แคสเปอร์สกี้ เตือนธุรกิจค้าปลีกในเอเชียแปซิฟิกจับตาความเสี่ยงจากการโจมตีระบบทำความเย็นและอุปกรณ์ IoT หลังเกิดเหตุในซูเปอร์มาร์เก็ตหลายแห่งในยุโรปภายในสองเดือน ส่งผลให้สินค้าเสียหาย ยอดขายลดลง และร้านค้าหยุดชะงัก พร้อมแนะยกระดับความปลอดภัยอุปกรณ์เชื่อมต่อและระบบควบคุมระยะไกล
KEY POINTS
- แคสเปอร์สกี้เตือนว่าตู้แช่และระบบทำความเย็นในซูเปอร์มาร์เก็ตที่เชื่อมต่อกับเครือข่ายดิจิทัล (IoT) กำลังกลายเป็นเป้าหมายใหม่ของการโจมตีทางไซเบอร์
- เหตุโจมตีระบบทำความเย็นในซูเปอร์มาร์เก็ตหลายแห่งในยุโรป สร้างความเสียหายทั้งสินค้าสูญหายและยอดขายลดลง ซึ่งถือเป็นสัญญาณเตือนภัยล่วงหน้าสำหรับธุรกิจค้าปลีกในเอเชีย
- ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกมีความเสี่ยงสูงเป็นพิเศษ เนื่องจากการขยายตัวของเมืองและเครือข่ายโลจิสติกส์ค้าปลีก ทำให้ความต้องการระบบทำความเย็นขั้นสูงที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตเพิ่มขึ้น
เมื่อระบบทำความเย็นในซูเปอร์มาร์เก็ตเชื่อมต่อกับเครือข่ายดิจิทัลมากขึ้น ความเสี่ยงทางไซเบอร์ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ข้อมูลลูกค้าหรือระบบชำระเงิน แต่อาจกระทบถึงสินค้า การขาย และการดำเนินงานของร้านค้า
'ตู้แช่' กลายเป็นเป้าหมายไซเบอร์
เอเดรียน เฮีย กรรมการผู้จัดการภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก แคสเปอร์สกี้ กล่าวว่า ในช่วงสองเดือนที่ผ่านมา เกิดเหตุโจมตีระบบทำความเย็นในซูเปอร์มาร์เก็ตหลายแห่งในยุโรป สร้างความเสียหายโดยตรงต่อธุรกิจ ทั้งสินค้าสูญหาย ยอดขายลดลง และการดำเนินงานหยุดชะงัก
แม้เหตุการณ์เกิดขึ้นในยุโรป แต่เงื่อนไขที่ทำให้ระบบเหล่านี้มีความเสี่ยงไม่ได้จำกัดอยู่ในภูมิภาคดังกล่าว โดยเฉพาะเอเชียแปซิฟิกที่กำลังขยายตัวของเมืองและเครือข่ายโลจิสติกส์ค้าปลีก รวมถึงอีคอมเมิร์ซ ส่งผลให้ความต้องการระบบทำความเย็นขั้นสูงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
รายงานตลาดระบบทำความเย็นเชิงพาณิชย์ในเอเชียแปซิฟิกระบุว่า การตรวจสอบระบบผ่าน IoT เทคโนโลยีประหยัดพลังงาน และสารทำความเย็นที่ยั่งยืน เป็นปัจจัยสำคัญต่อการแข่งขันในตลาด เมื่อระบบทำความเย็นเชื่อมต่อกับเครือข่ายมากขึ้น การรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์จึงมีความสำคัญเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
ค้าปลีกเผชิญภัยไซเบอร์รอบด้าน
ข้อมูลจากรายงาน Security Bulletin ปี 2025 ของแคสเปอร์สกี้ ซึ่งศึกษาความปลอดภัยในภาคค้าปลีกและอีคอมเมิร์ซ พบว่า ผู้ค้าปลีก 22.20% เผชิญภัยคุกคามบนอุปกรณ์ และบริษัทค้าปลีกและอีคอมเมิร์ซ 8.25% เผชิญภัยคุกคามจากแรนซัมแวร์
ขณะเดียวกัน จำนวนผู้ใช้ B2B ที่ไม่ซ้ำกันในภาคค้าปลีกซึ่งพบการตรวจจับแรนซัมแวร์ เพิ่มขึ้น 152% เมื่อเทียบกับปี 2023
แคสเปอร์สกี้ยังคาดการณ์ว่า ในปี 2026 พื้นที่โจมตีของธุรกิจค้าปลีกจะขยายไปสู่ฝั่งลูกค้ามากขึ้น จากการใช้ผู้ช่วย AI สำหรับชอปปิง ข้อมูลการสนทนากับแชตบอต และการค้นหาด้วยรูปภาพ ควบคู่กับการฉ้อโกงที่อาศัยการเปลี่ยนแปลงด้านภาษีและกฎการค้า โดยธุรกิจค้าปลีกขนาดเล็กและขนาดกลางเป็นกลุ่มที่ต้องจับตา
แนะคุมเข้ม IoT เทียบเท่าข้อมูลลูกค้า
เอเดรียนเตือนว่า ธุรกิจค้าปลีกในเอเชียแปซิฟิกควรมองเหตุโจมตีระบบ IoT ในยุโรปเป็นสัญญาณเตือนล่วงหน้า ไม่ใช่เหตุการณ์ที่อยู่ห่างไกล โดยระบบทำความเย็นและระบบปฏิบัติการอื่นๆ ที่เชื่อมต่อเครือข่าย จำเป็นต้องได้รับการกำกับดูแลด้านความปลอดภัยเช่นเดียวกับข้อมูลการชำระเงินและข้อมูลลูกค้า
แนวทางสำคัญประกอบด้วย การตรวจสอบอุปกรณ์เชื่อมต่อทั้งหมด ไม่เปิดให้อุปกรณ์เข้าถึงอินเทอร์เน็ตโดยตรง กำหนดมาตรการยืนยันตัวตนที่เข้มงวดสำหรับการเข้าถึงระยะไกล แบ่งส่วนเครือข่าย และเตรียมแผนปฏิบัติงานล่วงหน้าเมื่อระบบถูกดัดแปลงหรือถูกโจมตี
แม้สาเหตุของเหตุการณ์ในยุโรปยังอยู่ระหว่างการสอบสวน แต่บทเรียนสำคัญคือ อุปกรณ์ที่สามารถควบคุมจากระยะไกลได้ ก็มีโอกาสถูกโจมตีจากระยะไกลเช่นกัน





