วันอังคาร ที่ 20 ตุลาคม 2569

Login
Login

AGIBOT ชี้ปี 69 จุดเปลี่ยนหุ่นยนต์ AI สู่เชิงพาณิชย์ เตือนธุรกิจช้าเสี่ยงตกขบวน

ใครช้าอาจไล่ไม่ทัน! ‘อาเบล เติ้ง’ ซีอีโอ AGIBOT เตือนธุรกิจเสี่ยงเจอช่องว่างเชิงโครงสร้าง หากไม่เร่งใช้ หุ่นยนต์ฮ​ิวแมนนอยด์ ในกระบวนการผลิต ชี้ปี 69 เป็นจุดเปลี่ยน Physical AI ที่เริ่มทำงานจริง

KEY POINTS

  • ปี 2569 จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่เทคโนโลยี AI จะก้าวสู่การควบคุมหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์เพื่อใช้งานเชิงพาณิชย์ในโลกจริง โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรมและบริการ
  • ธุรกิจที่ปรับตัวนำ AI มาใช้ช้าจะเสี่ยงต่อการเกิดช่องว่างเชิงโครงสร้างกับคู่แข่ง ซึ่งอาจใหญ่เกินกว่าจะไล่ตามได้ทันในอนาคต
  • ความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วของหุ่นยนต์ AI ขับเคลื่อนด้วย 3 ปัจจัยหลัก คือ โมเดล AI ที่ฉลาดขึ้น, การพัฒนาตัวหุ่นยนต์ให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น, และวงจรข้อมูล (Data Flywheel) ที่เร่งการเรียนรู้
  • อุตสาหกรรมหุ่นยนต์กำลังเปลี่ยนจากการวิจัยและสาธิตความสามารถ ไปสู่การใช้งานจริงที่สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้แล้ว เช่น ในสายการผลิตและสวนสนุก
  • AGIBOT ในฐานะผู้พัฒนาหุ่นยนต์ชั้นนำ กำลังขยายการใช้งานเชิงพาณิชย์ในหลายอุตสาหกรรม และมีแผนร่วมมือกับพันธมิตรในไทยเพื่อพัฒนาโซลูชันสำหรับตลาดในประเทศ

นายอาเบล เติ้ง President, Asia-Pacific & Middle East Region, AGIBOT กล่าวบนเวที Nation Forum ‘The Intelligence Economy เปลี่ยนเทคโนโลยีสู่พลังเศรษฐกิจไทย’ ในหัวข้อ AI ROBOTICS & QUANTUM เปิดเผยว่า ปี 2569 อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ AI จากเดิมที่ทำงานผ่านคอมพิวเตอร์และโทรศัพท์มือถือ กำลังก้าวเข้าสู่ยุค Physical AI ที่สามารถควบคุมหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ให้ปฏิบัติงานในโลกจริง โดยเฉพาะในโรงงานอุตสาหกรรมและธุรกิจบริการ ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและลดภาระงานที่ต้องใช้แรงงานมนุษย์ ขณะที่ปี 2570 จะเป็นช่วงเวลาสำคัญที่ภาคธุรกิจต้องเร่งปรับตัวให้ทันความก้าวหน้าของเทคโนโลยี

ปัจจัยที่ทำให้ Physical AI ก้าวหน้าอย่างรวดเร็วเกิดจากการพัฒนาเทคโนโลยี 3 ด้านพร้อมกัน ได้แก่

  • ความสามารถของโมเดล AI ที่ฉลาดขึ้นอย่างต่อเนื่อง
  • การพัฒนาตัวหุ่นยนต์ให้เคลื่อนไหวได้มั่นคง ทำงานต่อเนื่องได้นานขึ้น
  • การนำข้อมูลจากการใช้งานจริงกลับไปพัฒนา AI ให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น

AGIBOT ชี้ปี 69 จุดเปลี่ยนหุ่นยนต์ AI สู่เชิงพาณิชย์ เตือนธุรกิจช้าเสี่ยงตกขบวน

ดังนั้น เมื่อหุ่นยนต์ถูกผลิตและนำไปใช้งานในวงกว้าง จะเกิดข้อมูลจำนวนมากกลับเข้าสู่ระบบ AI เพื่อปรับปรุงอัลกอริทึมให้แม่นยำขึ้น ก่อนนำไปพัฒนาหุ่นยนต์รุ่นใหม่และขยายการใช้งานต่อไป วงจรดังกล่าวเรียกว่า Data Flywheel ซึ่งจะช่วยเร่งความก้าวหน้าของเทคโนโลยีให้รวดเร็วยิ่งขึ้น

