วันศุกร์ ที่ 9 ตุลาคม 2569

Login
Login

Green Data Center ยังเขียวอยู่ไหม? หลัง Google ถางป่ากว่า 3,125 ไร่ ในฟินแลนด์

กูเกิลลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ครั้งใหญ่ในฟินแลนด์ พร้อมชูพลังงานสะอาดและระบบไฟคาร์บอนต่ำ แต่โครงการกลับถูกสั่งหยุดงานบางส่วน หลังมีการถางป่ากว่า 3,125 ไร่ก่อน EIA เสร็จ กรณีนี้กำลังเปิดคำถามว่า Data Center จะเรียกว่า Green ได้จากไฟสะอาดเพียงอย่างเดียวหรือไม่?

KEY POINTS

  • Google ถูกฟินแลนด์สั่งระงับการเตรียมพื้นที่สร้างดาต้าเซ็นเตอร์ หลังถางป่าไปแล้วกว่า 3,125 ไร่ ก่อนที่การประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมจะเสร็จสิ้น
  • เหตุการณ์นี้จุดประกายถึงนิยามของ Green Data Center ว่า ควรพิจารณาแค่การใช้พลังงานสะอาด หรือต้องรวมผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมจากการใช้ที่ดินและการก่อสร้างด้วย

เวลาพูดถึง Green Data Center สิ่งแรกที่มักถูกพูดถึงคือ ไฟฟ้า ศูนย์ข้อมูลใช้พลังงานสะอาดหรือไม่ มีประสิทธิภาพแค่ไหน หรือสามารถลดการปล่อยคาร์บอนได้มากเพียงใด แต่กรณีล่าสุดของกูเกิล (Google) ในฟินแลนด์กำลังทำให้คำว่า ‘เขียว’ ต้องถูกมองกว้างกว่านั้น เพราะต่อให้ดาต้าเซ็นเตอร์ใช้ไฟฟ้าคาร์บอนต่ำ อาคารเหล่านี้ก็ยังต้องตั้งอยู่บนที่ดินจริง และบางครั้งพื้นที่นั้นอาจต้องเปลี่ยนสภาพไปอย่างมากก่อนเซิร์ฟเวอร์เครื่องแรกจะเริ่มทำงาน

สำนักงานกำกับดูแลแห่งฟินแลนด์สั่งให้ ทูอิเกะ ฟินแลนด์ (Tuike Finland) บริษัทที่ดูแลโครงการของกูเกิล หยุดงานเตรียมพื้นที่บางส่วนของดาต้าเซ็นเตอร์ในเมืองมูฮอส (Muhos) และคาจานี (Kajaani) จนกว่าการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) จะเสร็จ หลังมีการตัดต้นไม้ ลอกหน้าดิน ทำถนน และปรับระบบระบายน้ำไปแล้วในพื้นที่จำนวนมาก

คำสั่งนี้ไม่ได้หมายความว่าฟินแลนด์ยกเลิกโครงการ หรือสั่งให้กูเกิลหยุดทุกอย่าง บริษัทยังสามารถวางแผน สำรวจ และศึกษาดินได้ แต่ต้องหยุดกิจกรรมที่ทำให้สภาพพื้นที่เปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญระหว่างรอผล EIA

เหตุการณ์นี้ยิ่งน่าสนใจ เพราะเกิดขึ้นไม่นานหลังจากกูเกิลประกาศลงทุนอย่างน้อย 13,000 ล้านยูโร หรือราว 4.9 แสนล้านบาทในฟินแลนด์ภายใน 2 ปี เพื่อขยายดาต้าเซ็นเตอร์ ระบบพลังงาน และโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับบริการของบริษัท ตั้งแต่ Search และ Maps ไปจนถึง Gemini

ฟินแลนด์เองก็ไม่ได้ต่อต้านการลงทุนประเภทนี้ ตรงกันข้าม ประเทศมีทั้งอากาศเย็น ระบบไฟฟ้าที่มั่นคง พลังงานลมและนิวเคลียร์จำนวนมาก จนถือเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่เหมาะกับการสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ของยุโรป แต่กรณีของกูเกิลกำลังทำให้เห็นว่า ต่อให้ผ่านโจทย์เรื่องพลังงานสะอาดแล้ว ก็ยังมีคำถามอีกชุดหนึ่งตามมา คือ ดาต้าเซ็นเตอร์ตั้งอยู่บนพื้นที่แบบไหน และการสร้างมันเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อมรอบข้างมากเพียงใด?

ป่ากว่า 3,125 ไร่ถูกถางไปแล้ว

กูเกิลยืนยันกับสำนักข่าววายแอลอี (Yle) ว่า ในพื้นที่มูฮอสมีการถางป่าไปแล้วประมาณ 2,063 ไร่ ส่วนคาจานีอีกเกือบ 1,250 ไร่ รวมมากกว่า 3,125 ไร่ ขณะที่บริษัทถือครองที่ดินในสองพื้นที่นี้รวมราว 8,750 ไร่

งานที่เกิดขึ้นไม่ได้มีเพียงการตัดต้นไม้ แต่รวมถึงการลอกหน้าดิน ทำถนนสำหรับไซต์ก่อสร้าง เตรียมพื้นที่เก็บวัสดุ และปรับทางระบายน้ำ หน่วยงานกำกับจึงเห็นว่า ควรรอให้การประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมเสร็จก่อน เพราะงานเหล่านี้เริ่มเปลี่ยนสภาพพื้นที่ไปแล้ว

กูเกิลระบุว่า บริษัทดำเนินการโดยสุจริต และเข้าใจว่าการตัดต้นไม้สามารถทำได้ตามกฎหมายป่าไม้ของฟินแลนด์ แต่หน่วยงานกำกับมองต่างออกไป เพราะพื้นที่ดังกล่าวไม่ได้ถูกตัดเพื่อทำป่าไม้ตามปกติ หากมีเป้าหมายเปลี่ยนการใช้ที่ดินไปเป็นดาต้าเซ็นเตอร์

ขณะเดียวกัน ตำรวจฟินแลนด์เปิดการตรวจสอบเบื้องต้นในกรณีมูฮอส เพื่อพิจารณาว่ามีเหตุเพียงพอจะเปิดการสอบสวนเต็มรูปแบบหรือไม่ ขั้นตอนนี้จึงยังไม่ใช่ข้อสรุปว่ากูเกิลทำผิดกฎหมาย

หลังถูกสั่งหยุดงาน กูเกิลยอมรับว่าการดำเนินการในกรณีนี้ต่ำกว่ามาตรฐานที่บริษัทตั้งไว้ และระบุว่าจะปฏิบัติตามคำสั่งของทางการ รวมถึงมีแผนปลูกต้นไม้กลับในพื้นที่มูฮอสราว 813 ไร่

อย่างไรก็ตาม การปลูกต้นไม้ชดเชยภายหลังกับการทำ EIA เป็นคนละเรื่องกัน เพราะเป้าหมายของ EIA คือการประเมินก่อนว่า หากโครงการเกิดขึ้นแล้วจะมีผลกระทบอะไรบ้าง มีวิธีลดผลกระทบหรือไม่ หรือมีทางเลือกอื่นที่เหมาะสมกว่า ก่อนที่การเปลี่ยนแปลงพื้นที่จะเกิดขึ้นจริง

ขนาดของโครงการช่วยให้เห็นว่าทำไมเรื่องนี้จึงได้รับความสนใจ พื้นที่มูฮอสมีขนาดประมาณ 3,569 ไร่ และมีแผนสร้างอาคารดาต้าเซ็นเตอร์ 9 อาคาร ส่วนโครงการคาจานี-โอตันมากี (Kajaani-Otanmäki) มีแผนสร้างอีก 8 อาคาร ทั้งสองแห่งยังต้องประเมินว่าจะใช้ระบบหล่อเย็นแบบใด ใช้น้ำมากแค่ไหน และจะส่งผลต่อพื้นที่รอบข้างอย่างไร

ใช้ไฟสะอาด แต่เพียงพอจะเรียกว่า ‘Green’ หรือไม่

สิ่งที่ทำให้กรณีนี้น่าสนใจเป็นพิเศษคือ ฟินแลนด์มีจุดแข็งด้านพลังงานที่เหมาะกับดาต้าเซ็นเตอร์หลายข้อ อากาศที่เย็นช่วยลดพลังงานสำหรับระบบหล่อเย็น ระบบไฟฟ้ามีเสถียรภาพ และประเทศมีไฟฟ้าคาร์บอนต่ำจากทั้งพลังงานลมและนิวเคลียร์

กูเกิลลงทุนในฟินแลนด์มานานกว่า 15 ปี โดยเคยเปลี่ยนโรงงานกระดาษเก่าในเมืองฮามินา (Hamina) ให้กลายเป็นดาต้าเซ็นเตอร์ ก่อนเดินหน้าขยายการลงทุนครั้งใหญ่อีกครั้งในปัจจุบัน

ในด้านพลังงาน บริษัททำสัญญาระยะยาว 22 ปีที่เกี่ยวข้องกับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์โลวีซา (Loviisa) มีสัญญาพลังงานลมในฟินแลนด์ที่รวมกำลังผลิตใหม่ 629 เมกะวัตต์ และสนับสนุนระบบแบตเตอรี่ขนาด 94 เมกะวัตต์ใกล้คาจานี

กูเกิลยังศึกษาวิธีลดการใช้ไฟของดาต้าเซ็นเตอร์ชั่วคราวในช่วงที่ระบบไฟฟ้ามีความตึงตัว เพื่อช่วยลดแรงกดดันต่อโครงข่าย สิ่งเหล่านี้สะท้อนว่าบริษัทกำลังพยายามตอบโจทย์เรื่องการใช้พลังงานของดาต้าเซ็นเตอร์อย่างจริงจัง แต่ปัญหาที่มูฮอสและคาจานีก็ทำให้เห็นข้อจำกัดของการวัดความเขียวผ่านพลังงานเพียงอย่างเดียว เพราะดาต้าเซ็นเตอร์ที่ใช้ไฟคาร์บอนต่ำก็ยังต้องสร้างอาคาร ถนน ระบบไฟ ระบบน้ำ และเปลี่ยนการใช้พื้นที่

ดังนั้น หากจะเรียกศูนย์ข้อมูลหนึ่งว่า Green Data Center คำถามอาจไม่ควรมีเพียงว่าไฟฟ้ามาจากลมหรือนิวเคลียร์กี่เปอร์เซ็นต์ แต่ควรรวมถึงว่าเลือกพื้นที่อย่างไร ใช้น้ำแบบไหน ต้องเปลี่ยนสภาพพื้นที่เดิมมากเพียงใด และระบบนิเวศโดยรอบได้รับผลกระทบอย่างไร

เอไอทำให้ดาต้าเซ็นเตอร์ใหญ่ขึ้น และคำถามเรื่องพื้นที่ก็ใหญ่ตาม

เรื่องนี้เกิดขึ้นในช่วงที่เอไอกำลังเร่งความต้องการดาต้าเซ็นเตอร์ทั่วโลก โมเดลขนาดใหญ่ต้องใช้หน่วยประมวลผลกราฟิก (GPU) จำนวนมากขึ้น และจีพียูเหล่านี้ต้องอยู่ในอาคารที่มีระบบไฟและระบบหล่อเย็นรองรับ

คณะกรรมาธิการยุโรป ระบุว่า ดาต้าเซ็นเตอร์ในสหภาพยุโรปใช้ไฟประมาณ 68 เทราวัตต์ชั่วโมงในปี 2567 และอาจเพิ่มเป็น 114 เทราวัตต์ชั่วโมงภายในปี 2573 หรือประมาณ 3.2% ของความต้องการใช้ไฟฟ้าทั้งสหภาพ

ที่ผ่านมา การถกเถียงจึงมักเน้นเรื่องไฟฟ้าและน้ำ แต่ยิ่งดาต้าเซ็นเตอร์มีขนาดใหญ่ขึ้น เรื่องที่ดินก็ยิ่งหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะนอกจากตัวอาคารแล้ว ยังต้องมีถนน สถานีไฟ ระบบหล่อเย็น และพื้นที่สำหรับอุปกรณ์ต่างๆ

กรณีฟินแลนด์จึงทำให้เห็นว่า ปัญหาของ Data Center ยุคเอไอไม่ได้อยู่ที่ว่าโลกจะผลิตไฟได้เพียงพอหรือไม่เท่านั้น แต่ยังรวมถึงคำถามว่า พื้นที่แบบไหนควรถูกเลือกให้เป็นที่ตั้งของโครงสร้างพื้นฐาน

ลงทุน 4.9 แสนล้านบาท แล้วฟินแลนด์ได้อะไร

อีกด้านหนึ่ง เหตุผลที่รัฐบาลฟินแลนด์ต้องการการลงทุนจากกูเกิลก็ชัดเจน นั่นคือเงินลงทุน งาน และโอกาสทางเศรษฐกิจ

กูเกิลประเมินว่าเงินลงทุน 13,000 ล้านยูโร หรือราว 4.9 แสนล้านบาท จะสนับสนุนงานมากกว่า 37,000 ตำแหน่งในช่วงก่อสร้างปี 2570-2571 และเพิ่มผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของฟินแลนด์เฉลี่ยประมาณ 3,600 ล้านยูโร หรือราว 1.36 แสนล้านบาทต่อปีในช่วงดังกล่าว หลังเปิดดำเนินงาน บริษัทระบุว่าจะมีงานถาวรอีกหลายพันตำแหน่ง

อย่างไรก็ตาม กระทรวงการคลังฟินแลนด์ประเมินไว้ต่ำกว่า โดยมองว่าเงินลงทุนที่ตกอยู่กับการผลิตภายในประเทศจริงอาจมีเพียง 20-30% หรือประมาณ 2,600-3,900 ล้านยูโร คิดเป็นราว 9.8 หมื่นล้าน-1.47 แสนล้านบาท เพราะเงินลงทุนส่วนหนึ่งต้องใช้ซื้อชิป เซิร์ฟเวอร์ และอุปกรณ์จากต่างประเทศ

ความแตกต่างนี้ทำให้เห็นว่า มูลค่าการลงทุนที่บริษัทประกาศไม่ได้เท่ากับเงินทั้งหมดที่จะหมุนอยู่ในเศรษฐกิจฟินแลนด์ และงานจำนวนมากในช่วงก่อสร้างก็ไม่ได้หมายความว่าจะกลายเป็นงานถาวรทั้งหมดหลังดาต้าเซ็นเตอร์เปิดใช้งาน

ประเด็นจึงไม่ใช่ว่าการลงทุนมีประโยชน์หรือไม่ แต่คือประเทศเจ้าบ้านจะประเมินประโยชน์จากโครงการควบคู่กับผลกระทบต่อพื้นที่อย่างไร

รัฐบาลฟินแลนด์ยังสนับสนุนการลงทุนของกูเกิล นายกรัฐมนตรี เพตเทรี ออร์โป (Petteri Orpo) มองว่าโครงการดังกล่าวจะช่วยเศรษฐกิจและเพิ่มขีดความสามารถด้านดิจิทัลของประเทศ

สิ่งที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่ภาพของประเทศหนึ่งที่เลือกสิ่งแวดล้อมแล้วปฏิเสธเทคโนโลยี แต่เป็นภาพของประเทศที่ต้องการทั้งสองอย่างพร้อมกัน คืออยากได้การลงทุนด้านดิจิทัล แต่ก็ยังต้องให้โครงการผ่านขั้นตอนด้านสิ่งแวดล้อม

นี่อาจเป็นโจทย์ที่หลายประเทศต้องเจอมากขึ้น เมื่อดาต้าเซ็นเตอร์กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของเศรษฐกิจเอไอ รัฐบาลต่างต้องการดึงเงินลงทุนเข้าประเทศ แต่ในเวลาเดียวกันก็ต้องกำหนดว่าโครงการควรสร้างที่ไหน ใช้ทรัพยากรอย่างไร และพื้นที่แบบใดไม่ควรถูกเปลี่ยนโดยง่าย

แล้วไทยล่ะ?

ประเทศไทยกำลังเข้าใกล้คำถามเดียวกัน ในช่วงปี 2567-2569 โครงการดาต้าเซ็นเตอร์ที่ได้รับอนุมัติส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) มีจำนวน 42 โครงการ เงินลงทุนรวมประมาณ 750,000 ล้านบาท และมีกำลังประมวลผลรวมประมาณ 3,400 เมกะวัตต์ นักลงทุนมาจากทั้งไทย สหรัฐ จีน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ญี่ปุ่น สิงคโปร์ อินเดีย ออสเตรเลีย และฝรั่งเศส

เมื่อการลงทุนเพิ่มขึ้น ไทยก็เริ่มเพิ่มเงื่อนไขในการพิจารณาโครงการ หลังคณะรัฐมนตรีเห็นชอบให้มีคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ในเดือนสิงหาคม 2569 บีโอไอระบุว่าจะพิจารณาทั้งประโยชน์ต่อเศรษฐกิจ ความพร้อมของระบบไฟฟ้า ประสิทธิภาพด้านพลังงาน การบริหารจัดการน้ำ และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมกับชุมชน ไม่ได้ดูเพียงตัวเลขเงินลงทุน

ด้านไฟฟ้า ภาครัฐเริ่มพิจารณาให้ผู้ประกอบการดาต้าเซ็นเตอร์รับผิดชอบต้นทุนการขยายโครงข่ายมากขึ้น ส่วนด้านน้ำก็มีการพิจารณาตั้งแต่แหล่งน้ำ ระบบหล่อเย็น การนำน้ำกลับมาใช้ใหม่ ไปจนถึงการบริหารน้ำในฤดูแล้ง

ไทยอาจต้องเพิ่มเรื่อง ‘ที่ดิน’ เข้าไปในคำถามเหล่านี้ด้วย พื้นที่ก่อนสร้างเป็นพื้นที่ประเภทใด ต้องเปลี่ยนสภาพมากแค่ไหน กระทบระบบนิเวศหรือชุมชนรอบข้างหรือไม่ และมีทางเลือกอื่นที่สร้างผลกระทบน้อยกว่าหรือเปล่า เพราะหากคำว่า Green Data Center จะมีความหมายมากกว่าเครื่องมือทางการตลาด การใช้ไฟสะอาดอาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้น ไม่ใช่คำตอบทั้งหมด

กรณีของกูเกิลในฟินแลนด์จึงไม่ได้บอกว่าดาต้าเซ็นเตอร์ไม่ควรถูกสร้าง หรือการลงทุนด้านพลังงานสะอาดไม่มีความหมาย แต่กำลังทำให้คำว่า Green ถูกตั้งคำถามในความหมายที่กว้างขึ้นว่า ดาต้าเซ็นเตอร์หนึ่งแห่งควรถูกเรียกว่าเขียวจากไฟที่ใช้เพียงอย่างเดียว หรือควรมองตั้งแต่พื้นที่ที่เลือกสร้างไปจนถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นตลอดทั้งโครงการ

อ้างอิง: Google และ Tom's Hardware