วันพุธ ที่ 4 พฤศจิกายน 2569

Login
Login

AI พลิกยุทธศาสตร์ไอทีองค์กร Kyndryl ชี้ 49% ล่าช้า ต้นทุนบานปลาย

Kyndryl เผยผลวิจัยล่าสุด AI กลายเป็นตัวเร่งสำคัญที่เปลี่ยนทิศทางโครงสร้างไอทีองค์กร ผลักดันการลงทุนทั้งระบบดั้งเดิมและคลาวด์ พร้อมยกระดับวาระไอทีสู่วาระบริหารจัดการระดับซีอีโอ

KEY POINTS

  • ผลสำรวจจาก Kyndryl พบว่า 49% ขององค์กรในเอเชียแปซิฟิกมีโครงการปรับปรุงระบบไอทีให้ทันสมัยล่าช้ากว่าแผนที่วางไว้
  • ในกลุ่มองค์กรที่โครงการล่าช้า 44% ระบุว่ามีต้นทุนระยะยาวสูงขึ้น และ 43% ไม่สามารถนำความสามารถใหม่ๆ มาใช้ได้รวดเร็ว
  • AI เป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้องค์กรต้องลงทุนปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานไอที ทั้งเมนเฟรม คลาวด์ และเอดจ์คอมพิวติ้ง
  • การปรับระบบไอทีให้ทันสมัยกลายเป็นวาระสำคัญของธุรกิจที่ต้องสร้างสมดุลระหว่างการนำ AI มาใช้ การรับมือภัยไซเบอร์ และการเติบโตทางธุรกิจ

AI กำลังเปลี่ยนทิศทางการลงทุนด้านเทคโนโลยีองค์กร จากการมุ่งเพิ่มขีดความสามารถเพียงด้านเดียว สู่การสร้างระบบที่รองรับการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ปลอดภัย และยืดหยุ่น ท่ามกลางสภาพแวดล้อมไอทีที่ซับซ้อนขึ้น

ผลสำรวจล่าสุดจาก คินดริล (Kyndryl) ผู้ให้บริการเทคโนโลยีสารสนเทศสำหรับองค์กร เผยว่า องค์กรกำลังขยายการลงทุนทั้งในแพลตฟอร์มดั้งเดิมและเทคโนโลยีสมัยใหม่ โดยการปรับระบบให้ทันสมัยต้องอาศัยการเชื่อมโยงกระบวนการทำงานทางธุรกิจ มากกว่าการรวมเทคโนโลยีไว้ด้วยกันเพียงอย่างเดียว

เมกาวาตี คีย์ รองประธานและกรรมการผู้จัดการประจำภูมิภาคอาเซียนและเกาหลีของคินดริล กล่าวว่า การปรับระบบไอทีให้ทันสมัยในเอเชียแปซิฟิกไม่ได้เป็นเพียงการเลือกระหว่างลงทุน AI กับเสริมความแข็งแกร่งให้เทคโนโลยีที่รองรับ AI แต่ต้องดำเนินการทั้งสองด้านควบคู่กัน

ความหลากหลายของสภาพแวดล้อมเทคโนโลยีทำให้องค์กรต้องตัดสินใจว่าจะลงทุนด้านใด ปรับระบบใด และทำอย่างไรให้ระบบต่างๆ มีความปลอดภัย แข็งแกร่ง และพร้อมรองรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต

จากการสำรวจผู้นำธุรกิจและเทคโนโลยี 2,000 คน ใน 12 อุตสาหกรรม ครอบคลุม 5 ทวีป โดย 30% เป็นองค์กรในเอเชียแปซิฟิก เพื่อศึกษาผลกระทบของ AI ต่อการจัดลำดับความสำคัญด้านการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน แอปพลิเคชัน และรูปแบบการดำเนินงานขององค์กร

ผลสำรวจพบว่า AI เป็นหนึ่งในหลายเป้าหมายสำคัญของการปรับระบบไอที โดยผู้ตอบแบบสำรวจ 36% ให้ความสำคัญใกล้เคียงกันกับ 3 กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่

  • เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ความปลอดภัย และการทำงานร่วมกัน
  • เพิ่มความคล่องตัวทางธุรกิจ นวัตกรรม และความสามารถในการขยายขนาด
  • เพิ่มการควบคุม ความสามารถในการคาดการณ์ และการกำกับดูแล

ขณะที่ 34% ให้ความสำคัญกับการเพิ่มขีดความสามารถด้าน AI ขั้นสูง

AI หนุนลงทุนเมนเฟรม-คลาวด์ แต่ 49% ปรับระบบล่าช้า

คินดริล ระบุว่า AI เป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันการใช้งานเมนเฟรมและเอดจ์คอมพิวติ้งเพิ่มขึ้น และเป็นแรงขับเคลื่อนอันดับสองของการขยายการใช้งาน SaaS และไพรเวทคลาวด์ รวมถึงเป็นหนึ่งในเหตุผลหลักที่องค์กรปรับปรุงพอร์ตโฟลิโอเน็ตเวิร์กและแอปพลิเคชัน

