วันพฤหัสบดี ที่ 5 พฤศจิกายน 2569

Login
Login

รัฐบาลเร่งอุดรูรั่วภัยไซเบอร์! พบ 12,650 ระบบไร้ MFA จับตาภัย PHP2Shell

“ภราดร” เร่งยกระดับเกราะไซเบอร์ภาครัฐ เตรียมเสนอ ครม. กำชับทุกกระทรวงติดตามการใช้ MFA พร้อมเร่งแก้ช่องโหว่วิกฤต “PHP2Shell” กมช. เดินหน้า 3 ข้อสั่งการสำคัญ กำกับทุกกระทรวงเร่งใช้ MFA – ติดตามระบบกลุ่มเสี่ยงตามกรอบเวลา – ให้ สกมช. รายงานความคืบหน้ารับมือ PHP2Shell อย่างต่อเนื่อง

KEY POINTS

  • รัฐบาลประชุมเร่งด่วนเพื่อลดความเสี่ยงและอุดช่องโหว่ความปลอดภัยทางไซเบอร์ของระบบสารสนเทศภาครัฐ
  • ผลการตรวจสอบพบระบบสารสนเทศภาครัฐที่ยังเปิดใช้งานกว่า 12,650 ระบบยังไม่มีการใช้มาตรการยืนยันตัวตนหลายปัจจัย (MFA) ซึ่งเป็นกลุ่มเสี่ยงสูง
  • ที่ประชุมมีมติสั่งการให้ทุกกระทรวงกำกับดูแลหน่วยงานในสังกัดให้ใช้มาตรการ MFA อย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันการโจมตีจากข้อมูลบัญชีที่รั่วไหล
  • มีการเฝ้าระวังและรับมือช่องโหว่ระดับวิกฤต "PHP2Shell" ซึ่งอาจทำให้ผู้ไม่หวังดีเข้าควบคุมระบบแม่ข่ายได้จากระยะไกล
  • สกมช. จะเร่งติดตามให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการแก้ไขช่องโหว่และปรับปรุงความปลอดภัยของระบบภายในกรอบเวลา 180 วัน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วานนี้ (4 พ.ย.) นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการ การรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (กมช.) เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ ครั้งที่ 4/2569 โดยที่ประชุมให้ความสำคัญกับการเร่งลดความเสี่ยงของระบบสารสนเทศภาครัฐ

ทั้งจากกรณีข้อมูลบัญชีผู้ใช้งานและรหัสผ่านรั่วไหล ตลอดจนช่องโหว่ด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ระดับวิกฤต พร้อมกำหนดแนวทางกำกับติดตามให้หน่วยงานดำเนินมาตรการป้องกันและแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม

นายภราดร กล่าวว่า ที่ประชุมได้มอบหมายให้เสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาสั่งการให้ทุกกระทรวงให้ความสำคัญและกำกับติดตามหน่วยงานในสังกัด ให้ดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2569 อย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะการใช้มาตรการยืนยันตัวตนหลายปัจจัย หรือ Multi-Factor Authentication (MFA) เพื่อเพิ่มความมั่นคงปลอดภัยในการเข้าถึงระบบ และลดความเสี่ยงจากการนำบัญชีผู้ใช้งานและรหัสผ่านที่รั่วไหลไปใช้โจมตีระบบหรือบริการภาครัฐ

 

พลตรี ธีรวุฒิ วิทยากรณ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) รายงานผลการตรวจสอบระบบสารสนเทศกลุ่มเสี่ยงจำนวน 30,301 ระบบ พบว่า ปิดใช้งานแล้ว 15,498 ระบบ และยังเปิดใช้งานอยู่ 14,803 ระบบ โดยในจำนวนระบบที่ยังเปิดใช้งาน มีระบบที่เปิดใช้ MFA แล้ว 1,147 ระบบ

ขณะที่อีก 12,650 ระบบ ยังไม่มีทั้งมาตรการ MFA และแผนรองรับ ซึ่งเป็นกลุ่มที่ต้องเร่งติดตาม ประเมินความเสี่ยง และผลักดันให้หน่วยงานดำเนินมาตรการป้องกันที่เหมาะสมโดยเร็ว

ทั้งนี้ จะเร่งติดตามการดำเนินงานของหน่วยงาน ทั้งการรีเซ็ตรหัสผ่าน การเพิ่มมาตรการยืนยันตัวตน การจัดทำแผนปรับปรุงความมั่นคงปลอดภัยของระบบ ตลอดจนการประเมินและทบทวนผลการดำเนินงานภายในกรอบระยะเวลา 180 วัน

ที่ประชุมยังได้รับทราบความคืบหน้าการรับมือช่องโหว่ระดับวิกฤต “PHP2Shell” ซึ่งอาจเปิดโอกาสให้ผู้ไม่หวังดีสั่งรันคำสั่งจากระยะไกลบนเครื่องแม่ข่ายที่ได้รับผลกระทบ และอาจนำไปสู่การเข้าควบคุมระบบ ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของข้อมูล ตลอดจนความต่อเนื่องของการให้บริการภาครัฐ ซึ่งที่ผ่านมา สกมช. ได้เร่งสำรวจระบบสารสนเทศที่อาจได้รับผลกระทบให้ครอบคลุม 8 กลุ่มระบบ พร้อมผลักดันให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบระบบและปรับปรุง PHP เป็นเวอร์ชันที่ได้รับการแก้ไขช่องโหว่แล้วโดยเร็ว

ที่ประชุมได้มอบหมายให้ สกมช. ติดตามความคืบหน้าการดำเนินงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และรายงานผลต่อที่ประชุมเป็นระยะ เพื่อใช้ประกอบการประเมินความเสี่ยง ติดตามผลการแก้ไข และปรับมาตรการรับมือให้สอดคล้องกับสถานการณ์ภัยคุกคามที่เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง

รัฐบาลเร่งอุดรูรั่วภัยไซเบอร์! พบ 12,650 ระบบไร้ MFA จับตาภัย PHP2Shell

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังเห็นชอบร่างบันทึกความร่วมมือระหว่าง สกมช. กับหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ รวมถึงแผนรับมือภัยคุกคามทางไซเบอร์ เพื่อเพิ่มความพร้อมในการป้องกันและรับมือเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้น ตลอดจนรับทราบรายงานผลการดำเนินการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ที่มีผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ ประจำปี 2569 

อีกหนึ่งวาระสำคัญของการประชุมครั้งนี้ คณะกรรมการฯ มีมติเห็นชอบการแต่งตั้ง พลตรี ธีรวุฒิ วิทยากรณ์ เป็นเลขาธิการคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ เพื่อเดินหน้าขับเคลื่อนภารกิจด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ เร่งผลักดันมาตรการสำคัญ และประสานการดำเนินงานระหว่างหน่วยงานให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม

การขับเคลื่อนมาตรการดังกล่าวมุ่งให้ทุกกระทรวงและหน่วยงานภาครัฐกำกับติดตามความมั่นคงปลอดภัยของระบบในสังกัดอย่างจริงจัง เร่งปิดช่องโหว่ ยกระดับมาตรการยืนยันตัวตน และติดตามผลการแก้ไขอย่างต่อเนื่อง เพื่อเสริมความมั่นคงปลอดภัยของระบบภาครัฐ ปกป้องข้อมูลสำคัญ และสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนสามารถใช้บริการดิจิทัลภาครัฐได้อย่างมั่นคงและปลอดภัย