โลกควรเก็บภาษีจากชิป พลังประมวลผล หรือการใช้บริการเอไอหรือไม่? เวที IMF 2026 เปิดข้อถกเถียงเรื่องการใช้ภาษีชะลอการแทนที่แรงงาน ซึ่งอาจช่วยลดผลกระทบต่อการจ้างงาน แต่ทำให้ประโยชน์ด้านผลิตภาพและค่าจ้างเกิดขึ้นช้าลง
KEY POINTS
- IMF กังวลว่า การใช้เอไอแทนที่แรงงานมนุษย์จะทำให้รายได้ภาษีของรัฐบาลลดลง เนื่องจากฐานภาษีจากรายได้แรงงานจะหดตัวลง
- กำไรจากอุตสาหกรรมเอไอกระจุกตัวอยู่ในบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่เพียงไม่กี่แห่งและไม่กี่ประเทศ
- มีการหารือถึงแนวทางการปฏิรูประบบภาษีเพื่อรับมือ เช่น เก็บภาษีพิเศษจากเอไอโดยตรง หรือการปรับสมดุลโครงสร้างภาษีระหว่างทุนและแรงงาน เพื่อชดเชยรายได้ที่หายไปและลดความเหลื่อมล้ำ
ในการประชุมประจำปี 2569 ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารโลก (World Bank) ประเด็นผลกระทบของปัญญาประดิษฐ์ต่อระบบภาษีกลายเป็นหนึ่งในหัวข้อที่ถูกหยิบยกขึ้นมาหารือในเวที New Economy Forum ภายใต้หัวข้อ Rethinking Taxation for the AI Era
กาหารือครั้งนี้มีโจทย์ว่า เอไอกำลังเปลี่ยนเศรษฐกิจ เปิดโอกาสการเติบโตใหม่ ขณะเดียวกันก็ทำให้เกิดคำถามเรื่องการแทนที่แรงงาน ความเหลื่อมล้ำที่เพิ่มขึ้น และแรงกดดันต่อการเงินของรัฐ จึงต้องถามว่าระบบภาษีควรปรับตัวหรือไม่ และปรับอย่างไร กำไรของบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ควรเก็บภาษีที่ไหนและอย่างไร ควรเก็บภาษีจากแรงงานหรือทุนมากกว่ากัน รัฐควรเรียกเก็บภาษีพิเศษจากเอไอ เช่น ภาษีการประมวลผล (compute) พลังงาน หรือค่าสมาชิกบริการเอไอ หรือไม่ โดยต้องหาจุดสมดุลระหว่างการหารายได้ การดูแลผลกระทบด้านการกระจายรายได้ และการรักษาทั้งนวัตกรรม การแพร่กระจายของเทคโนโลยี และความยั่งยืนทางการคลังในระยะยาว
เศรษฐกิจโต แต่รายได้ภาษีอาจลดลง แรงงานถูกแทนที่ด้วยเอไอ
เอเดรียน บราวน์ (Adrian Brown) ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Windfall Trust เริ่มต้นด้วยการอธิบายความเสี่ยงที่เอไออาจสร้างต่อฐานะการคลังของรัฐบาล โดยระบุว่า หากเทคโนโลยีทำให้ความต้องการแรงงานลดลง หรือทำให้ระดับค่าจ้างในระบบเศรษฐกิจลดต่ำลง รายได้ภาษีที่รัฐบาลจัดเก็บจากแรงงานก็จะได้รับผลกระทบโดยตรง
ปัจจุบัน ประเทศพัฒนาแล้วพึ่งพารายได้ภาษีที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของประชาชนในสัดส่วนสำคัญ ขณะที่รายได้ภาษีจากทุนในกลุ่มประเทศองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) มีสัดส่วนเฉลี่ยประมาณ 15% ของรายได้รัฐบาล
ปัญหาจะเกิดขึ้นเมื่อบริษัทต่างๆ เปลี่ยนจากการจ้างแรงงานมนุษย์ไปลงทุนในเครื่องจักรและระบบเอไอมากขึ้น เพราะแม้บริษัทอาจผลิตสินค้าและบริการได้มากกว่าเดิม แต่รายได้ที่เคยจ่ายเป็นค่าจ้างแรงงานจะเปลี่ยนไปเป็นผลตอบแทนจากทุน ซึ่งมีโครงสร้างภาษีแตกต่างออกไป
บราวน์อธิบายว่า นี่อาจทำให้รัฐบาลสูญเสียรายได้ภาษี แม้เศรษฐกิจจะยังคงผลิตสินค้าและบริการได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นก็ตาม
อีกปัญหาหนึ่งคือ อุตสาหกรรมเอไอมีแนวโน้มกระจุกตัวอยู่ในมือบริษัทขนาดใหญ่เพียงไม่กี่แห่ง ขณะที่การสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจเกิดขึ้นผ่านห่วงโซ่ธุรกิจที่เชื่อมโยงหลายประเทศ
ตัวอย่างเช่น บริษัทในประเทศหนึ่งอาจใช้เอไอเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน แต่รายได้ส่วนหนึ่งจากการใช้เทคโนโลยีกลับไหลไปยังบริษัทผู้พัฒนาเอไอที่ตั้งอยู่ต่างประเทศ ทำให้ประเทศที่นำเทคโนโลยีมาใช้อาจไม่สามารถจัดเก็บภาษีจากมูลค่าทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นได้อย่างเต็มที่