สำหรับทิศทางการแข่งขันทางธุรกิจในอีก 3–5 ปีข้างหน้า นายอาเบล มองว่า ความแตกต่างระหว่างองค์กรที่นำ AI มาใช้กับองค์กรที่ไม่ปรับตัว อาจขยายตัวจนไม่สามารถวัดได้ด้วยตัวเลขต้นทุนหรือประสิทธิภาพเพียงไม่กี่เปอร์เซ็นต์ แต่จะกลายเป็นช่องว่างเชิงโครงสร้างที่ส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันระยะยาว

เขา กล่าวว่า ปัจจุบันการนำ AI มาใช้ในองค์กรแบ่งออกเป็น 3 ระดับ ระดับแรกคือการใช้ช่วยทำงานทั่วไป เช่น ร่างเอกสาร วางแผน และค้นหาข้อมูล ระดับที่สองคือการใช้ AI วิเคราะห์ข้อมูล สนับสนุนการตัดสินใจ และปรับปรุงกระบวนการให้บริการ ส่วนระดับที่สามคือการนำ AI เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการสร้างมูลค่าและระบบการผลิตโดยตรง ซึ่งเป็นระดับที่มีโอกาสเพิ่มผลิตภาพได้อย่างแท้จริง

แม้ผลตอบแทนจากการลงทุน หรือ ROI ยังเป็นปัจจัยที่ภาคธุรกิจต้องพิจารณา แต่นายอาเบลเห็นว่า องค์กรไม่ควรใช้การคำนวณความคุ้มค่าในระยะสั้นเป็นเหตุผลให้ชะลอการปรับตัว เพราะ AI กำลังกลายเป็นเทคโนโลยีสำคัญของการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 และองค์กรที่เริ่มนำเทคโนโลยีมาใช้ก่อนย่อมมีโอกาสเรียนรู้และพัฒนาความสามารถได้เร็วกว่า

AI เปรียบเสมือนรถไฟความเร็วสูง สิ่งสำคัญที่สุดคือการขึ้นรถไฟให้ทัน เมื่อขึ้นไปแล้ว เราจึงสามารถกำหนดได้ว่าจะเดินทางไปที่ไหน จะบริหารต้นทุนในอนาคตอย่างไร และจะสร้างผลตอบแทนให้ดีขึ้นได้อย่างไร หากไม่เริ่มต้นตั้งแต่วันนี้ ช่องว่างที่เกิดขึ้นอาจใหญ่จนไม่สามารถไล่ตามได้ทัน

ทั้งนี้ ตนในฐานะด้านผู้แทนบริษัท AGIBOT  ผู้พัฒนาหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์จากประเทศจีน กล่าวว่า อุตสาหกรรมหุ่นยนต์กำลังเปลี่ยนผ่านจากการวิจัย ทดลอง และจัดแสดงความสามารถ ไปสู่การใช้งานเชิงพาณิชย์จริง โดยที่ผ่านมา หุ่นยนต์ส่วนใหญ่ถูกพัฒนาให้เดิน วิ่ง หรือเต้นเพื่อสาธิตเทคโนโลยี แต่ปัจจุบันความสามารถของ AI ทำให้หุ่นยนต์เริ่มปฏิบัติงานที่ซับซ้อนและสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้

AGIBOT ชี้ปี 69 จุดเปลี่ยนหุ่นยนต์ AI สู่เชิงพาณิชย์ เตือนธุรกิจช้าเสี่ยงตกขบวน

ทั้งนี้ การพัฒนาดังกล่าวอาศัยความสามารถหลัก 3 ประเภท คือ

  1. Locomotion Intelligence ทำให้หุ่นยนต์เคลื่อนไหวและทรงตัวได้เหมือนมนุษย์
  2. Interaction Intelligence ช่วยให้มองเห็น รับฟัง สนทนา และตอบสนองต่อผู้ใช้งานได้รวดเร็ว
  3. Manipulation Intelligence ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่สุดสำหรับการทำงานจริง เพราะทำให้หุ่นยนต์สามารถหยิบจับสิ่งของและปฏิบัติงานในสภาพแวดล้อมต่าง ๆ ได้

AGIBOT ยกตัวอย่างการนำหุ่นยนต์เข้าทำงานบนสายการผลิตในโรงงาน โดยถ่ายทอดสดการปฏิบัติงานต่อเนื่อง 6 วัน สามารถทำภารกิจได้มากกว่า 64,000 ครั้ง มีอัตราความสำเร็จ 99.9% หุ่นยนต์ทำงานเป็นกำลังหลักในกระบวนการดังกล่าว โดยยังมีมนุษย์ช่วยสนับสนุนในบางส่วน สะท้อนความพร้อมในการนำเทคโนโลยีไปใช้งานภาคอุตสาหกรรม

อีกตัวอย่างคือสวนสนุก Chimelong ในเมืองจูไห่ ประเทศจีน ซึ่งมีหุ่นยนต์ทำงานแล้วมากกว่า 300 ตัว ตั้งแต่ต้อนรับนักท่องเที่ยว แนะนำเส้นทาง ให้ข้อมูล ไปจนถึงจัดการแสดง โดย AgiBot คาดว่าในปี 2570 จำนวนหุ่นยนต์ที่สวนสนุกแห่งนี้อาจเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่า 2,000 ตัว ขึ้นอยู่กับแผนการขยายการใช้งาน

นอกจากโรงงานและสวนสนุก บริษัทยังพัฒนาหุ่นยนต์สำหรับโรงแรม ร้านค้าปลีก งานตรวจตราความปลอดภัย การตรวจสอบภายในนิคมอุตสาหกรรม และงานทำความสะอาด รวมถึงมีการนำหุ่นยนต์ไปทำหน้าที่พนักงานต้อนรับในโรงแรมที่ประเทศจีนแล้ว

AGIBOT ชี้ปี 69 จุดเปลี่ยนหุ่นยนต์ AI สู่เชิงพาณิชย์ เตือนธุรกิจช้าเสี่ยงตกขบวน

สำหรับความก้าวหน้าทางธุรกิจ AGIBOT ก่อตั้งเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2566 โดยบริษัทอ้างอิงรายงานของ IDC ว่า ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2569 มีส่วนแบ่งตลาดหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ทั่วโลกเกือบ 35% และมียอดจัดส่งหุ่นยนต์ประมาณ 8,600 ตัว หลังจากปี 2567 มีรายได้ 65 ล้านหยวน ก่อนเพิ่มขึ้นเป็น 1,000 ล้านหยวนในปี 2568 หรือเติบโตมากกว่า 15 เท่าในเวลาเพียงปีเดียว

บริษัทยังเปิดเผยผลงานการแข่งขัน World Humanoid Robot Games ที่กรุงปักกิ่ง ซึ่งมีผู้เข้าร่วมมากกว่า 600 ทีมจาก 22 ประเทศ โดย AgiBot คว้าเหรียญทอง 18 เหรียญ จากการแข่งขันทั้งหมด 51 รายการ และได้รับเหรียญรางวัลรวม 46 เหรียญ ซึ่งบริษัทมองว่าเป็นอีกหนึ่งเครื่องสะท้อนความสามารถด้านการเคลื่อนไหวและการปฏิบัติงานของหุ่นยนต์

ส่วนการขยายตลาดในประเทศไทย AGIBOT มีแนวทางพัฒนาโซลูชันร่วมกับพันธมิตรให้เหมาะกับความต้องการของแต่ละอุตสาหกรรม ทั้งบริการภายในสนามบิน งานด้านการบิน ระบบรักษาความปลอดภัย และการลาดตระเวนตรวจสอบ โดยมี Digibroad สนับสนุนการพัฒนาโซลูชันเฉพาะสำหรับตลาดไทย

เราและสกาย ไอซีที ทำงานร่วมกับอย่างใกล้ชิด เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่จากเทคโนโลยีหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ โดยเป้าหมายไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการนำเข้าหุ่นยนต์จากจีนมาจำหน่ายในประเทศไทย เพื่อรองรับการแข่งขันกับประเทศอื่นในอาเซียน