตยะอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ แกร็บ ประเทศไทย กล่าวในงานเสวนาเชิงนโยบาย “GrabNEXT 2026” ภายใต้แนวคิด “The TASTE of THAI: เสริมสร้างเสน่ห์ไทย สู่มิติใหม่ที่ดีกว่า” ว่า แหล่งท่องเที่ยว อาหาร สินค้าชุมชน ภูมิปัญญา ตลอดจนศาสตร์และศิลป์ของไทย เป็นจุดดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก และสร้างรายได้หมุนเวียนให้ผู้ประกอบการและชุมชน
แกร็บนำเทคโนโลยีและแพลตฟอร์มเข้ามาเป็นช่องทางเชื่อมโยงผู้บริโภคกับวัฒนธรรมไทย โดยเฉพาะบริการ GrabFood ซึ่งช่วยให้ผู้ใช้บริการในภูมิภาคเข้าถึงอาหารไทย โดยปี 2568 มียอดสั่งซื้อรวมกว่า 2.2 หมื่นล้านบาทใน 7 ประเทศ
นอกจากนี้ บริการเรียกรถ สั่งอาหาร และซื้อสินค้าของแกร็บ ยังช่วยอำนวยความสะดวกให้แก่นักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา (2566-2568) สร้างรายได้ให้ประเทศไทยรวม 1.5 หมื่นล้านบาท ขณะที่ปัจจุบันนักท่องเที่ยวมีสัดส่วนการใช้บริการบนแพลตฟอร์มราว 1 ใน 4
แกร็บจึงวางกลยุทธ์ T.A.S.T.E. เพื่อใช้เครือข่ายธุรกิจและเทคโนโลยีต่อยอดทุนทางวัฒนธรรมไทยใน 5 มิติ ตั้งแต่การเดินทางไปยังแหล่งท่องเที่ยวและงานประเพณี การสนับสนุนผู้ประกอบการท้องถิ่น ไปจนถึงการขยายตลาดสินค้าและอาหารไทยในต่างประเทศ
T - Travel เชื่อมการเดินทางสู่แหล่งท่องเที่ยววัฒนธรรม
แกร็บนำเทคโนโลยีมาพัฒนาบริการเดินทางเพื่อให้นักท่องเที่ยวเข้าถึงสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญได้สะดวกขึ้น ตั้งแต่ตัวเลือกการเดินทางที่หลากหลาย ทั้งรถยนต์ระดับพรีเมียมและรถโดยสารท้องถิ่น ฟีเจอร์แปลภาษา ระบบความปลอดภัย และระบบ PIN สำหรับจับคู่คนขับกับผู้โดยสารที่สนามบินสุวรรณภูมิ
ควบคู่กับการทำตลาดผ่านไกด์บุ๊ก คอนเทนต์ร่วมกับอินฟลูเอนเซอร์ และม้านั่งที่ติดตั้ง QR Code เพื่อให้นักท่องเที่ยวค้นหาแหล่งท่องเที่ยวที่คนท้องถิ่นแนะนำ
ข้อมูลบนแพลตฟอร์มปี 2568 พบว่า มีการเรียกรถไปยังแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมทั่วประเทศกว่า 3.6 ล้านเที่ยว โดย 5 จุดหมายที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ ได้แก่ วัดอรุณราชวราราม วัดโพธิ์ ปราสาทสัจธรรม เมืองโบราณสมุทรปราการ และพิพิธภัณฑ์บ้านจิม ทอมป์สัน
ขณะที่วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร จ.นครศรีธรรมราช มียอดเรียกรถเพิ่มขึ้น 30% เมื่อเปรียบเทียบระหว่างไตรมาส 2 และไตรมาส 3 ปี 2569 หลังองค์การยูเนสโกประกาศขึ้นทะเบียนเป็นแหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรม
A - Awake เปิดประสบการณ์เทศกาล ศิลปะ และภูมิปัญญาไทย
แกร็บสนับสนุนการเดินทางไปยังเทศกาลและงานประเพณีทั่วประเทศ อาทิ สงกรานต์ แห่เทียนพรรษา และลอยกระทง ผ่านส่วนลดค่าเดินทางและบูธอำนวยความสะดวกภายในงาน
อีกด้านหนึ่ง สนับสนุนศิลปินไทยรุ่นใหม่ให้สร้างสรรค์ผลงานที่สะท้อนเอกลักษณ์ของแหล่งท่องเที่ยว รวมถึงร่วมจัดกิจกรรมและเทศกาลเพื่อฟื้นฟูย่านประวัติศาสตร์และชุมชนเก่า เช่น Awakening Song Wat 2026
ข้อมูลบนแพลตฟอร์มพบว่า ช่วงเทศกาลสงกรานต์ปี 2569 ยอดเรียกรถ GrabBike จากนักท่องเที่ยวต่างชาติเพิ่มขึ้นกว่า 20% เมื่อเทียบช่วงก่อนและหลังเทศกาล ขณะที่ยอดเรียกรถไป-กลับสนามมวยเวทีราชดำเนินเติบโต 2 เท่า
นอกจากนี้ ตลอดปี 2568 ยังมีการเรียกรถไป-กลับสนามมวย โรงละคร และร้านนวดแผนโบราณรวมกว่า 300,000 ครั้ง
S - Support หนุนสินค้าชุมชนขยายตลาดออนไลน์
แกร็บร่วมมือกับกระทรวงวัฒนธรรมสนับสนุนผลิตภัณฑ์วัฒนธรรมไทย (CPOT) และสินค้าชุมชนให้เข้าถึงช่องทางจำหน่ายออนไลน์ผ่าน GrabMart เพื่อเพิ่มโอกาสทางการตลาดและกระจายรายได้สู่ผู้ประกอบการท้องถิ่น
ข้อมูลปี 2568 พบว่า เครื่องหอมไทย เช่น เทียนหอม ยาดม และก้านไม้หอม มียอดขายบน GrabMart รวมกว่า 250,000 ชิ้น ขณะที่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีและร้านค้าชุมชนมีสัดส่วน 74% ของร้านค้าทั้งหมดบนแพลตฟอร์ม
ส่วนสินค้าชุมชนได้รับความสนใจจากผู้บริโภคต่างชาติเพิ่มขึ้น โดยมียอดสั่งซื้อเติบโต 50% เมื่อเทียบกับปี 2567
T - Transform ขยายแบรนด์ไทยสู่ตลาดภูมิภาค
แกร็บใช้เครือข่ายธุรกิจในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้สนับสนุนผู้ประกอบการไทยขยายตลาดไปยังต่างประเทศ ตัวอย่างเช่น การร่วมผลักดันแบรนด์ Emily's เข้าสู่ตลาดสิงคโปร์
นอกจากนี้ ยังจัดเวที Grab 5-Star Eats เพื่อยกย่องร้านอาหารไทยที่ได้รับความนิยมในต่างประเทศ โดยจัดขึ้นในหลายประเทศ เช่น สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ และมาเลเซีย
อีกหนึ่งช่องทางคือการทำแคมเปญประชาสัมพันธ์เมนูและร้านอาหารไทยผ่านป้ายโฆษณาขนาดใหญ่ในย่านไทม์สแควร์ รัฐนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา เพื่อเพิ่มการรับรู้เกี่ยวกับอาหารไทยในตลาดต่างประเทศ
E - Elevate ยกระดับอาหารไทยและฟื้นฟูรสชาติท้องถิ่น
แกร็บจัดงาน GrabThumbsUp Awards ต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 เพื่อมอบรางวัลให้ร้านอาหารที่ได้รับความนิยมจากผู้ใช้บริการ พร้อมมอบตราสัญลักษณ์ GrabThumbsUp เพื่อรับรองมาตรฐานร้านอาหาร
ล่าสุดร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) มอบรางวัลพิเศษให้ร้านอาหารและบุคคลที่มีบทบาทส่งเสริมการท่องเที่ยวผ่านอัตลักษณ์อาหารไทย อาทิ รางวัลสุดยอดผู้นำอาหารไทยสู่เวทีโลก และสุดยอดผู้สร้างสรรค์รสชาติแห่งปี