แม้แต่ประโยชน์ที่ผู้บริโภคได้รับจากเอไอก็อาจกลายเป็นความท้าทายด้านภาษี เพราะเอไอสามารถทำให้สินค้าและบริการบางประเภทมีราคาถูกลงอย่างมาก หรือทำให้บริการบางอย่างกลายเป็นบริการฟรี ซึ่งอาจลดมูลค่าธุรกรรมที่รัฐบาลนำมาใช้เป็นฐานในการจัดเก็บภาษี
ขณะเดียวกัน หากบริษัทจำนวนมากนำเอไอมาใช้แทนแรงงาน รัฐบาลก็อาจต้องเพิ่มรายจ่ายด้านการช่วยเหลือผู้ว่างงานและสวัสดิการสังคม ส่งผลให้เกิดแรงกดดันสองด้านพร้อมกัน คือรายได้ภาษีลดลง แต่รายจ่ายเพิ่มขึ้น
บราวน์ เปิดเผยว่า Windfall Trust ได้จัดทำแบบจำลองผลกระทบต่อระบบการคลังของประเทศ OECD โดยสมมติให้แรงงานประมาณ 30% ถูกแทนที่ภายในระยะเวลา 10 ปี ผลการประเมินพบว่า ภายใต้สถานการณ์ดังกล่าว รายได้รัฐบาลอาจลดลงประมาณ 3-4% และหากรวมผลกระทบจากการที่รายได้หรือกำไรย้ายไปอยู่ในต่างประเทศ รายได้รัฐบาลอาจลดลงถึงประมาณ 8%
หากคำนวณรวมค่าใช้จ่ายด้านสวัสดิการที่เพิ่มขึ้นด้วย แรงกดดันต่อฐานะการคลังโดยรวมอาจสูงถึงระดับตัวเลขสองหลัก อย่างไรก็ตาม ตัวเลขเหล่านี้เป็นผลการประเมินภายใต้สมมติฐาน ไม่ใช่การยืนยันว่าแรงงาน 30% จะต้องถูกแทนที่จริง แต่สะท้อนขนาดของความเสี่ยงที่รัฐบาลอาจต้องเตรียมรับมือ
“นี่เป็นปัญหาที่ร้ายแรงมาก รัฐบาลทุกประเทศควรเริ่มทดสอบความสามารถในการรับมือกับสถานการณ์ทางการคลังตั้งแต่ตอนนี้ ทั้งระบบภาษีและระบบสวัสดิการ ก่อนที่การเปลี่ยนแปลงจากเอไอจะเกิดขึ้น เราไม่แน่ใจว่าสิ่งนี้จะเกิดขึ้นจริงหรือไม่ และไม่รู้ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อใด แต่การเตรียมความพร้อมตั้งแต่วันนี้จะเป็นประโยชน์อย่างมากในอนาคต” บราวน์กล่าว
ประเทศกำลังพัฒนาอาจสูญเสียรายได้ภาษีน้อยกว่า แต่คนตกงานอาจไม่ได้รับความช่วยเหลือ
ไอโออานา มารีเนสคู (Ioana Marinescu) ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย อธิบายว่า ผลกระทบจากเอไอต่อประเทศกำลังพัฒนาอาจแตกต่างจากประเทศร่ำรวย เนื่องจากทั้งสองกลุ่มมีโครงสร้างภาษี การจ้างงาน และระบบสวัสดิการไม่เหมือนกัน
ประการแรก ประเทศกำลังพัฒนามักพึ่งพาภาษีจากการบริโภค เช่น ภาษีการขาย มากกว่าภาษีที่เกี่ยวข้องกับรายได้แรงงาน ดังนั้น หากเอไอทำให้ค่าจ้างลดลงหรือแรงงานตกงาน ผลกระทบต่อรายได้ภาษีโดยตรงอาจไม่รุนแรงเท่ากับประเทศที่พึ่งพาภาษีแรงงานในสัดส่วนสูง
ประการที่สอง ประเทศกำลังพัฒนามักมีแรงงานอยู่ในอาชีพที่เอไอสามารถทำงานแทนได้ในสัดส่วนต่ำกว่า โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับประเทศที่มีการจ้างงานจำนวนมากในภาคเทคโนโลยีสารสนเทศและการเงิน
อย่างไรก็ตาม มารีเนสคู ระบุว่า ยังมีอุตสาหกรรมบางประเภทที่เผชิญความเสี่ยงสูง เช่น ธุรกิจรับจ้างดำเนินกระบวนการทางธุรกิจ ซึ่งรับงานบริการ งานธุรการ หรือการประมวลผลข้อมูลจากบริษัทอื่น และเป็นหนึ่งในกลุ่มธุรกิจที่อาจถูกเอไอเข้ามาทดแทนงานบางส่วนได้มาก การมีงานที่เสี่ยงถูกแทนที่น้อยกว่ายังหมายความว่า ประเทศกำลังพัฒนาอาจมีโอกาสนำเอไอไปเพิ่มผลิตภาพในบางภาคเศรษฐกิจได้น้อยกว่าประเทศพัฒนาแล้วด้วย
ประการที่สามคือ ระบบสวัสดิการสังคม ประเทศกำลังพัฒนามักมีการคุ้มครองแรงงานที่ครอบคลุมน้อยกว่า และจ่ายสวัสดิการในระดับต่ำกว่า ทำให้หากเกิดการว่างงาน รัฐบาลอาจไม่ต้องเพิ่มรายจ่ายมากเท่าประเทศพัฒนาแล้ว แต่สิ่งนี้ไม่ได้หมายความว่าประชาชนได้รับผลกระทบน้อยกว่า เพราะแรงงานที่สูญเสียงานอาจไม่ได้รับเงินช่วยเหลือหรือไม่ได้อยู่ในระบบคุ้มครองทางสังคมเลย
มารีเนสคู จึงมองว่า ความเสี่ยงทางการคลังที่ต่ำกว่าในบางประเทศ อาจมาพร้อมกับความเปราะบางของประชาชนที่สูงกว่า
ด้าน มิแรนดา สจ๊วต (Miranda Stewart) ศาสตราจารย์ด้านกฎหมายภาษีจากมหาวิทยาลัยนิวยอร์ก เสริมว่า ประเทศกำลังพัฒนายังมีโจทย์เรื่องโครงสร้างประชากร โดยเฉพาะประเทศที่มีแรงงานวัยหนุ่มสาวจำนวนมาก เพราะการเพิ่มจำนวนคนทำงานจะช่วยขยายฐานภาษีได้ก็ต่อเมื่อค่าจ้างของประชาชนเพิ่มขึ้นด้วย หากคนจำนวนมากยังมีรายได้ต่ำ ความสามารถในการจัดเก็บภาษีของรัฐบาลก็ยังจำกัด
