แคสเปอร์สกี้เปิดผลสำรวจธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลางในเอเชียแปซิฟิก พบ 87% เผชิญเหตุการณ์ทางไซเบอร์อย่างน้อยหนึ่งครั้งในรอบปีที่ผ่านมา การโจมตีที่สร้างความเสียหายมากที่สุดคือการขโมยข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้า แนะธุรกิจเพิ่มมาตรการป้องกันทั้งด้านเทคโนโลยี บุคลากร และกระบวนการทำงาน
KEY POINTS
- ผลสำรวจของแคสเปอร์สกี้ระบุว่า เป้าหมายอันดับหนึ่งของผู้ก่อภัยคุกคามในเอเชียแปซิฟิกคือการขโมยข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้าตามมาด้วยข้อมูลภายในองค์กร
- การโจมตีที่สร้างความเสียหายมากที่สุดต่อธุรกิจคือการขโมยข้อมูลลูกค้า และการทำให้บริการที่เกี่ยวข้องกับลูกค้า
- ธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลาง (SMB) เผชิญความเสี่ยงสูง 87% เคยประสบเหตุการณ์ทางไซเบอร์อย่างน้อยหนึ่งครั้งในปีที่ผ่านมา
- รูปแบบการโจมตีที่สร้างความเสียหายรุนแรง ได้แก่ การโจมตีช่องโหว่ของซอฟต์แวร์, การโจมตีด้วยมัลแวร์ และการเข้าถึงระบบจากระยะไกลโดยบุคคลภายนอก
ธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลางกำลังเผชิญความเสี่ยงทางไซเบอร์ที่ส่งผลกระทบตั้งแต่ข้อมูลสำคัญของลูกค้า การหยุดชะงักของบริการ ไปจนถึงความเสียหายทางการเงินและทรัพย์สินของบริษัท ขณะที่การรับมือจำเป็นต้องครอบคลุมทั้งระบบไอที การควบคุมสิทธิ์เข้าถึงข้อมูล และการสร้างความตระหนักรู้ด้านความปลอดภัยให้พนักงาน
ผลสำรวจระดับโลกของแคสเปอร์สกี้ ซึ่งรวบรวมความคิดเห็นจากผู้เชี่ยวชาญด้านไอทีและความปลอดภัยไอทีในกลุ่มธุรกิจ SMB ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ระบุว่า ผู้ตอบแบบสอบถาม 87% เคยประสบเหตุการณ์ทางไซเบอร์อย่างน้อยหนึ่งครั้งในรอบปีที่ผ่านมา
โดยการโจมตีที่สร้างความเสียหายมากที่สุด ได้แก่ การขโมยข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้า 25% การหยุดชะงักชั่วคราวของบริการที่เกี่ยวข้องกับลูกค้า เช่น เว็บไซต์และร้านค้าออนไลน์ 23% และการขโมยข้อมูลส่วนบุคคลของพนักงาน 23%
ส่วนภัยคุกคามที่สร้างความเสียหายมากที่สุดในแง่รูปแบบการโจมตี ได้แก่ การโจมตีช่องโหว่ของซอฟต์แวร์ 10% การโจมตีด้วยมัลแวร์จำนวนมาก 7% และการเข้าถึงระบบจากระยะไกลโดยบุคคลภายนอก 7%
ผลสำรวจยังพบว่า ธุรกิจ 21% รายงานความสูญเสียทางการเงิน และอีก 21% สูญเสียข้อมูลที่ไม่สามารถกู้คืนได้ ขณะที่ 13% เผชิญความเสียหายต่อทรัพย์สินของบริษัทที่ไม่สามารถแก้ไขได้
'ข้อมูลลูกค้า–ข้อมูลภายในองค์กร' เป้าหมายหลัก
เมื่อพิจารณาเป้าหมายของผู้ก่อภัยคุกคาม พบว่า การขโมยข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้าเป็นเป้าหมายอันดับหนึ่งในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก คิดเป็น 34% รองลงมาคือข้อมูลภายในที่มีความละเอียดอ่อน เช่น ข้อมูลทางการเงินและเอกสารทางกฎหมาย 31% ข้อมูลส่วนบุคคลของพนักงาน 27% และการขัดขวางไม่ให้พนักงานหรือลูกค้าเข้าถึงทรัพยากรออนไลน์ 23%
ข้อมูลดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า การโจมตีไม่ได้มุ่งเพียงทำให้ระบบหยุดทำงาน แต่ยังมุ่งเข้าถึงข้อมูลที่มีมูลค่า ซึ่งอาจนำไปสร้างรายได้หรือใช้ต่อยอดการโจมตีในขั้นตอนถัดไป
'แผนกไอที–ความปลอดภัย' ถูกโจมตีมากที่สุด
ข้อมูลจากการสำรวจระบุว่า แผนกรักษาความปลอดภัยไอทีเป็นเป้าหมายที่ถูกโจมตีมากที่สุด คิดเป็น 52% ตามด้วยแผนกไอที 51% ส่วนแผนกบริการลูกค้าอยู่ที่ 22% และแผนกบัญชีและการเงิน 20%