ขณะเดียวกัน ยังร่วมกับกระทรวงวัฒนธรรมสนับสนุนร้านอาหารในโครงการ “The Lost Taste” เพื่อค้นหา ฟื้นฟู และเชิดชูรสชาติอาหารไทยที่กำลังจะสูญหาย
สำหรับข้อมูลการสั่งอาหารบนแพลตฟอร์มในปี 2568 พบว่า 3 เมนูอาหารไทยที่ได้รับความนิยมจากผู้บริโภคต่างชาติมากที่สุด ได้แก่ ผัดกะเพรา ข้าวผัด และผัดไทย ส่วนส้มตำและชาไทยยังเป็นเมนูขายดี โดยมียอดขายกว่า 13 ล้านจาน และ 8.6 ล้านแก้ว ตามลำดับ
รอหารือ กขค. คุมโครงสร้างค่าบริการ ชี้ธุรกิจแพลตฟอร์มต่างโมเดล
แกร็บเตรียมเข้าหารือคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) เพื่อทำความเข้าใจรายละเอียดประกาศกำกับโครงสร้างอัตราค่าบริการในระบบนิเวศแพลตฟอร์มดิจิทัล ทั้งบริการเรียกรถขนส่งสาธารณะและบริการจัดส่งตามอุปสงค์ ซึ่งคาดว่าจะมีผลบังคับใช้ภายในเดือน ธ.ค. 2569
ผู้บริหารแกร็บระบุว่า ยังต้องหารือกับ กขค. ถึงรายละเอียดและแนวทางบังคับใช้มาตรการ โดยมองว่าธุรกิจฟู้ดดิลิเวอรี บริการเรียกรถ และอีคอมเมิร์ซ มีรูปแบบการดำเนินธุรกิจ (Business Model) แตกต่างกัน การใช้หลักเกณฑ์เดียวกันกำกับทุกธุรกิจจึงอาจทำได้ยาก
สิ่งที่แพลตฟอร์มต้องการเห็นจากมาตรการดังกล่าว คือความโปร่งใสและความชัดเจนของหลักเกณฑ์ เพื่อให้ผู้ประกอบการเข้าใจบรรทัดฐานในการกำกับดูแล
สำหรับค่าบริการ GP ของธุรกิจฟู้ดดิลิเวอรี แกร็บระบุว่าเรียกเก็บสูงสุด 30% และไม่มีการปรับขึ้นมาเป็นเวลา 6 ปี นับตั้งแต่ช่วงโควิด-19
ส่วนบริการเรียกรถมีข้อกำหนดตามกฎกระทรวงกำกับดูแลอยู่แล้ว ทั้งในส่วนอัตราค่าโดยสารที่เรียกเก็บจากผู้ใช้บริการ และค่าธรรมเนียมที่แพลตฟอร์มหักจากคนขับ ซึ่งกำหนดเพดานไว้ไม่เกิน 25%
วัฒนธรรมไทยสร้างมูลค่าเศรษฐกิจ 1.63 ล้านล้านบาท
นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวว่า วัฒนธรรมเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยประเทศไทยมีรายได้จากการท่องเที่ยวรวม 2.7 ล้านล้านบาท และอุตสาหกรรมสร้างสรรค์มีมูลค่ากว่า 1.63 ล้านล้านบาท
ทิศทางสำคัญของกระทรวงวัฒนธรรมในปี 2570 คือการสนับสนุนผู้ประกอบการและชุมชนให้นำทุนทางวัฒนธรรมมาต่อยอดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจ โดยผสานเอกลักษณ์และภูมิปัญญาไทยเข้ากับความคิดสร้างสรรค์ เพื่อพัฒนาสินค้าและบริการให้ตอบโจทย์ตลาดทั้งในและต่างประเทศ
ทั้งนี้ การขับเคลื่อนทุนทางวัฒนธรรมจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะภาคเอกชนที่มีความพร้อมด้านเทคโนโลยีและแพลตฟอร์มดิจิทัล เพื่อช่วยให้วัฒนธรรมไทยเข้าถึงผู้คนทั่วโลก