ควรเก็บภาษีจากเอไอหรือไม่? ระหว่างชะลอการตกงานกับชะลอประโยชน์ทางเศรษฐกิจ
หนึ่งในคำถามสำคัญของการเสวนาคือ รัฐบาลควรจัดเก็บภาษีจากเอไอโดยตรงหรือไม่ และหากต้องการทำเช่นนั้น ควรเก็บจากส่วนใดของเทคโนโลยี
มารีเนสคู นำเสนองานวิจัยที่อยู่ระหว่างการพัฒนา ซึ่งใช้แบบจำลองทางเศรษฐศาสตร์ศึกษาผลของการลงทุนเอไอต่อการจ้างงานและค่าจ้าง โดยเปรียบเทียบผลของการเก็บภาษีจากการลงทุนสร้างเอไอ กับการเก็บภาษีจากการนำเอไอไปใช้งานจริง
แนวทางแรกคือ การเก็บภาษีจากปัจจัยที่ใช้ในการพัฒนาเอไอ เช่น ชิปคอมพิวเตอร์หรือพลังประมวลผล ซึ่งเป็นทรัพยากรสำคัญในการพัฒนาเทคโนโลยีให้มีความสามารถเพิ่มขึ้น เมื่อการลงทุนมีต้นทุนสูงขึ้น การพัฒนาเอไอก็จะชะลอตัวลง และบริษัทต่างๆ อาจไม่สามารถนำระบบอัตโนมัติมาทดแทนแรงงานได้รวดเร็วเท่าเดิม
ผลจากแบบจำลองพบว่า ภาษีประเภทนี้สามารถช่วยลดระดับการว่างงานสูงสุดที่เกิดขึ้นระหว่างการเปลี่ยนผ่านได้ และทำให้ผลกระทบต่อแรงงานค่อยๆ กระจายออกไปในระยะเวลาที่ยาวขึ้น
อย่างไรก็ตาม มาตรการดังกล่าวมีต้นทุน เพราะการชะลอการพัฒนาเอไอจะทำให้ผลประโยชน์ด้านผลิตภาพและการเพิ่มขึ้นของค่าจ้างในอนาคตเกิดขึ้นช้าลงเช่นกัน
อีกแนวทางหนึ่งคือ การเก็บภาษีจากการนำเอไอไปใช้ เช่น ภาษีโทเคน (Token Tax) ซึ่งอาจเชื่อมโยงกับหน่วยข้อมูลที่ใช้ในการประมวลผลและให้บริการเอไอ ภาษีประเภทนี้ไม่ได้มุ่งจำกัดการลงทุนสร้างเทคโนโลยีโดยตรง แต่เพิ่มต้นทุนเมื่อนำเอไอไปใช้ในการทำงานจริง
มารีเนสคู อธิบายว่า ตามแบบจำลอง การเก็บภาษีจากการใช้งานจะทำให้บริษัทต่างๆ นำเอไอมาใช้ช้าลง แต่ระดับการว่างงานสูงสุดอาจยังรุนแรงเท่าเดิม เพียงเกิดขึ้นในเวลาที่ช้ากว่าเดิมเท่านั้น กล่าวคือ มาตรการนี้อาจช่วยให้แรงงานมีเวลาเตรียมตัวมากขึ้น แต่ไม่ได้ทำให้ผลกระทบจากการแทนที่แรงงานหายไป และยังทำให้ประโยชน์จากผลิตภาพที่สูงขึ้นเกิดขึ้นช้าลงด้วย
แล้วเหตุใดรัฐบาลจึงอาจยังต้องการเก็บภาษีเอไอ?
มารีเนสคู อธิบายว่า เหตุผลหนึ่งคือแรงงานบางกลุ่มอาจไม่สามารถฝึกทักษะใหม่หรือเปลี่ยนอาชีพได้ง่าย โดยเฉพาะคนที่อยู่ใกล้วัยเกษียณ หากเทคโนโลยีเข้ามาแทนที่งานของคนกลุ่มนี้อย่างรวดเร็ว พวกเขาอาจไม่สามารถหางานใหม่ได้ก่อนออกจากตลาดแรงงาน
ในสถานการณ์เช่นนี้ การเก็บภาษีเอไอชั่วคราวเพื่อชะลอการเปลี่ยนผ่านอาจช่วยรักษาการจ้างงานไว้จนกว่าแรงงานจะเกษียณได้
อีกเหตุผลหนึ่งคือ แรงงานที่ตกงานอาจไม่มีเงินออมเพียงพอ หรือเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ยาก ทำให้ต้องเผชิญปัญหาด้านรายได้ระหว่างหางานใหม่ การชะลอการใช้เอไอจึงอาจช่วยลดความรุนแรงของผลกระทบทางการเงินที่เกิดกับครัวเรือน
อย่างไรก็ตาม ทั้งสองแนวทางตั้งอยู่บนสมมติฐานว่าการว่างงานจากเอไอเป็นผลกระทบในช่วงเปลี่ยนผ่าน และแรงงานส่วนใหญ่จะสามารถกลับเข้าสู่ตลาดแรงงานได้ในที่สุด
หากเอไอทำให้จำนวนงานในเศรษฐกิจลดลงอย่างถาวร มารีเนสคู ระบุว่า การเก็บภาษีเอไอเพียงอย่างเดียวจะไม่เพียงพอ รัฐบาลจำเป็นต้องพิจารณาฐานภาษีอื่นๆ ที่กว้างขึ้นด้วย แม้เธอยังไม่เห็นว่าการลดลงของจำนวนงานอย่างถาวรเป็นสถานการณ์ที่มีความเป็นไปได้สูงในระยะกลาง
“การตัดสินใจชะลอเอไอต้องพิจารณาควบคู่กับข้อเท็จจริงที่ว่า เรากำลังชะลอประโยชน์จากเอไอด้วยเช่นกัน และไม่ว่าอย่างไรก็ตาม เราจำเป็นต้องคิดถึงการปฏิรูประบบคุ้มครองทางสังคม เพื่อให้แรงงานได้รับการปกป้องจากผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในช่วงเปลี่ยนผ่าน” มารีเนสคูกล่าว
เก็บภาษีโทเคนเหมือนบริการสตรีมมิงได้หรือไม่?
