วันพุธ ที่ 14 ตุลาคม 2569

Login
Login

IMF เร่งปฏิรูปสถิติโลก ใช้ AI–Big Data ยกระดับข้อมูลเศรษฐกิจ

IMF ผลักดันการปฏิรูประบบสถิติโลก ชูเทคโนโลยี AI และ Big Data เป็นหัวใจสำคัญในการยกระดับข้อมูลเศรษฐกิจให้ทันสถานการณ์ เผยบทเรียนจากเกาหลีใต้ ฟิลิปปินส์ และปาปัวนิวกินี ในการนำนวัตกรรมข้อมูลมาขับเคลื่อนการตัดสินใจเชิงนโยบายอย่างแม่นยำ

KEY POINTS

  • IMF เร่งปฏิรูปสถิติเศรษฐกิจ ใช้ AI–Big Data และแหล่งข้อมูลใหม่ ให้ทันการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจดิจิทัล
  • เกาหลีใต้เชื่อมโยงข้อมูล รับยุค AI ใช้ข้อมูลภาครัฐและ Big Data ลดภาระสำรวจ เพิ่มความรวดเร็วและรายละเอียดของสถิติ
  • ฟิลิปปินส์ใช้ AI วิเคราะห์ราคา ประมวลผลข้อมูลราคา 5–10 ล้านรายการต่อสัปดาห์ เสริมการติดตามเงินเฟ้อ พร้อมพัฒนาดัชนีราคาที่อยู่อาศัยและภาคบริการ
  • ปาปัวนิวกินียกระดับข้อมูลเศรษฐกิจภายนอก เชื่อมข้อมูลการค้าและดุลการชำระเงิน เพื่อสนับสนุนการบริหารค่าเงิน เงินเฟ้อ และความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ

 

การเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจดิจิทัลทำให้พฤติกรรมธุรกิจและผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ขณะที่ระบบสถิติของหลายประเทศยังพึ่งพาวิธีจัดเก็บข้อมูลแบบเดิม ทำให้ข้อมูลที่ใช้ประเมินภาวะเศรษฐกิจอาจไม่ครอบคลุมกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจริง

ประเด็นนี้เป็นหนึ่งในหัวข้อหารือในการประชุม Capacity Development Talk: Better Data, Better Decisions: How Statistical Innovation is Reshaping the Foundations of Policymaking ซึ่งจัดขึ้นระหว่างการประชุมประจำปี IMF-World Bank Annual Meetings 2026 โดยมีกรณีศึกษาจากเกาหลีใต้ ฟิลิปปินส์ และปาปัวนิวกินี ที่นำเทคโนโลยีและแหล่งข้อมูลใหม่มาพัฒนาระบบสถิติเศรษฐกิจ

IMF เร่งปฏิรูปสถิติโลก ใช้ AI–Big Data ยกระดับข้อมูลเศรษฐกิจ

IMF ชี้โจทย์ใหญ่ สถิติต้องทันเศรษฐกิจดิจิทัล

พอล ออสติน หัวหน้าฝ่ายบริหารจัดการทรัพยากร กรมสถิติ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) กล่าวว่า ปัจจุบันเศรษฐกิจสร้างข้อมูลจากแหล่งใหม่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งธุรกรรมอีคอมเมิร์ซ ข้อมูลดาวเทียม โทรศัพท์มือถือ และฐานข้อมูลของหน่วยงานภาครัฐ แต่ระบบสถิติแห่งชาติในหลายประเทศยังไม่สามารถนำข้อมูลเหล่านี้มาใช้ประโยชน์ได้เต็มศักยภาพ และยังพึ่งพาวิธีจัดเก็บและประมวลผลแบบเดิม

ความท้าทายไม่ได้อยู่ที่การเพิ่มปริมาณข้อมูลเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การปรับปรุงวิธีจัดเก็บ เชื่อมโยง วิเคราะห์ และเผยแพร่ข้อมูล เพื่อให้สถิติสะท้อนกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้ทันเวลา และรองรับการตัดสินใจเชิงนโยบายในสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว

ออสตินกล่าวถึงแนวคิด “Data is the new oil” หรือข้อมูลคือน้ำมันใหม่ พร้อมตั้งคำถามว่า ระบบสถิติในปัจจุบันวัดสิ่งที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจได้ครบถ้วนแล้วหรือไม่ เมื่อรูปแบบธุรกิจและพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม

สำหรับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกมีสัดส่วน GDP ต่อเศรษฐกิจโลกเพิ่มจาก 25% ในปี 2534 เป็น 43% ในปี 2569 สะท้อนการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจภูมิภาคตลอดกว่า 3 ทศวรรษ  แต่การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจในยุคดิจิทัลยังไม่ได้รับการสะท้อนอย่างครบถ้วนในระบบสถิติของประเทศ

IMF เร่งปฏิรูปสถิติโลก ใช้ AI–Big Data ยกระดับข้อมูลเศรษฐกิจ

เกาหลีใต้ยกระดับหน่วยงานสถิติ รับยุค AI

แฮ คิม รองผู้อำนวยการกองสำรวจสำมะโนเศรษฐกิจ กระทรวงข้อมูลและสถิติแห่งเกาหลีใต้ กล่าวว่า เกาหลีใต้ยกระดับหน่วยงานสถิติเป็นกระทรวงในเดือน ต.ค. 2025 พร้อมกำหนดทิศทางการพัฒนาระบบสถิติให้รองรับยุค AI โดยให้ความสำคัญกับธรรมาภิบาลข้อมูล การเชื่อมโยงและบูรณาการข้อมูลจากหลายแหล่ง

แนวทางสำคัญคือ การนำข้อมูลทะเบียนและข้อมูลจากการบริหารงานภาครัฐ (Administrative Data) รวมถึง Big Data มาใช้ร่วมกับการจัดเก็บสถิติแบบเดิม เพื่อลดภาระการตอบแบบสำรวจของประชาชนและภาคธุรกิจ พร้อมเพิ่มความรวดเร็วในการจัดทำสถิติและพัฒนาข้อมูลชุดใหม่ให้ตอบโจทย์นโยบายที่เปลี่ยนแปลงไป

คิมระบุว่า ความต้องการข้อมูลในปัจจุบันไม่ได้จำกัดอยู่ที่ตัวเลขภาพรวมระดับประเทศ แต่ต้องการข้อมูลที่ทันเวลาและจำแนกรายละเอียดได้มากขึ้น เพื่อวิเคราะห์ปัญหาเฉพาะด้านและสนับสนุนการกำหนดนโยบายบนหลักฐานเชิงประจักษ์

ขณะเดียวกัน การนำข้อมูลใหม่และ AI มาใช้ในกระบวนการผลิตสถิติตั้งแต่การรวบรวมจนถึงการเผยแพร่ ต้องควบคู่กับการรักษาคุณภาพข้อมูล ความเชื่อมั่นของประชาชน การพัฒนาบุคลากร และกรอบธรรมาภิบาลที่เหมาะสม

เกาหลีใต้ยังมุ่งสร้างระบบนิเวศข้อมูลที่เชื่อมโยงหน่วยงานภาครัฐ สถาบันการศึกษา องค์กรระหว่างประเทศ และภาคเอกชน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ข้อมูลและลดการจัดเก็บข้อมูลซ้ำซ้อน

IMF เร่งปฏิรูปสถิติโลก ใช้ AI–Big Data ยกระดับข้อมูลเศรษฐกิจ

ฟิลิปปินส์ใช้ AI วิเคราะห์ราคาสินค้า 5-10 ล้านรายการต่อสัปดาห์

ซีโน โรนัลด์ อาเบโนฮา รองผู้ว่าการธนาคารกลางฟิลิปปินส์ กล่าวว่า ธนาคารกลางนำข้อมูลราคาจากแหล่งดิจิทัลมาวิเคราะห์ร่วมกับเทคนิค Machine Learning และ AI โดยรวบรวมข้อมูลราคา 5-10 ล้านรายการต่อสัปดาห์ เพื่อประเมินแรงกดดันด้านราคาและตรวจจับความเคลื่อนไหวของราคาสินค้าก่อนที่สถิติทางการจะเผยแพร่

แนวทางดังกล่าวเข้ามาเสริมข้อจำกัดของการจัดทำดัชนีราคาผู้บริโภค (Consumer Price Index: CPI) แบบดั้งเดิม ซึ่งต้องใช้เวลาในการสำรวจและประมวลผล ขณะที่น้ำหนักของสินค้าและบริการในตะกร้าคำนวณอาจอ้างอิงรูปแบบการบริโภคจากช่วงหลายปีก่อน ทำให้การติดตามความเปลี่ยนแปลงของตลาดไม่ทันต่อสถานการณ์

ธนาคารกลางใช้ Machine Learning และ AI ช่วยจัดหมวดหมู่สินค้าและวิเคราะห์ข้อมูลจำนวนมาก เพื่อให้เห็นความเคลื่อนไหวของราคาในแต่ละหมวดสินค้าได้รวดเร็วขึ้น รวมถึงตรวจจับสัญญาณแรงกดดันด้านราคาที่อาจยังไม่ปรากฏในสถิติทางการ

