3 กสทช. “ศุภัช-ธนพันธุ์-พิรงรอง” เปิดเหตุผล 5 ข้อ ยืนยันประชุมนัดพิเศษ 4 ครั้ง มีอำนาจตามกฎหมาย ครบองค์ประชุม โปร่งใส ตรวจสอบได้ ปัดสั่งลบเทป พร้อมห่วงเจ้าหน้าที่ที่เข้าปฏิบัติหน้าที่ถูกขู่เอาผิดวินัย ขณะที่การเลือกประธาน กสทช. คนใหม่ยังอยู่ระหว่างหารือ ย้ำความขัดแย้งภายในต้องไม่ฉุดการทำงานเพื่อประโยชน์สาธารณะ
KEY POINTS
- 3 กสทช. ยืนยันการประชุมนัดพิเศษชอบด้วยกฎหมาย โดยอ้างคำวินิจฉัยศาลปกครองเรื่องสถานะประธาน และกฎหมายที่ให้อำนาจกรรมการที่เหลือปฏิบัติหน้าที่ต่อได้
- ยืนยันกระบวนการประชุมโปร่งใส มีการบันทึกครบถ้วน และได้ส่งมติที่ประชุมให้รักษาการเลขาธิการแล้ว พร้อมเรียกร้องให้นายไตรรัตน์เร่งดำเนินการตามมติ
- บอร์ดทั้ง 3 คนแสดงความกังวลต่อเจ้าหน้าที่ที่อาจถูกลงโทษทางวินัยจากการสนับสนุนการประชุม และตั้งคำถามถึงการไม่เข้าร่วมปฏิบัติหน้าที่ของรักษาการเลขาธิการ
- ชี้แจงว่ากระบวนการเลือกประธานคนใหม่กำลังดำเนินการ แต่ต้องไม่ถูกใช้เป็นข้ออ้างให้การทำงานของบอร์ดที่เหลืออยู่หยุดชะงัก
- เรียกร้องให้สำนักงาน กสทช. แจ้งเรื่องตำแหน่งกรรมการที่ว่างไปยังวุฒิสภาภายใน 15 วันตามกฎหมาย เพื่อเริ่มกระบวนการสรรหาคนใหม่
ท่ามกลางข้อโต้แย้งเรื่องสถานะ ศ.คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ประธาน กสทช. และความชอบด้วยกฎหมายของการประชุมนัดพิเศษ ล่าสุดของบอร์ดกสทช. 3 คน ได้แก่ รศ.ดร.ศุภัช ศุภชลาศัย พล.อ.ท.ธนพันธุ์ หร่ายเจริญ และ ศ.กิตติคุณ ดร.พิรงรอง รามสูต ออกมาชี้แจงข้อเท็จจริง พร้อมกางเหตุผล 5 ข้อ ยืนยันว่าการประชุม กสทช. นัดพิเศษทั้ง 4 ครั้ง เป็นการปฏิบัติหน้าที่ภายใต้อำนาจกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง
ทั้งสามย้ำว่า กรรมการที่เหลืออยู่จำเป็นต้องเดินหน้าทำงาน ไม่ปล่อยให้ข้อขัดแย้งเรื่องสถานะประธานกลายเป็นอุปสรรคต่อการกำกับดูแลกิจการกระจายเสียง โทรทัศน์ และโทรคมนาคม ซึ่งอาจสร้างความเสียหายต่อประโยชน์ของประชาชน
1. ยืนยันอำนาจประชุมตามกฎหมาย แม้มีข้อโต้แย้งสถานะประธาน
กรรมการทั้งสามระบุว่า คณะกรรมการสรรหา กสทช. มีคำวินิจฉัยว่า นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ มีลักษณะต้องห้ามในการดำรงตำแหน่ง และให้ถือว่าสละสิทธิการเข้ารับตำแหน่งกรรมการ กสทช. มาตั้งแต่แรก โดยศาลปกครองกลางวินิจฉัยว่าคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาดังกล่าวชอบด้วยกฎหมาย
ทั้งนี้ ในขณะนี้ยังไม่มีคำสั่งศาลให้ระงับหรือทุเลาการบังคับตามคำวินิจฉัยดังกล่าว กรรมการที่เหลืออยู่จึงเห็นว่าต้องดำเนินการตามผลทางกฎหมายที่เกิดขึ้น
อ้างอิง พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ มาตรา 20 วรรคสาม ซึ่งเปิดทางให้กรรมการที่เหลือปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ หากมีจำนวนไม่น้อยกว่า 4 คน ประกอบกับข้อ 25 วรรคหนึ่งของข้อบังคับการประชุม กสทช. ที่กำหนดองค์ประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการทั้งหมด และข้อ 26 ที่เปิดให้ที่ประชุมเลือกกรรมการคนหนึ่งทำหน้าที่ประธานในที่ประชุมแทนได้ หากประธานไม่อยู่หรือไม่อาจปฏิบัติหน้าที่
2. ยืนยันประชุมครบขั้นตอน โปร่งใส ปัดสั่งลบเทป
สำหรับการประชุมนัดพิเศษทั้ง 4 ครั้ง ทั้งสามยืนยันว่าได้ดำเนินการตามระเบียบ โดยนำระเบียบวาระที่สำนักงาน กสทช. เคยเสนอให้ประธานบรรจุไว้แล้วมาพิจารณา รวมถึงเพิ่มวาระเร่งด่วนที่จำเป็นตามมติของกรรมการ 6 คน ซึ่งเลือกกรรมการคนหนึ่งทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม
ส่วนข้อกล่าวอ้างว่ามีการสั่งลบเทปบันทึกการประชุม ทั้งสามยืนยันว่าไม่เป็นความจริง เพราะมีการบันทึกทั้งรายงานการประชุมและเสียงอย่างครบถ้วน เพื่อใช้เป็นหลักฐานและเปิดให้ตรวจสอบได้
นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 22 ต.ค. 2569 รศ.ดร.ศุภัช ในฐานะผู้ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม ได้ลงนามแจ้งมติที่รับรองแล้วไปยังรักษาการเลขาธิการ กสทช. นายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล เพื่อให้สำนักงานนำไปดำเนินการตามกฎหมายแล้วด้วย
ทั้งสามจึงเห็นว่า ขณะนี้สำนักงาน กสทช. ควรเร่งดำเนินการตามมติ แทนการยกข้อโต้แย้งที่อาจทำให้การทำงานล่าช้าออกไป
3. ห่วงเจ้าหน้าที่ถูกขู่เอาผิดวินัย ทั้งที่เข้าทำงานเพื่อสาธารณะ
อีกประเด็นที่กรรมการทั้งสามแสดงความกังวล คือการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่สำนักงาน กสทช. โดยที่ผ่านมา กรรมการได้แจ้งขอให้รักษาการเลขาธิการเข้าร่วมประชุมและทำหน้าที่เลขานุการ แต่ได้รับคำตอบว่าไม่สามารถเข้าร่วมได้ เนื่องจากต้องไปปฏิบัติหน้าที่ในการประชุมอีกห้องหนึ่งตามกำหนดการของ นพ.สรณ
เหตุการณ์ลักษณะเดียวกันเกิดขึ้นในการประชุมวันที่ 21 ต.ค. ที่ นพ.สรณ ยังคงนั่งรออยู่ในห้องประชุมที่กำหนดไว้ ก่อนแจ้งยกเลิกการประชุมในห้องดังกล่าวเมื่อเวลา 11.30 น. ขณะที่กรรมการ 6 คนยังคงประชุมอยู่ในอีกห้องหนึ่ง
กรรมการทั้งสามตั้งคำถามว่า เมื่อสถานการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นแล้ว เหตุใดรักษาการเลขาธิการจึงไม่เข้ามาปฏิบัติหน้าที่เลขานุการในการประชุมนัดพิเศษ
พร้อมระบุว่า การบันทึกเสียงประชุมไม่เพียงช่วยตรวจสอบความถูกต้อง แต่ยังเป็นหลักฐานคุ้มครองความเป็นธรรมให้เจ้าหน้าที่ที่เข้ามาให้ข้อมูลด้วย อย่างไรก็ตาม มีข้อมูลภายในสำนักงานว่า เจ้าหน้าที่ที่สนับสนุนการประชุมอาจถูกดำเนินการทางวินัย โดยกล่าวหาว่าปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ได้รับมอบหมายจากรักษาการเลขาธิการ
4. เร่งหารือเลือกประธานใหม่ แต่ห้ามใช้เป็นเหตุหยุดงาน
สำหรับการเลือกประธาน กสทช. คนใหม่ กรรมการที่เหลืออยู่ระบุว่า ยังอยู่ระหว่างหารือและดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมาย โดยมาตรา 20 วรรคห้า กำหนดให้ กสทช. ประชุมเลือกกรรมการคนหนึ่งเป็นประธาน ก่อนแจ้งนายกรัฐมนตรีเพื่อนำความขึ้นกราบบังคมทูลฯ เพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง
อย่างไรก็ตาม ทั้งสามย้ำว่า กระบวนการเลือกประธานคนใหม่ไม่ควรถูกนำมาใช้เป็นเหตุจำกัดการทำงานของกรรมการที่เหลือ เพราะกฎหมายยังเปิดทางให้ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ หากมีจำนวนกรรมการครบตามเงื่อนไข
หากการประชุมและการกำกับดูแลสำนักงานต้องหยุดชะงัก ย่อมเสี่ยงกระทบการทำงานด้านกิจการกระจายเสียง โทรทัศน์ และโทรคมนาคม ตลอดจนประโยชน์ของประชาชนโดยรวม
5. จี้สำนักงานแจ้งวุฒิสภาตามกรอบ 15 วัน
กรรมการทั้งสามเรียกร้องให้สำนักงาน กสทช. ดำเนินการตามหน้าที่ที่กฎหมายกำหนด โดยเฉพาะการแจ้งสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาภายใน 15 วันนับแต่เกิดเหตุ เพื่อให้เริ่มกระบวนการจัดให้มีกรรมการแทนตำแหน่งที่ว่างตามขั้นตอนกฎหมาย
ทั้งสามยืนยันว่าจะเดินหน้าปฏิบัติหน้าที่ภายใต้กรอบกฎหมายและความรับผิดชอบต่อสาธารณะ พร้อมเรียกร้องให้ทุกฝ่ายแก้ไขข้อขัดแย้งด้วยเหตุผลและหลักกฎหมาย ไม่ปล่อยให้ปัญหาภายในองค์กรกลายเป็นอุปสรรคต่อการกำกับดูแลการสื่อสารของประเทศ