สจ๊วต อธิบายว่า หากรัฐบาลต้องการเก็บภาษีจากการใช้บริการเอไอ การจัดเก็บภาษีจากการบริโภคอาจเป็นหนึ่งในแนวทางที่สามารถออกแบบกฎหมายรองรับได้ โดยเปรียบเทียบการใช้บริการเอไอกับการดาวน์โหลดเนื้อหาดิจิทัลหรือบริการสตรีมมิงเพลง ซึ่งรัฐบาลสามารถจัดเก็บภาษีจากธุรกรรมที่เกิดขึ้นได้
ในกรณีของเอไอ รัฐบาลจึงอาจพิจารณาว่าการซื้อโทเคนหรือการใช้บริการเอไอเข้าข่ายกิจกรรมที่ต้องเสียภาษีการบริโภคหรือไม่ อย่างไรก็ตาม การออกแบบภาษีให้จัดเก็บได้จริงต้องมีองค์ประกอบที่ชัดเจน ทั้งการระบุว่าใครเป็นผู้เสียภาษี ธุรกรรมใดต้องเสียภาษี จะคำนวณมูลค่าภาษีอย่างไร และรัฐบาลจะสามารถจัดเก็บเงินจากจุดใดของธุรกรรม
ดังนั้น ประเทศที่มีภาษีบริการอยู่แล้วอาจจำเป็นต้องทบทวนคำนิยามของบริการดิจิทัลในกฎหมาย เพื่อพิจารณาว่าครอบคลุมการใช้บริการเอไอรูปแบบใหม่หรือไม่
ส่วนการเก็บภาษีจากปัจจัยการผลิตเอไอ สจ๊วต ตั้งข้อสังเกตว่า แนวโน้มที่เกิดขึ้นจริงในหลายประเทศกำลังเคลื่อนไปในทิศทางตรงกันข้าม เพราะรัฐบาลกำลังให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีเพื่อเร่งการลงทุนในอุตสาหกรรมเอไอ
มาตรการเหล่านี้รวมถึงการลดภาษี การอนุญาตให้บริษัทหักค่าใช้จ่ายลงทุนด้านโรงงานและเครื่องจักรได้เต็มจำนวน รวมถึงการหักรายจ่ายด้านแรงงานที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ
สจ๊วต มองว่า ปัจจัยการผลิตที่รัฐบาลควรให้ความสำคัญเป็นพิเศษคือพลังงาน น้ำ และที่ดิน ซึ่งเป็นทรัพยากรสำคัญสำหรับการดำเนินงานของศูนย์ข้อมูล โดยควรพิจารณาระบบภาษีและการกำหนดราคาทรัพยากรเหล่านี้ให้สอดคล้องกับนโยบายด้านพลังงานและสภาพภูมิอากาศด้วย
ระบบภาษีกำลังจูงใจให้บริษัทใช้เครื่องจักรแทนคน?
บราวน์ ตั้งคำถามว่า ก่อนจะเริ่มออกแบบภาษีเอไอประเภทใหม่ รัฐบาลควรกลับมาพิจารณาระบบภาษีที่มีอยู่ก่อนว่าทำงานได้ดีเพียงใด เพราะปัญหาหลายอย่างในระบบภาษีไม่ได้เกิดขึ้นจากเอไอ แต่สะสมมานานและแก้ไขได้ยากด้วยเหตุผลทางการเมือง
หนึ่งในนั้นคือ ความแตกต่างระหว่างภาษีจากแรงงานกับภาษีจากทุน บราวน์ อธิบายว่า หากรัฐบาลเก็บภาษีจากแรงงานในอัตราสูงกว่าการเก็บภาษีจากทุน เท่ากับว่าระบบภาษีกำลังสร้างแรงจูงใจให้บริษัทเลือกลงทุนในเครื่องจักรและระบบอัตโนมัติแทนการจ้างคนทำงาน
เมื่อเอไอมีความสามารถเพิ่มขึ้น ระบบภาษีลักษณะนี้อาจยิ่งเร่งให้บริษัทตัดสินใจเปลี่ยนจากแรงงานมนุษย์ไปสู่เทคโนโลยีเร็วขึ้น
“หากเรากังวลเกี่ยวกับผลกระทบของเอไอต่อการสูญเสียงานและการใช้ระบบอัตโนมัติ ระบบภาษีที่เก็บจากแรงงานสูงกว่าทุนก็กำลังสร้างแรงจูงใจให้เกิดการใช้ระบบอัตโนมัติอยู่แล้ว เท่ากับว่ารัฐบาลกำลังเหยียบคันเร่งในกระบวนการที่เอไอก็กำลังเร่งให้เกิดขึ้น และนั่นอาจไม่ได้นำไปสู่ผลลัพธ์ที่ดี” บราวน์กล่าว
เขายกตัวอย่างว่า ฝรั่งเศสมีความแตกต่างระหว่างภาระภาษีจากแรงงานและทุนประมาณ 22 จุดเปอร์เซ็นต์ ขณะที่เม็กซิโกมีโครงสร้างต่างออกไป โดยภาษีจากทุนสูงกว่าภาษีจากแรงงานตามข้อมูลที่เขากล่าวถึง
บราวน์ เสนอให้รัฐบาลกลับมาพิจารณาเครื่องมือภาษีที่มีอยู่แล้ว เช่น ภาษีความมั่งคั่ง ภาษีมรดก และภาษีการบริโภค เพื่อดูว่าจะนำมาปรับใช้กับโครงสร้างเศรษฐกิจยุคเอไอได้อย่างไร แทนที่จะมองว่าทุกปัญหาจำเป็นต้องแก้ด้วยภาษีเอไอประเภทใหม่
อย่างไรก็ตาม มารีเนสคู เตือนว่า การเพิ่มภาษีจากทุนทุกประเภทอาจไม่ใช่คำตอบ เพราะทุนไม่ได้มีหน้าที่ทำงานแทนมนุษย์เพียงอย่างเดียว แต่ยังช่วยให้แรงงานทำงานได้อย่างมีผลิตภาพมากขึ้นด้วย โดยยกตัวอย่างว่า หากแรงงานย้ายออกจากอุตสาหกรรมที่ใช้เอไอทำงานแทนคน ไปยังอุตสาหกรรมที่ยังจำเป็นต้องใช้แรงงานมนุษย์ อุตสาหกรรมปลายทางจะต้องลงทุนเพิ่มในเครื่องจักรและอุปกรณ์ เพื่อให้แรงงานที่ย้ายเข้ามามีเครื่องมือเพียงพอสำหรับทำงาน
หากการลงทุนในอุตสาหกรรมเหล่านี้ไม่เพิ่มขึ้น ปริมาณทุนต่อแรงงานจะลดลง และอาจทำให้ค่าจ้างลดลงตามไปด้วย มารีเนสคู จึงเห็นว่า รัฐบาลควรแยกพิจารณาทุนที่นำมาใช้ทดแทนแรงงานกับทุนที่ช่วยเพิ่มผลิตภาพของแรงงาน เพราะการขึ้นภาษีทุนทั้งหมดในอัตราเดียวกันอาจส่งผลเสียต่ออุตสาหกรรมที่ต้องรองรับแรงงานจากภาคเศรษฐกิจอื่น
