เกาะติดเวทีโลก IMF-World Bank 2026 เมื่อ “เอไอ” พลิกโฉมแรงงานสู่มุมมองลงทุนรอบด้านจาก “กองทุนชั้นนำ” แนะทางรอดโครงสร้างพื้นฐานไทย “เอ็กซ์สปริง เอเอ็ม” มองโอกาสฟื้น “กองทุน TFF” รองรับ “ดาต้าเซนเตอร์” ยุคใหม่ “ฟินโนมีนา” ชี้เป้า “เอไอเอเชีย -ชิป-พลังงาน” พร้อมยก “เฮลท์เทค” เป็นเกราะป้องกันพอร์ต
KEY POINTS
- เวที IMF-World Bank 2026 ชี้ว่า AI จะส่งผลกระทบต่อตำแหน่งงานทั่วโลกราว 40% และกระตุ้นให้รัฐบาลทั่วโลกเร่งปฏิรูปการศึกษาและระบบภาษีเพื่อรับมือ
- การเติบโตของ AI ผลักดันให้เกิดการลงทุนมหาศาลในโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้อง เช่น ดาต้าเซ็นเตอร์ ระบบไฟฟ้า และเครือข่ายพลังงาน เพื่อรองรับการประมวลผล
- ไทยมีแนวคิดฟื้นกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย (TFF) เพื่อใช้เป็นเครื่องมือระดมทุนสำหรับโครงการยุคใหม่ เช่น ดาต้าเซ็นเตอร์ และคมนาคม
- ผู้เชี่ยวชาญแนะให้นักลงทุนกระจายพอร์ตในธีม AI ให้กว้างขึ้น ครอบคลุมทั้งระบบนิเวศ (AI Ecosystem) และโครงสร้างพื้นฐาน ไม่กระจุกตัวแค่หุ้นเทคโนโลยียักษ์ใหญ่
ในการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการ “กองทุนการเงินระหว่างประเทศ” (IMF) และ “ธนาคารโลก” (World Bank Group) หรือ IMF-World Bank Annual Meetings 2026 ซึ่งประเทศไทยได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพในปี 2569 ถือเป็นเวทีเศรษฐกิจการเงินที่ทรงอิทธิพลระดับโลก ผู้นำด้าน “เศรษฐกิจ” และ “การเงิน” จากทั่วทุกมุมโลกได้มารวมตัวกันเพื่อกำหนดทิศทางนโยบายมหภาคท่ามกลางความท้าทายรอบด้าน ทั้งแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ การเปลี่ยนผ่านทางพลังงาน และความเหลื่อมล้ำที่เกิดจากการเข้ามาของ “ปัญญาประดิษฐ์” (AI)
โดยไฮไลต์สำคัญจากเวที IMF ระบุว่า AI จะเข้ามาส่งผลกระทบต่อตำแหน่งงานทั่วโลกราว 40% โดยประเทศพัฒนาแล้วได้รับผลกระทบสูงตามโครงสร้างงาน แต่ก็ช่วยหนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ เช่น เอเชียที่พัฒนาแล้วคาดว่าจะโตราว 0.5-1.0% พร้อมจี้ให้รัฐบาลทั่วโลกรีบปฏิรูปการศึกษาและระบบภาษี
นอกจากนี้ ท่ามกลางแรงกดดันด้านเงินเฟ้อและต้นทุนจากการลงทุนเทคโนโลยีที่เติบโตอย่างร้อนแรง ที่ประชุมยังได้ผลักดันแนวคิด “Small AI” หรือโมเดลขนาดเล็กที่มีต้นทุนเข้าถึงง่าย เพื่อเป็นทางรอดและโอกาสขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้กับกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา
ขณะที่กระแสความตื่นตัวระดับโลกนี้สอดคล้องกับมุมมองลงทุนจาก “ธุรกิจจัดการกองทุน” ในมิติของไทยในประเด็นศูนย์ข้อมูล (Data Center) กำลังถูกผลักดันอย่างกว้างขวางผ่านความร่วมมือภาครัฐและเอกชน (PPP)
นายยศกร ฟอลเล็ต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.)เอ็กซ์สปริง จำกัด (XSpring AM) เปิดเผยว่า ประเมินแนวโน้มการฟื้นฟูกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย (TFF) กลับมาใช้อีกครั้งในช่วงต้นปีหน้า เพื่อนำโครงสร้างพื้นฐานที่เริ่มสร้างรายได้เชิงพาณิชย์แล้วมาแปลงเป็นสินทรัพย์สร้างกระแสเงินสดต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นโครงการคมนาคม อย่างทางด่วนหรือถนนสายใหม่, โครงการเปลี่ยนผ่านรถโดยสาร ขสมก. สู่รถยนต์ไฟฟ้า (EV) หรือการลงทุนดาต้าเซนเตอร์ในรูปแบบ PPP
โดยมุ่งเจาะกลุ่มนักลงทุนเดิมที่เคยลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลและต้องการผลตอบแทนแบบสม่ำเสมอ (Coupon) ให้สามารถสลับปรับพอร์ตมาถือหน่วยลงทุน TFF เพื่อคว้าโอกาสรับผลตอบแทนที่น่าสนใจ ท่ามกลางบริบทเศรษฐกิจยุคใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐานแห่งอนาคต