หลังเกิดเหตุละเมิดความปลอดภัย บริษัทต่างๆ ได้นำมาตรการเพิ่มเติมมาใช้ทั้งในด้านระบบ กระบวนการ และบุคลากร โดยธุรกิจในเอเชียแปซิฟิกให้ความสำคัญกับ 3 มาตรการในสัดส่วนเท่ากันที่ 24% ได้แก่ การติดตั้งโซลูชันตรวจสอบความปลอดภัยไอที การเสริมความเข้มงวดของการควบคุมความปลอดภัยบนคลาวด์ และการเพิ่มข้อกำหนดด้านการปฏิบัติตามมาตรฐานสำหรับบุคคลที่สาม
มาตรการอื่นที่มีสัดส่วน 22% เท่ากัน ได้แก่ การฝึกอบรมเฉพาะทางเพื่อเพิ่มความเชี่ยวชาญของพนักงานไอที การติดตั้งโซลูชันความปลอดภัยบนอุปกรณ์ของพนักงานทุกคน การปรับปรุงนโยบายรหัสผ่าน และการใช้การตรวจสอบสิทธิ์แบบหลายปัจจัย (MFA)
SMB ต้องมีระบบป้องกันที่ปรับขนาดได้
อิลยา มาร์เคลอฟ หัวหน้าฝ่ายผลิตภัณฑ์แพลตฟอร์มแบบครบวงจร แคสเปอร์สกี้ กล่าวว่า เหตุการณ์ทางไซเบอร์อาจสร้างความเสียหายต่อธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลางอย่างรุนแรง และในบางกรณีอาจกระทบต่อความอยู่รอดของธุรกิจที่มีทรัพยากรจำกัด
ธุรกิจต้องรับมือกับภัยคุกคามหลายรูปแบบ ภายใต้ข้อจำกัดด้านการดำเนินงานและเป้าหมายการเติบโตที่แตกต่างกัน จึงจำเป็นต้องมีระบบป้องกันที่สามารถปรับขนาดและออกแบบให้เหมาะกับความต้องการของแต่ละองค์กร
ด้าน เอเดรียน เฮีย กรรมการผู้จัดการ ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก แคสเปอร์สกี้ กล่าวว่า ผลการวิจัยชี้ให้เห็นถึงภัยคุกคามทางไซเบอร์ที่ซับซ้อนและหลากหลายมากขึ้นทั่วภูมิภาค แม้ว่าความเสี่ยงและวิธีการโจมตีจะแตกต่างกันไปในแต่ละตลาด ตั้งแต่การใช้ช่องโหว่ของซอฟต์แวร์ การฟิชชิ่ง ไปจนถึงการโจมตีด้วยมัลแวร์จำนวนมาก แต่ผลกระทบสามารถเกิดขึ้นได้ทั่วทั้งองค์กร
เหตุการณ์เพียงครั้งเดียวอาจทำให้ข้อมูลสำคัญรั่วไหล ขัดขวางการดำเนินงานประจำวัน และกระทบต่อความไว้วางใจของลูกค้า
การรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์จึงไม่ใช่หน้าที่ของฝ่ายไอทีเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยเทคโนโลยีที่เหมาะสม การสร้างความตระหนักรู้ด้านความปลอดภัย และการดูแลสุขอนามัยทางไซเบอร์อย่างต่อเนื่องในทุกส่วนของธุรกิจ
'5 แนวทาง' ลดความเสี่ยงไซเบอร์
แคสเปอร์สกี้แนะนำแนวทางสำหรับธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลางในการลดความเสี่ยงจากเหตุการณ์ทางไซเบอร์ ดังนี้
- เลือกโซลูชันความปลอดภัยให้เหมาะกับธุรกิจ โดยพิจารณาจากงบประมาณ ขนาดองค์กร และความต้องการของแต่ละอุตสาหกรรม รวมถึงความสามารถในการป้องกันการโจมตีขั้นสูง เพื่อลดความเสี่ยงจากความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น
- กำหนดกระบวนการควบคุมสิทธิ์เข้าถึง ทั้งทรัพยากรขององค์กรและบริการคลาวด์ พร้อมให้ฝ่ายไอทีสามารถเพิกถอนสิทธิ์ได้ทันทีเมื่อพนักงานออกจากงาน
- สำรองข้อมูลเป็นประจำ ผนวกขั้นตอนการสำรองข้อมูลประจำวันเข้ากับการดำเนินงาน เพื่อปกป้องข้อมูลสำคัญเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินหรือการโจมตีด้วยแรนซัมแวร์
- บริหารความเสี่ยงจากบุคลากร ด้วยการฝึกอบรมอย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับการท่องเว็บอย่างปลอดภัยและการจัดการรหัสผ่านที่เหมาะสม เพื่อสร้างพฤติกรรมด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์อย่างยั่งยืน
- ควบคุมการติดตั้งซอฟต์แวร์ โดยกำหนดให้ฝ่ายไอทีอนุมัติซอฟต์แวร์ใหม่ทั้งหมด เพื่อลดความเสี่ยงจากโปรแกรมที่ไม่ได้รับอนุญาตหรืออาจเป็นช่องทางให้ผู้โจมตีเข้าถึงระบบ