อย่างน้อยที่สุด มารีเนสคู มองว่ารัฐบาลควรหลีกเลี่ยงการให้ทุนที่ใช้แทนแรงงานได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีมากกว่าทุนประเภทอื่น
35 รัฐในสหรัฐ แข่งลดภาษีดึงดาต้าเซ็นเตอร์ สวนทางแนวคิดเก็บภาษีเอไอ
รุด เดอ โมย (Ruud De Mooij) รองผู้อำนวยการฝ่ายกิจการการคลังของ IMF หยิบยกความขัดแย้งเชิงนโยบายอีกประเด็นหนึ่งขึ้นมาหารือ นั่นคือในขณะที่มีข้อเสนอให้เก็บภาษีจากเอไอเพื่อชะลอผลกระทบต่อตลาดแรงงาน รัฐบาลหลายประเทศกลับกำลังแข่งขันกันให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีเพื่อเร่งการลงทุนในอุตสาหกรรมเดียวกัน
เดอ โมย ระบุว่า สหรัฐมี 35 รัฐที่ให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีเพื่อดึงดูดการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ ขณะที่บางประเทศในยุโรปใช้มาตรการยกเว้นภาษีชั่วคราว (Tax Holiday) เพื่อดึงบริษัทในห่วงโซ่ธุรกิจเอไอเข้ามาลงทุน
มารีเนสคู อธิบายว่า การแข่งขันด้านภาษีเป็นปัญหาที่จัดการได้ยาก แม้จะมีความพยายามกำหนดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลขั้นต่ำทั่วโลกที่ 15% แต่การดำเนินการตามมาตรการดังกล่าวยังเผชิญความท้าทาย
ในมุมตลาดแรงงาน หากรัฐบาลให้สิทธิประโยชน์แก่การลงทุนเอไอมากกว่าการลงทุนประเภทอื่น ก็อาจทำให้บริษัทเร่งเปลี่ยนไปใช้ระบบอัตโนมัติเร็วขึ้น ซึ่งตามแบบจำลองของเธออาจทำให้การว่างงานสูงสุดในช่วงเปลี่ยนผ่านเพิ่มขึ้น แต่ในอีกด้านหนึ่ง การเร่งลงทุนก็จะทำให้ประโยชน์จากผลิตภาพที่สูงขึ้นเกิดขึ้นเร็วขึ้นเช่นกัน
มารีเนสคู จึงมองว่า สิ่งสำคัญคือรัฐบาลต้องมีระบบคุ้มครองทางสังคมที่สามารถรองรับผลกระทบได้ โดยเฉพาะในประเทศที่เลือกเร่งการลงทุนและนำเอไอมาใช้ เพราะแรงงานอาจต้องเผชิญการเปลี่ยนแปลงเร็วขึ้นตามไปด้วย
บิ๊กเทคสร้างกำไรทั่วโลก แต่ประเทศที่มีผู้ใช้งานจะเก็บภาษีอย่างไร?
อีกหนึ่งโจทย์ใหญ่คือ การจัดเก็บภาษีจากกำไรของบริษัทเทคโนโลยีข้ามชาติ โดยเฉพาะบริษัทที่พัฒนาเอไอและสามารถให้บริการแก่ผู้ใช้งานทั่วโลกได้โดยไม่จำเป็นต้องมีสำนักงานหรือฐานการผลิตขนาดใหญ่ในทุกประเทศ
สจ๊วต อธิบายว่า บริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ใช้ความรู้ ทักษะ และความสามารถทางเทคโนโลยีเพื่อสร้างผลตอบแทนที่สูงกว่าผลตอบแทนปกติทางเศรษฐกิจ หรือที่เรียกว่า Economic Rent ผลตอบแทนส่วนเกินเหล่านี้เป็นรายได้ที่รัฐบาลควรพยายามจัดเก็บภาษี โดยเฉพาะผ่านภาษีเงินได้นิติบุคคล ซึ่งยังมีความสำคัญมากสำหรับประเทศกำลังพัฒนา
อย่างไรก็ตาม บริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่จำนวนมากกระจุกตัวอยู่ในประเทศเพียงไม่กี่แห่ง โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา ทำให้ประเทศอื่นที่เป็นตลาดของบริการเอไออาจไม่ได้รับรายได้ภาษีจากมูลค่าที่เกิดขึ้นในประเทศของตนอย่างเหมาะสม
สจ๊วต ระบุว่า สหรัฐมีทั้งตลาดผู้บริโภคขนาดใหญ่และกิจกรรมทางเศรษฐกิจภายในประเทศที่สามารถจัดเก็บภาษีได้ แต่ผลตอบแทนที่บริษัทเทคโนโลยีสร้างขึ้นทั่วโลกยังไม่ได้ถูกจัดเก็บภาษีอย่างครอบคลุมทั้งในสหรัฐ และประเทศอื่น
สำหรับประเทศเศรษฐกิจเปิดที่ไม่ได้เป็นที่ตั้งของบริษัทผู้พัฒนาเทคโนโลยีรายใหญ่ แต่มีประชาชนและธุรกิจเป็นผู้ใช้บริการเอไอ คำถามคือรัฐบาลเหล่านี้จะสามารถจัดเก็บภาษีจากส่วนแบ่งมูลค่าที่เกิดขึ้นได้อย่างไร
สจ๊วตเห็นว่า ปัญหานี้ทำให้ความร่วมมือด้านภาษีระหว่างประเทศมีความจำเป็นมากขึ้น “เรื่องนี้ทำให้เหตุผลในการสร้างความร่วมมือหรือการประสานงานระหว่างประเทศเข้มแข็งยิ่งขึ้น ฉันรู้ว่ามันเป็นเรื่องยาก แต่เราไม่ควรยอมแพ้ เพราะเป็นเรื่องจำเป็น มิฉะนั้นเราอาจต้องสูญเสียฐานภาษีส่วนหนึ่ง ซึ่งทำให้รายได้รัฐบาลลดลง และยังมีส่วนทำให้ความเหลื่อมล้ำเพิ่มขึ้นด้วย”
โดยเสนอว่า ระบบภาษีระหว่างประเทศควรให้ความสำคัญกับการจัดเก็บกำไรสุทธิของบริษัทข้ามชาติ และพิจารณาว่าผู้ใช้งาน ข้อมูล และตลาดปลายทางควรมีบทบาทอย่างไรในการกำหนดสิทธิของแต่ละประเทศในการจัดเก็บภาษี