ขณะเดียวกัน ยังมองโอกาสการลงทุน “ธีม AI” นอกกรอบ กลุ่ม “Magnificent 7” นายยศกร มองว่า กองทุนที่เกี่ยวข้องกับ “AI Ecosystem” ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ จนถึงปลายน้ำ ยังคงมีโอกาสเติบโตต่อเนื่อง โดยนักลงทุนสามารถกระจายลงทุนออกไปได้กว้างขึ้น โดยไม่จำกัดอยู่เพียงกลุ่ม “Magnificent 7” เช่น Alphabet, Google หรือ AWS เท่านั้น
แม้ตลาดยังมีความกังวลเรื่องงบลงทุนระดับ “แสนล้านดอลลาร์” ของบริษัทยักษ์ใหญ่สหรัฐผ่านการออก “หุ้นกู้” และ “ซื้อหุ้นคืน” เพื่อพัฒนาดาต้าเซนเตอร์จนเกิดคำถามว่าเม็ดเงินเหล่านี้จะกลายเป็น Cash Burn ที่กดดันอัตราผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้น (ROE) หรือไม่
ผู้จัดการกองทุน XSpring AM มองว่า ในระยะสั้นอาจกดดัน ROE บ้าง แต่ในระยะยาวหากโครงการสามารถแปลงเป็นรายได้จริงจะสร้างการเติบโตมหาศาล
ในช่วงเดือนที่ผ่านมา บลจ.ชั้นนำหลายแห่งต่างมองตรงกันว่า “ธีม AI” ยังคงเป็นหัวใจสำคัญที่ต้องมีติดพอร์ตลงทุน ปัจจัยหนุนจากผลการดำเนินงานและกำไรที่เติบโต อีกทั้งความทนทานต่อความผันผวนอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (บอนด์ยีลด์) สหรัฐ ได้ดี
ขณะที่ บลน.ฟินโนมีนา จำกัด ประเมินหุ้นและกลุ่มเทคโนโลยี AI ยังคงมีความแข็งแกร่ง พร้อมชี้โอกาสลงทุนที่ขยายตัวไปสู่โครงสร้างพื้นฐานและพลังงาน ซึ่งผู้จัดการกองทุนหลายแห่งเริ่มมองข้ามช็อตไปถึงห่วงโซ่อุปทานเบื้องหลัง โดยระบุว่าการเติบโตกำลังการประมวลผลที่มหาศาล จำเป็นต้องขับเคลื่อนด้วยการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน ระบบไฟฟ้า และเครือข่ายพลังงานอัจฉริยะ ส่งผลให้เกิดโอกาสเข้าลงทุนในกลุ่มสินทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับการรองรับดาต้าเซนเตอร์กว้างขวาง
นายชยนนท์ รักกาญจนันท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลน.ฟินโนมีนา จำกัด ให้มุมมองว่า ธีม AI ยังคงสามารถเข้าลงทุนได้ แต่ต้องปรับมุมมองให้กว้างขึ้นครอบคลุมทั้งอุตสาหกรรม และไม่ควรกระจุกตัวอยู่แค่หุ้นกลุ่มสารกึ่งตัวนำ เนื่องจากระดับราคาปรับตัวขึ้นมาแพงและมีโอกาสปรับขึ้นจำกัด
นอกจากนี้ ยังพบการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างกลุ่มบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ โดยเม็ดเงินไม่ได้กระจุกตัวอยู่แค่ในหุ้นกลุ่ม 7 นางฟ้าเหมือนที่ผ่านมา แต่เปลี่ยนจากการซื้อหุ้นคืนมาเป็นการทุ่มงบลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน AI ขยายไปยังชิป, Smart Grid, ระบบทำความเย็น และโครงสร้างดาต้าเซนเตอร์ ส่งผลให้หุ้น Big Tech เป็นรายตัวมีความเสี่ยงที่จะให้ผลตอบแทนต่ำกว่าตลาดในช่วงหลังจากนี้
ขณะที่ ภาพรวมหุ้นโลกยังคงเติบโตแข็งแกร่ง โดยมีแรงขับเคลื่อนสำคัญจากกลุ่มประเทศเกิดใหม่ เช่น ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ที่ได้แรงหนุนจากหุ้นกลุ่มชิปหน่วยความจำ อย่าง Samsung และ SK Hynix ซึ่งสะท้อนว่าในช่วงครึ่งปีหลัง โอกาสการลงทุนในหุ้น AI ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในตลาดสหรัฐฯ แต่ขยายมาสู่ตลาดหุ้นเอเชีย รวมถึงประเทศไทยที่ควรร่วมคว้าโอกาสนี้ ประกอบกับนโยบายดึงการผลิตกลับประเทศของ “โดนัลด์ ทรัมป์” ส่งผลให้เริ่มมีเม็ดเงินไหลเข้าสู่หุ้นอุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดเล็กที่มูลค่ายังอยู่ในระดับถูก
สำหรับผู้ที่ต้องการลดความผันผวนจากการลงทุนในธีม AI ว่า หุ้นกลุ่มการแพทย์และสุขภาพ ถือเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ เนื่องจากอยู่ในเทรนด์การมีชีวิตที่ยืนยาว ซึ่งเติบโตควบคู่ไปกับเทคโนโลยี AI และสามารถทำหน้าที่ช่วยพยุงพอร์ตการลงทุนได้เป็นอย่างดีในช่วงที่หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีมีการปรับฐาน





