สกาย ไอซีที เล็งขายเทคโนโลยีหุ่นยนต์สนามบินทั่วโลก! สกาย ไอซีที จับมือ AGIBOT สร้างสมอง AI ในไทย เตรียมฝึกหุ่นยนต์ยกกระเป๋า อาจใช้เวลา 1–2 ปี ก่อนต่อยอดเชิงพาณิชย์
KEY POINTS
- สกาย ไอซีที ร่วมมือกับ AGIBOT พัฒนาหุ่นยนต์ AI สัญชาติไทย เพื่อสร้างองค์ความรู้และบุคลากรด้าน Robotics ภายในประเทศ
- เริ่มต้นโครงการในสนามบิน โดยฝึกหุ่นยนต์ให้ทำงานบริการ เช่น ต้อนรับผู้โดยสาร ให้ข้อมูลเที่ยวบิน และแนะนำการใช้งานเครื่องเช็กอินอัตโนมัติ
- เป้าหมายสำคัญคือการพัฒนาหุ่นยนต์ให้สามารถทำงานที่ซับซ้อนอย่างการยกและเคลื่อนย้ายกระเป๋าสัมภาระ ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาพัฒนา 1-2 ปี
- เมื่อพัฒนา Use Case ในสนามบินสำเร็จ มีแผนนำเทคโนโลยีไปต่อยอดในเชิงพาณิชย์และขยายสู่ตลาดโลกร่วมกับพันธมิตรต่างชาติ
- นอกจากงานในสนามบิน บริษัทยังมองเห็นโอกาสในการนำหุ่นยนต์ไปใช้ในงานด้านความปลอดภัยและพื้นที่เสี่ยงอันตรายในอนาคต
นายสิทธิเดช มัยลาภ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สกาย ไอซีที จำกัด (มหาชน) กล่าวบนเวที Nation Forum ‘The Intelligence Economy เปลี่ยนเทคโนโลยีสู่พลังเศรษฐกิจไทย’ ในหัวข้อ AI ROBOTICS & QUANTUM ว่า บริษัทกำลังเดินหน้าพัฒนาหุ่นยนต์มนุษย์ (Humanoid Robot) ที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อใช้งานในสนามบิน โดยร่วมมือกับ AGIBOT พัฒนาแพลตฟอร์มและองค์ความรู้ด้านหุ่นยนต์ในประเทศไทย ตั้งแต่การต้อนรับผู้โดยสาร การให้ข้อมูลเที่ยวบิน ไปจนถึงการฝึกหุ่นยนต์ยกกระเป๋าสัมภาระ ซึ่งอาจใช้เวลาพัฒนา 1–2 ปี ก่อนต่อยอดเทคโนโลยีออกสู่ตลาดโลก
ความร่วมมือครั้งนี้ไม่ได้มุ่งเพียงนำเข้าหุ่นยนต์จากต่างประเทศ แต่ต้องการถ่ายทอดเทคโนโลยีและสร้างบุคลากรไทยให้มีความสามารถด้าน AI และ Robotics รวมถึงการพัฒนาระบบข้อมูลและกระบวนการฝึก AI ภายในประเทศ เพื่อให้หุ่นยนต์เรียนรู้และปฏิบัติงานได้หลากหลายมากขึ้น โดยมีการกล่าวถึงการสร้าง AI Academy เพื่อพัฒนาทักษะที่เกี่ยวข้องด้วย
ทั้งนี้ หุ่นยนต์ทั่วไปทำงานตามคำสั่งที่โปรแกรมไว้เป็นหลัก ขณะที่ Humanoid Robot สามารถนำ AI เข้ามาช่วยเพิ่มความสามารถในการตอบสนอง ตัดสินใจ และทำงานด้วยตัวเองได้มากขึ้น แต่จำเป็นต้องฝึกระบบให้เข้าใจทั้งภาษาและลักษณะงาน โดยเฉพาะการสื่อสารกับผู้ใช้หลายภาษา เช่น ไทย อังกฤษ จีน และฝรั่งเศส
เร่งสร้าง Use Case หาโอกาสในการใช้งานจริง
สำหรับการใช้งานในสนามบิน บริษัทวางแผนนำหุ่นยนต์มาช่วยต้อนรับผู้โดยสาร แนะนำการใช้เครื่องเช็กอินอัตโนมัติ (Self Check-in Kiosk) และเครื่องโหลดกระเป๋าด้วยตนเอง (Self Bag Drop) ตลอดจนให้ข้อมูลเที่ยวบิน จุดให้บริการ ร้านค้า ห้องน้ำ และเส้นทางภายในอาคารผู้โดยสาร รวมถึงตอบคำถามเกี่ยวกับระยะเวลาที่ต้องใช้ผ่านจุดตรวจความปลอดภัยและด่านตรวจคนเข้าเมือง เพื่อให้ผู้โดยสารวางแผนก่อนขึ้นเครื่องได้สะดวกขึ้น โดยหุ่นยนต์สามารถทำงานควบคู่กับเจ้าหน้าที่สนามบินได้
เขา เสริมว่า อีกขั้นของการพัฒนาคือการฝึกหุ่นยนต์ให้ทำงานในพื้นที่ปฏิบัติการใต้อาคารผู้โดยสาร เช่น การยกและเคลื่อนย้ายกระเป๋าสัมภาระ ซึ่งมีความซับซ้อนกว่าการให้ข้อมูล เนื่องจากกระเป๋ามีขนาด รูปทรง น้ำหนัก และตำแหน่งการวางแตกต่างกัน หุ่นยนต์จึงต้องเรียนรู้ว่าจะใช้มือข้างใดจับ ยก หรือผลักกระเป๋าไปในทิศทางไหน ผ่านการเก็บข้อมูลและฝึกปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง
การพัฒนาระบบดังกล่าวอาจใช้เวลา 1–2 ปี เนื่องจากต้องฝึกให้หุ่นยนต์สามารถทำงานจริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ ก่อนนำรูปแบบการใช้งานหรือ Use Case ไปต่อยอดเชิงพาณิชย์ ซึ่งตอนนี้มีพันธมิตรต่างประเทศซึ่งเป็นบริษัทขนาดใหญ่ในอุตสาหกรรมการบินประมาณ 2–3 ราย ที่พร้อมนำรูปแบบการใช้งานดังกล่าวไปทำตลาดเมื่อพัฒนาสำเร็จ
นอกจากธุรกิจสนามบิน ยังมองเห็นโอกาสนำหุ่นยนต์ไปใช้ในงานรักษาความปลอดภัยและพื้นที่เสี่ยงอันตราย เช่น การลาดตระเวนชายแดน การตรวจสอบบริเวณที่อาจมีวัตถุระเบิด หรือพื้นที่ที่มีความเสี่ยงจากสารกัมมันตรังสี เพื่อลดความจำเป็นที่เจ้าหน้าที่ต้องเข้าไปปฏิบัติงานด้วยตัวเอง โดยหุ่นยนต์สามารถส่งภาพวิดีโอกลับมายังศูนย์ควบคุม พร้อมระบบแจ้งเตือนและติดตามความเคลื่อนไหวได้ ซึ่งเป็นแนวทางการใช้งานที่มีศักยภาพพัฒนาต่อไป
ดึงดาต้าผสานข้อมูลชีวมิติเทรนนิงหุ่นยนต์
อย่างไรก็ตาม การลงทุนในธุรกิจหุ่นยนต์ต้องดำเนินการเป็นขั้นตอน เพราะบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์จำเป็นต้องพิจารณาความคุ้มค่าและผลตอบแทนอย่างรอบคอบ โดยเฉพาะการพัฒนาความสามารถของหุ่นยนต์ให้ทำงานได้มากกว่าการปฏิบัติตามคำสั่ง ซึ่งต้องลงทุนทั้งเทคโนโลยี ข้อมูล และการฝึก AI
สำหรับธุรกิจเทคโนโลยีสนามบินที่บริษัทดำเนินการอยู่แล้ว สกาย ไอซีที ได้นำระบบชีวมิติ (Biometric) มาใช้เชื่อมโยงกระบวนการเดินทางของผู้โดยสาร ตั้งแต่การเช็กอิน การฝากกระเป๋า การตรวจสอบสิทธิผู้โดยสาร ไปจนถึงประตูขึ้นเครื่อง (Boarding Gate) เพื่อช่วยลดขั้นตอนและทำให้การเดินทางสะดวกรวดเร็วขึ้น
ขณะเดียวกัน ยังนำ AI มาช่วยจำลองการเคลื่อนตัวของผู้โดยสารทั้งขาเข้าและขาออก พร้อมวิเคราะห์ข้อมูลพฤติกรรมการใช้บริการภายในสนามบิน เพื่อให้ผู้บริหารสนามบินนำข้อมูลไปปรับการจัดการพื้นที่และบริการต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ตัวอย่างเช่น ข้อมูลพฤติกรรมผู้โดยสารที่สนามบินสุวรรณภูมิ พบว่ากลุ่มผู้โดยสารสายการบินต้นทุนต่ำ โดยเฉพาะผู้เดินทางไปยังประเทศในเอเชียอย่างจีนและอินเดีย มีแนวโน้มใช้เวลาบริเวณชั้น 3 ซึ่งเป็นพื้นที่ร้านค้าและร้านอาหาร โดยผู้โดยสารในกลุ่มดังกล่าวที่ใช้พื้นที่ชั้น 3 มากกว่า 50% แวะร้านสะดวกซื้อ และใช้เวลาภายในร้านไม่น้อยกว่า 30 นาที
ส่วนผู้โดยสารที่เดินทางไปประเทศในยุโรป เช่น ฝรั่งเศส อิตาลี และสเปน มีพฤติกรรมแตกต่างออกไป โดยบางส่วนมักเข้าใช้บริการห้องรับรองผู้โดยสารหลังเช็กอินเป็นเวลาประมาณ 1 ชั่วโมง ขณะที่อีกราว 25% เลือกเดินซื้อสินค้าก่อนขึ้นเครื่อง