สจ๊วตกล่าวถึงความพยายามปฏิรูประบบภาษีระหว่างประเทศภายใต้แนวทาง Pillar One ของ OECD ซึ่งพยายามปรับการจัดสรรสิทธิในการเก็บภาษีกำไรของบริษัทข้ามชาติ แต่เธอระบุว่าความพยายามดังกล่าวไม่สามารถนำไปสู่การบังคับใช้ได้ เนื่องจากโครงสร้างของอนุสัญญาเปิดทางให้สหรัฐฯ มีอำนาจยับยั้ง ส่งผลให้อนุสัญญาไม่ได้รับการลงนาม
อีกแนวทางหนึ่งคือ กระบวนการจัดทำกรอบอนุสัญญาความร่วมมือด้านภาษีระหว่างประเทศภายใต้สหประชาชาติ หรือ UN Framework Convention on International Tax Cooperation ซึ่งอาจเปิดโอกาสให้ประเทศต่างๆ ร่วมกันพัฒนากติกาที่คำนึงถึงมูลค่าทางเศรษฐกิจจากข้อมูล ผู้ใช้งาน และตลาดได้มากขึ้น
บราวน์ เห็นด้วยว่าการจัดเก็บภาษีจากบริษัทเอไอข้ามชาติมีความซับซ้อน เพราะมูลค่าทางเศรษฐกิจส่วนสำคัญเกิดจากทรัพย์สินที่ไม่มีตัวตน เช่น ซอฟต์แวร์ อัลกอริทึม และสิทธิในเทคโนโลยี ซึ่งยากต่อการระบุว่ากำไรเกิดขึ้นในประเทศใด โดยเสนอให้รัฐบาลเริ่มทบทวนกติกาที่เกี่ยวข้องกับสถานประกอบการถาวรของบริษัท การจ่ายค่าสิทธิระหว่างบริษัท และการปฏิบัติทางภาษีต่อหุ่นยนต์หรือระบบอัตโนมัติ ก่อนที่การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีจะขยายตัวมากขึ้น
ประเทศกำลังพัฒนาถามกลับ ทำไมไม่ใช้เอไอช่วยเก็บภาษี แทนการเก็บภาษีเอไอ
ช่วงถามตอบของเวทีมีผู้แทนจากประเทศกำลังพัฒนาหลายรายเสนอให้มองอีกด้านหนึ่งของเทคโนโลยี โดยเห็นว่าเอไออาจเป็นเครื่องมือช่วยเพิ่มรายได้ให้รัฐบาล มากกว่าจะเป็นเพียงความเสี่ยงต่อฐานภาษี
คามาล อันดิวาล (Kamal Andiwal) จาก GSMA ยกตัวอย่างประเทศในแอฟริกาที่มีสัดส่วนรายได้ภาษีต่อ GDP ต่ำกว่าประเทศ OECD อย่างมาก โดยส่วนหนึ่งเป็นผลจากเศรษฐกิจนอกระบบที่มีขนาดใหญ่ ซึ่งในบางประเทศคิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 50% ของ GDP
เขาตั้งคำถามว่า แทนที่จะมุ่งคิดว่าจะเก็บภาษีจากเอไออย่างไร เหตุใดจึงไม่สนับสนุนให้รัฐบาลนำเอไอมาใช้ตรวจสอบกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ยังอยู่นอกระบบภาษี เพื่อขยายฐานภาษีและเพิ่มรายได้ของรัฐบาลอย่างยั่งยืน
ยานโก บาดาโบ (Yanko Badabo) อธิบดีหน่วยงานจัดเก็บรายได้ของแกมเบีย กล่าวในทิศทางเดียวกันว่า ประเทศกำลังพัฒนามีศักยภาพในการจัดเก็บภาษีมากกว่าที่ทำได้ในปัจจุบัน แต่ยังขาดเทคโนโลยี เครื่องมือ และการปฏิรูปที่จำเป็น
เขาจึงตั้งคำถามว่า IMF ธนาคารโลก และองค์กรระหว่างประเทศจะช่วยให้ประเทศกำลังพัฒนาสามารถใช้ประโยชน์จากเอไอในการปรับปรุงระบบจัดเก็บรายได้ได้อย่างไร
มารีเนสคู ตอบว่า การอภิปรายเรื่องภาษีเอไอไม่ได้หมายความว่าเธอเสนอให้ทุกประเทศต้องเก็บภาษีจากเทคโนโลยีดังกล่าว แต่เป็นการวิเคราะห์ข้อดีและข้อเสียของมาตรการที่มีผู้เสนอขึ้นมา
โดยมองว่าเอไอมีโอกาสสร้างประโยชน์ให้ประเทศในแอฟริกาอย่างมาก ทั้งในด้านการบริหารภาครัฐและการเพิ่มผลิตภาพของแรงงาน โดยยกตัวอย่างว่าผู้ค้าริมถนนอาจใช้เครื่องมือเอไอช่วยเพิ่มยอดขายหรือบริหารกิจการได้ดีขึ้น แทนที่เทคโนโลยีจะเข้ามาทดแทนงานของคนเหล่านั้น
สจ๊วต เสริมว่า หน่วยงานจัดเก็บภาษีในหลายประเทศเป็นหนึ่งในหน่วยงานภาครัฐที่มีบุคลากรได้รับการฝึกอบรมค่อนข้างดี จึงมีโอกาสนำเครื่องมือเอไอที่มีต้นทุนไม่สูงมาใช้เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้ อย่างไรก็ตาม การขยายฐานภาษีอย่างแท้จริงยังจำเป็นต้องทำให้ประชาชนมีรายได้และค่าจ้างสูงขึ้นด้วย เพราะหากประชาชนมีรายได้เพียงพอต่อการดำรงชีพขั้นพื้นฐาน ก็ย่อมไม่สามารถเสียภาษีได้มากนัก
เดอ โมย ระบุว่า IMF กำลังเพิ่มการสนับสนุนการใช้เอไอในงานพัฒนาขีดความสามารถของประเทศสมาชิก โดยเฉพาะการช่วยหน่วยงานภาครัฐนำเทคโนโลยีมาใช้ปรับปรุงระบบบริหารจัดการ ทั้งนี้ การสนับสนุนจะต้องปรับให้เหมาะสมกับเงื่อนไขและความต้องการของแต่ละประเทศ
ใช้เอไอตรวจสินค้านำเข้า เพิ่มประสิทธิภาพเก็บภาษี
ตัวอย่างการใช้เอไอในระบบภาษีถูกหยิบยกขึ้นมาโดยธีโอ แชมปง (Theo Champong) จากกระทรวงการคลังกานา ซึ่งอธิบายว่าประเทศกำลังใช้เทคโนโลยีตรวจสอบการสำแดงสินค้านำเข้าผ่านท่าเรือ