ข้อมูลดังกล่าวช่วยเพิ่มเครื่องมือประกอบการวิเคราะห์และการตัดสินใจด้านนโยบายการเงิน แต่ไม่ได้หมายความว่าจะใช้แทน CPI ทางการได้โดยอัตโนมัติ เพราะยังต้องคำนึงถึงมาตรฐานสถิติ ความถูกต้องของข้อมูล และวิธีการคำนวณที่เหมาะสม

นอกจากการติดตามเงินเฟ้อแล้ว ธนาคารกลางฟิลิปปินส์ยังร่วมมือกับ IMF พัฒนาดัชนีราคาที่อยู่อาศัย (Residential Property Price Index: RPPI) ให้มีรายละเอียดระดับภูมิภาค จากเดิมที่เน้นข้อมูลระดับประเทศ พร้อมขยายขอบเขตไปยังบ้านมือสองและอสังหาริมทรัพย์ที่ถูกยึดหรือหลุดจำนอง (Foreclosed Properties)

การพัฒนาดังกล่าวใช้แบบจำลอง Hedonic Pricing Model เพื่อปรับผลจากความแตกต่างด้านคุณลักษณะของอสังหาริมทรัพย์ ช่วยให้การเปรียบเทียบราคามีความเหมาะสมมากขึ้น และทำให้ธนาคารกลางสามารถวิเคราะห์ความเคลื่อนไหวของตลาดที่อยู่อาศัยในแต่ละพื้นที่ได้ละเอียดกว่าการใช้ราคาเฉลี่ยระดับประเทศเพียงอย่างเดียว

อีกโจทย์หนึ่งคือการจัดทำดัชนีราคาผู้ผลิตภาคบริการ (Producer Price Index for Services: PPI for Services) เนื่องจากภาคบริการมีสัดส่วนมากกว่า 60% ของ GDP ฟิลิปปินส์ จึงจำเป็นต้องพัฒนาสถิติราคาให้ครอบคลุมโครงสร้างเศรษฐกิจจริงมากขึ้น

อาเบโนฮาระบุว่า การใช้ข้อมูลขนาดใหญ่ต้องดำเนินควบคู่กับการกำกับดูแลข้อมูล (Data Governance) เพื่อรักษาความถูกต้อง ความน่าเชื่อถือ และความปลอดภัยของโครงสร้างพื้นฐานข้อมูล ก่อนเปิดให้ผู้กำหนดนโยบายหรือนักวิจัยนำไปใช้งาน

IMF เร่งปฏิรูปสถิติโลก ใช้ AI–Big Data ยกระดับข้อมูลเศรษฐกิจ

ปาปัวนิวกินีเชื่อมข้อมูลการค้า เสริมบริหารค่าเงิน

วิลเลมินา ฮิวเบิร์ต ผู้ช่วยผู้ว่าการกลุ่มนโยบายการเงินและเศรษฐกิจ ธนาคารกลางปาปัวนิวกินี กล่าวว่า ประเทศเผชิญข้อจำกัดด้านข้อมูลและความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะปัญหาการขาดแคลนเงินตราต่างประเทศ จึงต้องการปรับแนวทางบริหารเศรษฐกิจจากการแก้ไขวิกฤติที่เกิดขึ้นแล้ว ไปสู่การวางแผนและเตรียมรับความเสี่ยงล่วงหน้า

การยกระดับระบบสถิติภาคต่างประเทศได้รับความช่วยเหลือทางเทคนิคจาก IMF โดยมีภารกิจสำคัญ 3 ด้าน

  • ด้านแรก คือการกระทบยอดข้อมูลดุลการชำระเงิน (Balance of Payments: BOP) ของธนาคารกลางให้สอดคล้องกับสถิติการค้าของสำนักงานสถิติแห่งชาติ เนื่องจากทั้งสองหน่วยงานจัดเก็บข้อมูลแยกกัน จึงอาจเกิดความคลาดเคลื่อนเมื่อนำข้อมูลมาใช้ร่วมกัน
  • ด้านที่สอง คือการติดตามกระแสเงินตราต่างประเทศและผลตอบแทนจากการส่งออกทรัพยากรธรรมชาติ โดยเฉพาะทองคำและแร่ธาตุ รวมถึงเงินทุนที่ไหลเข้าและออกจากประเทศผ่านบริษัทข้ามชาติ การปรับปรุงข้อมูลฐานะการลงทุนระหว่างประเทศ (International Investment Position: IIP) จึงเป็นส่วนสำคัญในการทำความเข้าใจสถานะทางเศรษฐกิจภายนอกประเทศ
  • ด้านที่สาม คือการพัฒนาบุคลากรและระบบข้อมูล โดยร่วมมือกับศูนย์ให้ความช่วยเหลือทางเทคนิคด้านการเงินแปซิฟิก (Pacific Financial Technical Assistance Centre: PFTAC) ในฟิจิ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของ IMF เพื่อเพิ่มศักยภาพการจัดทำสถิติ

ฮิวเบิร์ตระบุว่า ข้อมูลที่ถูกต้องและทันเวลาจะช่วยให้ธนาคารกลางมีเครื่องมือประกอบการบริหารค่าเงินกีนา (Kina) ซึ่งเผชิญปัญหามูลค่าสูงเกินระดับที่เหมาะสม โดยมุ่งให้ค่าเงินเคลื่อนไปสู่ระดับที่สะท้อนภาวะตลาดและสามารถปรับสมดุลได้มากขึ้น

ข้อมูลยังมีความสำคัญต่อการควบคุมเงินเฟ้อ เนื่องจากปาปัวนิวกินีพึ่งพาการนำเข้าสินค้าในระดับสูง ทำให้การเปลี่ยนแปลงของค่าเงินส่งผลต่อต้นทุนสินค้าและราคาภายในประเทศโดยตรง ขณะเดียวกัน ข้อมูลทุนสำรองระหว่างประเทศที่แม่นยำช่วยสนับสนุนคณะกรรมการนโยบายการเงิน (Monetary Policy Committee: MPC) ซึ่งจัดตั้งขึ้นในปี 2568 ให้ประเมินสถานการณ์และตัดสินใจด้านนโยบายได้มีประสิทธิภาพขึ้น

การพัฒนาระบบสถิติยังช่วยให้ประเทศเตรียมรับความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติและความผันผวนทางภูมิอากาศ เช่น ปรากฏการณ์เอลนีโญ ซึ่งอาจส่งผลต่อเศรษฐกิจและความมั่นคงทางการเงิน

ความสำเร็จสำคัญที่ธนาคารกลางปาปัวนิวกินีตั้งเป้าไว้ คือการเผยแพร่ข้อมูล IIP เป็นครั้งแรกภายในสิ้นปีนี้ โดยได้รับความช่วยเหลือทางเทคนิคจาก IMF และเงินสนับสนุนเพื่อการพัฒนาอย่างเป็นทางการ (Official Development Assistance: ODA) จากรัฐบาลเกาหลีใต้

IMF พัฒนา AI เข้าถึงฐานข้อมูลและคู่มือสถิติ

นอกจากการสนับสนุนประเทศสมาชิกแล้ว IMF ยังพัฒนาเครื่องมือเพื่อยกระดับการเข้าถึงข้อมูลและองค์ความรู้ด้านสถิติ โดยพอล ออสติน ระบุถึงโครงการ StatGPT ซึ่งนำ AI มาใช้ช่วยให้ผู้ใช้งานค้นหาและสอบถามข้อมูลเศรษฐกิจจากฐานข้อมูลของ IMF และประเทศสมาชิกที่เข้าร่วมโครงการได้สะดวกขึ้น

IMF ยังปรับปรุงคู่มือมาตรฐานสถิติระหว่างประเทศ ทั้งคู่มือดุลการชำระเงิน (Balance of Payments Manual: BPM) และระบบบัญชีประชาชาติ (System of National Accounts: SNA) พร้อมพัฒนาเครื่องมือ AI ที่เปิดให้ผู้ใช้งานโต้ตอบกับคู่มือสถิติได้โดยตรง เพื่อลดข้อจำกัดในการค้นหาคำอธิบายและหลักเกณฑ์ทางเทคนิค

ด้านการพัฒนาบุคลากร IMF ระบุว่า มีผู้เรียนผ่านหลักสูตรออนไลน์ด้านสถิติเศรษฐกิจแล้วมากกว่า 21,000 คน ครอบคลุม 13 หลักสูตร

การปฏิรูประบบสถิติไม่ได้จบเพียงการนำ AI หรือ Big Data มาใช้ แต่ต้องพัฒนาคุณภาพข้อมูล ระบบเชื่อมโยงข้อมูล บุคลากร และธรรมาภิบาลควบคู่กัน เพื่อให้สถิติเศรษฐกิจทันต่อการเปลี่ยนแปลงและเป็นฐานข้อมูลที่เชื่อถือได้สำหรับการกำหนดนโยบาย