หนุนเป้าหมายยกระดับสนามบินไทยด้วย AI
ข้อมูลเหล่านี้มีทั้งแบบรายสัปดาห์และข้อมูลที่ปรับปรุงตามเวลาจริง สามารถนำไปใช้วางแผนการบริหารจัดการสนามบินให้สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้โดยสารแต่ละกลุ่ม ซึ่งนายสิทธิเดชมองว่าจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และสนับสนุนเป้าหมายยกระดับสนามบินไทยให้ก้าวเข้าสู่กลุ่ม 20 อันดับแรกของโลก
นายสิทธิเดช กล่าวถึงทิศทาง AI ในปี 2570 ว่า สิ่งที่สำคัญกว่าเทคโนโลยี AI หรือ Humanoid Robot คือความเร็วในการนำเทคโนโลยีเข้าไปเชื่อมกับธุรกิจหลัก เพราะองค์กรที่มี AI ไม่ได้หมายความว่าจะได้เปรียบคู่แข่งเสมอไป หากไม่สามารถนำมาใช้เพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน สร้างรายได้ หรือขยายผลการใช้งานได้จริง
ในอนาคตมันไม่ได้อยู่ที่ว่าเราลงทุนใน AI มากน้อยขนาดไหน แต่ต้องรู้ว่าลงทุนไปแล้วสามารถเชื่อม AI เข้ากับธุรกิจหลักได้มากน้อยแค่ไหน และสร้างผลลัพธ์ที่วัดได้ ทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพ ประหยัดต้นทุน และเพิ่มผลิตภาพ จากนั้นต้องขยายผลให้มากขึ้น
เขา ยังอ้างถึงการประชุมของ IMF-World Bank 2026 เมื่อสัปดาห์ก่อน ซึ่งมีการกล่าวถึงแนวโน้มตั้งแต่ปี 2570 เป็นต้นไปว่า ประเทศต่าง ๆ จะเริ่มมีความแตกต่างกันชัดเจนระหว่างกลุ่มที่ยังไม่สามารถนำ AI ไปสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจกับกลุ่มที่นำ AI เข้าไปเชื่อมกับธุรกิจและเพิ่มผลิตภาพได้แล้ว โดยกลุ่มหลังจะมีความได้เปรียบด้านความเร็วและการแข่งขันมากกว่า
เมื่อพิจารณาสถานการณ์เศรษฐกิจไทย นายสิทธิเดชกล่าวว่า แม้ประเทศไทยมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 3 ของอาเซียน รองจากอินโดนีเซียและสิงคโปร์ แต่กลับมีอัตราการเติบโตต่ำ โดยอ้างข้อมูลจากการประชุมกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ว่า เศรษฐกิจไทยปี 2569 เติบโตประมาณ 2.1% อยู่ในอันดับ 9 ของอาเซียน ขณะที่เวียดนามมีอัตราการเติบโตมากกว่า 6%
สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนว่า ไทยยังอาศัยฐานเศรษฐกิจเดิมเป็นหลัก และหากไม่เร่งยกระดับผลิตภาพด้วยเทคโนโลยี ก็มีความเสี่ยงสูญเสียความสามารถในการแข่งขันในอีกไม่เกิน 5 ปีตามมุมมองของเขา โดยภาคธุรกิจจำเป็นต้องเปลี่ยนจากการใช้ AI เพียงเพื่อช่วยค้นหาข้อมูล ตอบคำถาม หรือลดภาระงานประจำ ไปสู่การนำ AI มาปรับกระบวนการดำเนินธุรกิจโดยตรง
นายสิทธิเดชมองว่า ประเทศไทยเริ่มมีความพร้อมในการก้าวข้ามบทบาทผู้ใช้เทคโนโลยีชั้นนำจากจีนและประเทศตะวันตก ไปสู่การเป็นผู้พัฒนาเทคโนโลยีของตัวเอง เพื่อสร้างรายได้และแข่งขันในตลาดโลก แต่ยังต้องได้รับการสนับสนุนที่เหมาะสมและความมั่นใจในการลงทุน ดังนั้น จุดหนึ่งแล้วที่เราพร้อมจะเป็นผู้สร้างเทคโนโลยีเอง ใช้เทคโนโลยีของเราเองสร้างรายได้ให้ประเทศมากขึ้น เราพร้อมจะไปยืนบนเวทีโลก แต่ต้องการการสนับสนุนที่ดีและความมั่นใจที่จะเดินหน้า