องค์กรทุกแห่งที่ใช้งานเมนเฟรมระบุว่ามีแผนนำ AI มาใช้บนแพลตฟอร์มดังกล่าว อย่างไรก็ตาม การปรับระบบไอทีให้ทันสมัยยังเผชิญความล่าช้า โดย 49% ขององค์กรในเอเชียแปซิฟิกระบุว่าโครงการล่าช้ากว่าแผนที่วางไว้

ในกลุ่มองค์กรที่เลื่อนโครงการปรับระบบให้ทันสมัยออกไป

  • 44% ระบุว่ามีต้นทุนระยะยาวสูงขึ้น
  • 43% ระบุว่าไม่สามารถนำความสามารถใหม่มาใช้ได้รวดเร็ว
  • 38% ระบุว่ามีความท้าทายด้านความปลอดภัยหรือการปฏิบัติตามกฎระเบียบใหม่

Agentic AI ทางลัดปรับระบบไอที องค์กรยังใช้เพียง 10%

Agentic AI ซึ่งสามารถวางแผนและดำเนินงานได้โดยอัตโนมัติ เริ่มถูกนำมาใช้เพื่อช่วยเร่งกระบวนการปรับระบบไอทีให้ทันสมัย แต่การใช้งานในภูมิภาคยังอยู่ในระยะเริ่มต้น

ผลสำรวจพบว่า มีองค์กรในเอเชียแปซิฟิกเพียง 10% ที่ใช้ Agentic AI ช่วยปรับระบบให้ทันสมัย สอดคล้องกับแนวโน้มทั่วโลก

องค์กรเริ่มนำ AI มาใช้กับงานที่ต้องอาศัยทักษะเฉพาะและใช้เวลานาน เช่น การวิเคราะห์ความเชื่อมโยงของระบบ การแปลงโค้ด และการจัดทำเอกสารคู่มือระบบ

ผลสำรวจระบุว่า การปรับระบบไอทีให้ทันสมัยกำลังกลายเป็นวาระสำคัญของธุรกิจ ไม่ใช่เพียงภารกิจด้านเทคนิค โดย CIO ต้องรับแรงกดดันจากเป้าหมายหลายด้าน ทั้งการนำ AI มาใช้ ความแข็งแกร่งและความพร้อมรับมือภัยไซเบอร์ การปฏิบัติตามข้อกำหนด ประสิทธิภาพการดำเนินงาน และการเติบโตทางธุรกิจ

ผู้ตอบแบบสำรวจระบุว่า มีผู้เกี่ยวข้องถึง 9 กลุ่มที่มีอำนาจตัดสินใจเกี่ยวกับการปรับระบบไอทีให้ทันสมัย ตั้งแต่ CIO และ CTO ไปจนถึงคณะกรรมการบริหาร ทีมการเงิน และทีมกำกับดูแล

การตัดสินใจด้านเทคโนโลยีจึงขยายจากแผนกไอทีไปสู่ระดับบริหารองค์กร ทำให้ต้องประสานความเห็นจากหลายฝ่าย ขณะเดียวกันยังต้องรักษาความรวดเร็วในการดำเนินงาน

อธิปไตยข้อมูลมีน้ำหนักเพิ่ม องค์กรจ่อใช้ Sovereign Cloud

ปัจจัยด้านอธิปไตยทางข้อมูล (Data Sovereignty) มีบทบาทเพิ่มขึ้นในการกำหนดกลยุทธ์ปรับระบบไอที โดยองค์กรในเอเชียแปซิฟิก 37% พิจารณาประเด็นนี้เป็นรายกรณีเมื่อมีข้อกำหนดจากภายนอก

ขณะที่ 26% พิจารณาผ่านมิติการปฏิบัติตามกฎหมายเป็นหลัก และมีเพียง 7% ที่ใช้อธิปไตยทางข้อมูลเป็นหลักในการทรานส์ฟอร์มองค์กรตั้งแต่ต้น

แม้แนวทางการวางกลยุทธ์ยังแตกต่างกัน แต่ 65% ขององค์กรคาดว่าจะเพิ่มการใช้งาน Sovereign Cloud หรือพื้นที่ประมวลผลเฉพาะ (Dedicated Zones) ในปีหน้า

ผลสำรวจชี้ว่า ที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ของระบบเทคโนโลยีถูกกำหนดด้วยปัจจัยด้านกฎระเบียบและภูมิรัฐศาสตร์มากขึ้น ควบคู่กับประสิทธิภาพ ต้นทุน และนวัตกรรม

ผลสำรวจพบว่า เมื่อการเปลี่ยนผ่านดิจิทัลขยายครอบคลุมทั่วทั้งธุรกิจ องค์กรกลับต้องรองรับสภาพแวดล้อมเทคโนโลยีที่หลากหลาย และขยายการใช้งานข้ามแพลตฟอร์ม มากกว่าการควบรวมทุกระบบไว้ในแพลตฟอร์มเดียว

แนวทางดังกล่าวต้องอาศัยกลยุทธ์ การกำกับดูแล และการปฏิบัติงานที่สอดประสานกัน รวมถึงการวางแนวทางรับมือภัยไซเบอร์แบบบูรณาการ เพื่อรองรับภัยคุกคามที่ใช้ AI เป็นเครื่องมือ ซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นและขยายวงกว้าง