ที่ผ่านมา กานาเผชิญปัญหาผู้นำเข้าสำแดงประเภทสินค้าผิด หรือแจ้งมูลค่าสินค้าต่ำกว่าความเป็นจริง ทำให้รัฐบาลจัดเก็บภาษีศุลกากรได้ไม่เต็มจำนวน รัฐบาลจึงนำระบบเอไอมาเชื่อมต่อกับระบบสำแดงสินค้านำเข้า เพื่อให้ระบบตรวจสอบข้อมูลจากใบตราส่งสินค้าและฐานข้อมูลต่างๆ แล้วเปรียบเทียบกับมูลค่าที่ผู้นำเข้าสำแดง
แชมปง ระบุว่า หลังใช้งานระบบประมาณ 6-7 เดือน กานาสามารถจัดเก็บรายได้ภาษีเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับระดับเดิม โดยในช่วงหนึ่งของการอภิปรายเขาระบุตัวเลขประมาณ 3 ล้านดอลลาร์ต่อวัน อย่างไรก็ตาม บทถอดเสียงมีการกล่าวถึงตัวเลข 300 ล้านดอลลาร์ต่อวันในช่วงถัดมา ซึ่งไม่สอดคล้องกัน จึงยังไม่สามารถระบุยอดรายได้เพิ่มที่แน่ชัดจากข้อมูลนี้ได้
เขายังยกตัวอย่างกรณีผู้นำเข้าสินค้าประเภทน้ำมันปรุงอาหารและพาสตา ซึ่งระบบเอไอตรวจพบว่ามูลค่าที่สำแดงไว้แตกต่างจากมูลค่าที่ตรวจสอบได้อย่างมาก อย่างไรก็ตาม ตัวเลขมูลค่าสินค้าและสัดส่วนความแตกต่างที่ปรากฏในบทถอดเสียงไม่สอดคล้องกัน
แชมปง ระบุว่า ประสบการณ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นโอกาสของการนำเอไอมาใช้เพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ และเสนอให้ประเทศกำลังพัฒนาแลกเปลี่ยนประสบการณ์และเทคโนโลยีระหว่างกัน ผ่านความร่วมมือแบบ South-South Cooperation
เมื่อรัฐบาลใช้เอไอตรวจภาษี บริษัทก็ใช้เอไอหาวิธีลดภาษีได้เช่นกัน
แม้เอไอจะช่วยหน่วยงานจัดเก็บภาษีวิเคราะห์ข้อมูลจำนวนมากและตรวจสอบความผิดปกติได้ดีขึ้น แต่ผู้ร่วมเสวนาเตือนว่าบริษัทและผู้เสียภาษีก็สามารถใช้เทคโนโลยีเดียวกันเพื่อบริหารภาระภาษีของตนได้เช่นกัน
สจ๊วต อธิบายว่า หน่วยงานภาษีในหลายประเทศใช้ระบบอัลกอริทึมและเอไอในการคัดเลือกผู้เสียภาษีที่มีความเสี่ยงสูงสำหรับการตรวจสอบอยู่แล้ว และยังสามารถนำเทคโนโลยีไปใช้ปรับปรุงการจัดการเอกสารและข้อมูลได้อีกมาก
ขณะเดียวกัน บริษัทและที่ปรึกษาด้านภาษีก็เริ่มนำเอไอมาใช้วิเคราะห์ข้อมูล จัดการเอกสาร และวางแผนภาษี เพื่อให้สามารถบริหารภาระภาษีภายใต้กฎหมายที่มีอยู่ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
บราวน์มองว่า แนวโน้มดังกล่าวอาจทำให้เกิดการแข่งขันทางเทคโนโลยีระหว่างหน่วยงานจัดเก็บภาษีกับผู้เสียภาษี เพราะในขณะที่รัฐบาลใช้เอไอเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจสอบ บริษัทก็สามารถใช้เอไอทำความเข้าใจกฎเกณฑ์ภาษีระหว่างประเทศและค้นหาแนวทางบริหารภาระภาษีได้ซับซ้อนขึ้น
ผู้เข้าร่วมประชุมจากอินโดนีเซียยังตั้งคำถามถึงความเสี่ยงที่บริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่อาจย้ายอัลกอริทึมหรือกิจกรรมเอไอไปอยู่ในประเทศที่มีอัตราภาษีดิจิทัลต่ำ จนนำไปสู่การเกิด AI Tax Haven หรือแหล่งหลบเลี่ยงภาษีสำหรับธุรกิจเอไอ
สจ๊วต ตอบว่า การจัดสรรกำไรระหว่างประเทศจำเป็นต้องพิจารณาใหม่ เพราะมูลค่าของเอไอเกิดจากข้อมูลและผู้ใช้งานที่กระจายอยู่ทั่วโลก การอ้างว่ามูลค่าทางเศรษฐกิจทั้งหมดเกิดขึ้นในประเทศใดประเทศหนึ่งจึงมีปัญหามากขึ้น
โดยกล่าวถึง แนวคิดการจัดสรรกำไรตามสูตร ซึ่งอาจช่วยให้รัฐบาลแบ่งสิทธิในการเก็บภาษีกำไรของบริษัทข้ามชาติโดยคำนึงถึงปัจจัยทางเศรษฐกิจในหลายประเทศ และเห็นว่าประเทศต่างๆ ควรเดินหน้าความร่วมมือในเรื่องนี้
Agentic AI ในตลาดการเงิน อาจสร้างกำไรมหาศาลโดยไม่สร้างมูลค่าในเศรษฐกิจจริง
อีกประเด็นหนึ่งมาจากโนอาห์ เวสคอมบ์ (Noah Wescombe) ผู้ทำงานด้านการลงทุนอย่างรับผิดชอบ ซึ่งตั้งคำถามถึงบทบาทของ Agentic AI หรือเอไอที่สามารถดำเนินงานหลายขั้นตอนและตัดสินใจทำงานต่อเนื่องได้ด้วยตนเองในตลาดการเงิน
เขาแสดงความกังวลว่า เอไออาจถูกนำมาใช้ซื้อขายสินทรัพย์ทางการเงินและสร้างผลตอบแทนจำนวนมาก โดยที่ผลตอบแทนเหล่านั้นอาจไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจภายในประเทศในสัดส่วนที่สอดคล้องกัน
หากระบบเอไอสามารถซื้อขายได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากกว่าผู้เล่นรายอื่น ก็อาจเกิดการกระจุกตัวของทุนและผลตอบแทนในตลาดการเงินมากขึ้น คำถามจึงอยู่ที่ว่ารัฐบาลจะใช้เครื่องมือทางกฎหมายและภาษีอย่างไร เพื่อระบุและจัดเก็บผลตอบแทนที่เกิดจากกิจกรรมของเอไอ โดยเฉพาะในภาคการซื้อขายสินทรัพย์
สจ๊วต กล่าวถึงแนวคิดภาษีโทบิน (Tobin Tax) ซึ่งเป็นการเก็บภาษีจากธุรกรรมทางการเงินเพื่อเพิ่มต้นทุนในการเก็งกำไรระยะสั้น และเสนอว่าในยุคที่เอไอสามารถดำเนินธุรกรรมจำนวนมากได้อย่างรวดเร็ว รัฐบาลอาจกลับมาพิจารณาเครื่องมือภาษีลักษณะนี้อีกครั้ง
เธอมองว่า หากธุรกรรมทางการเงินจำนวนมหาศาลถูกดำเนินการด้วยเอไอ การเก็บภาษีจากธุรกรรมอาจไม่ได้สร้างต้นทุนด้านประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจสูงนัก และในบางกรณีอาจมีผลดีต่อระบบตลาด
ในช่วงถามตอบยังมีข้อเสนอจากผู้เข้าร่วมของ Forte Global เกี่ยวกับ Tax Passback Model ซึ่งเป็นแนวคิดให้ภาคเอกชนลงทุนช่วยเหลือผู้ว่างงานก่อน แล้วรับผลตอบแทนจากสัดส่วนของรายได้ภาษีเงินได้ที่รัฐบาลจัดเก็บเพิ่มขึ้นเมื่อผู้ได้รับความช่วยเหลือกลับเข้าสู่การทำงาน
ผู้เสนอสอบถามว่า IMF จะสามารถพิจารณารูปแบบดังกล่าวในฐานะภาระผูกพันที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต หรือ Contingent Liability ได้หรือไม่ แต่บทถอดเสียงไม่ได้ปรากฏคำตอบโดยตรงต่อข้อเสนอนี้
ผู้เข้าร่วมจากเนปาลยังตั้งคำถามถึงการกำหนดประเทศที่มีสิทธิเก็บภาษีจากมูลค่าที่เอไอสร้างขึ้น ว่าควรเป็นประเทศเจ้าของเทคโนโลยี ประเทศที่ตั้งดาต้าเซ็นเตอร์ หรือประเทศที่มีผู้ใช้งาน ซึ่งเป็นหนึ่งในประเด็นที่เชื่อมโยงกับความพยายามปฏิรูปภาษีระหว่างประเทศ
ผู้เชี่ยวชาญเตือน Agentic AI ทำงานผิดครั้งเดียว อาจกระทบผู้เสียภาษีหลายพันคน
ในช่วงท้ายของการเสวนา ผู้ดำเนินรายการถามผู้เชี่ยวชาญถึงประเด็นด้านภาษีและเอไอที่ควรได้รับความสำคัญมากที่สุดในช่วงปีถัดไป
บราวน์ ระบุว่า IMF ควรนำความเสี่ยงจากเอไอเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของการทดสอบความ ทนทานทางการคลังของประเทศสมาชิก โดยพิจารณาทั้งโอกาสในการเพิ่มรายได้ภาษีและความเสี่ยงที่ฐานภาษีจะลดลงจากการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างเศรษฐกิจ
มารีเนสคู เห็นว่า สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการทดสอบความพร้อมของระบบคุ้มครองทางสังคม เพราะรัฐบาลจำเป็นต้องตรวจสอบว่ามีทรัพยากรเพียงพอหรือไม่สำหรับดูแลแรงงานที่ต้องเปลี่ยนอาชีพหรือสูญเสียงานในช่วงเปลี่ยนผ่าน
เธอย้ำว่า หากเอไอเปลี่ยนรูปแบบการจ้างงานอย่างรวดเร็ว รัฐบาลควรมีระบบสวัสดิการที่ครอบคลุมและสามารถรองรับผู้ที่ได้รับผลกระทบได้
ส่วนสจ๊วต เห็นว่า โอกาสที่เห็นผลได้ในระยะใกล้คือการนำเอไอมาใช้ปรับปรุงงานบริหารภาษี โดยเฉพาะการวิเคราะห์ข้อมูล การตรวจสอบ และการจัดเก็บรายได้ อย่างไรก็ตาม เธอเตือนว่า ความเสี่ยงสำคัญที่สุดของการใช้เอไอในระบบภาษีอาจไม่ใช่เพียงเรื่องการหลีกเลี่ยงภาษี แต่เป็นความผิดพลาดที่เกิดจาก Agentic AI ซึ่งสามารถดำเนินงานอัตโนมัติในระดับใหญ่
“ความผิดพลาดจาก Agentic AI สามารถเกิดขึ้นในวงกว้าง ผู้คนหลายพันคน แบบแสดงรายการภาษีหลายพันรายการ หรือธุรกรรมทางการเงินจำนวนมากอาจได้รับผลกระทบจากสิ่งที่อัลกอริทึมประมวลผลผิดพลาด และนั่นเป็นความเสี่ยงอย่างแท้จริงต่อความเชื่อมั่นและความน่าเชื่อถือของระบบ” สจ๊วตกล่าว
ภาษีเงินได้นิติบุคคลและความร่วมมือระหว่างประเทศเป็นอีกประเด็นที่รัฐบาลจำเป็นต้องเดินหน้าต่อ เพราะกติกาภาษีในปัจจุบันยังไม่สามารถจัดเก็บผลตอบแทนจากบริการดิจิทัลได้อย่างครอบคลุม
สำหรับสจ๊วต การพัฒนาระบบบริหารภาษีด้วยเอไอเป็นโอกาสที่รัฐบาลสามารถเริ่มดำเนินการได้ ขณะที่การปฏิรูปกติกาภาษีระหว่างประเทศเป็นงานระยะยาวที่ต้องอาศัยความร่วมมือของหลายประเทศ
เวทีปิดลงโดย เดอ โมย ระบุว่า การหารือเรื่องภาษีกับเอไอยังไม่สิ้นสุด และจะเป็นประเด็นที่ต้องพูดคุยกันต่อไปอีกยาวนาน เนื่องจากเทคโนโลยีนี้กำลังสร้างคำถามต่อทั้งการจัดเก็บรายได้ของรัฐบาล การกระจายผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ การลงทุน และระบบคุ้มครองแรงงานในอนาคต





