กนอ. เผยยอดขาย-จองที่ดินนิคมฯ 9 เดือน ทะลุ 6,000 ไร่ มั่นใจจบปีงบประมาณเข้าเป้า 7,000 ไร่ เผยคลื่นทุน Data Center มาแรงยึดพื้นที่เกือบ 3,000 ไร่ เร่งขยาย Land Stock แตะ 40,000 ไร่ รองรับ FDI เม็ดเงินสะพัดนับล้านล้าน
KEY POINTS
- กลุ่มธุรกิจ Data Center มีความต้องการใช้พื้นที่สูง โดยมีการแจ้งความจำนงและยอดจองพื้นที่ในนิคมอุตสาหกรรมทั่วประเทศรวมแล้วเกือบ 3,000 ไร่ จากผู้ประกอบการกว่า 60-70 โครงการ
- กนอ. คาดการณ์ว่าเมื่อสิ้นสุดปีงบประมาณจะสามารถผลักดันยอดขายที่ดินรวมได้ถึง 7,000 ไร่ หลังจาก 9 เดือนแรกทำยอดขายไปแล้วประมาณ 6,000 ไร่
- ยอดขายที่ดินที่เติบโตสูงสอดรับกับยอดคำขอส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) ของ BOI ที่มีมูลค่าสูงถึง 1.5 ล้านล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะแปลงเป็นเม็ดเงินลงทุนจริงในพื้นที่นิคมฯ ได้นับล้านล้านบาท
- เพื่อรองรับความต้องการลงทุน กนอ. มีแผนจะขยายปริมาณที่ดินสะสม (Land Stock) จากปัจจุบันที่มีอยู่ประมาณ 20,000 กว่าไร่ เพิ่มขึ้นเป็น 30,000 – 40,000 ไร่
นายสุเมธ ตั้งประเสริฐ ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เปิดเผยถึงแนวโน้มการลงทุนและยุทธศาสตร์การพัฒนานิคมอุตสาหกรรมของประเทศ โดยระบุว่า ภาพรวมการขายและจองที่ดินในนิคมอุตสาหกรรมทั่วประเทศในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2569 (ม.ค. - ก.ย. 2569) มีผลงานและความคืบหน้าที่สำคัญสะท้อนถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยภาพรวมการขายและเช่าพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมทั่วประเทศสามารถกวาดยอดขายพื้นที่รวมได้ประมาณ 6,000 ไร่
โดยเป็นกลุ่มนักลงทุนต่างชาติที่มีศักยภาพสูง ตอบโจทย์การดำเนินนโยบาย FDI (Foreign Direct Investment) หรือ การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมดาต้าเซนเตอร์ กลุ่มอุตสาหกรรมชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ กลุ่มอุตสาหกรรมการเกษตร กลุ่มอุตสาหกรรมแปรรูปอาหารและเครื่องดื่ม โดยเฉพาะนักลงทุนจากประเทศในแถบยุโรป จีน เกาหลี และญี่ปุ่น
"คาดว่าเมื่อจบปีงบประมาณจะสามารถผลักดันยอดขายรวมบรรลุเป้าหมายที่ 7,000 ไร่ได้สำเร็จ โดยมีกลุ่มทุนต่างชาติ โดยเฉพาะนักลงทุนจากประเทศจีน ยุโรป และชาติอื่นๆ เข้ามาลงทุนอย่างต่อเนื่อง ในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายหลัก 4 กลุ่ม ได้แก่ Data Center, โลจิสติกส์, เกษตร และอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV)"
สำหรับ 3 ไตรมาสแรก ปี 2569 สัญชาติที่มีการลงทุนสูงสุด (รวมสัญชาติไทย) แบ่งเป็น
1. สิงคโปร์
2. ประเทศไทย
3. ฮ่องกง
4. สวิตเซอร์แลนด์
5. เนเธอร์แลนด์
และ 6. จีน
ขณะที่ 5 อันดับกลุ่มอุตสาหกรรมที่ลงทุนสูงสุดของปี 2569 แบ่งเป็น
1. กิจการอื่นที่เกี่ยวเนื่องกับอุตสาหกรรม
2. ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์
3. อุตสาหกรรมอาหาร
4. ผลิตยานพาหนะและอุปกรณ์รวมทั้งการซ่อมยานพาหนะและอุปกรณ์
และ 5. เคมีภัณฑ์และผลิตภัณฑ์เคมี
คลื่นทุน Data Center ยึด 3,000 ไร่
นายสุเมธ ระบุว่า ปรากฏการณ์ที่น่าสนใจที่สุดในขณะนี้ คือความต้องการพื้นที่สำหรับกลุ่มธุรกิจ Data Center ซึ่งมีการแจ้งความจำนงและยอดจองพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมทั่วประเทศรวมแล้วเกือบ 3,000 ไร่ โดยขณะนี้มีผู้ประกอบการยื่นขออนุญาตผ่านองค์กรกำกับดูแล (Regulator) รวมกว่า 60–70 โครงการ
ทั้งนี้ คาดว่าหากทาง Regulator ออกหลักเกณฑ์มาตรฐานค่าไฟฟ้าและโครงสร้างสาธารณูปโภคที่ชัดเจนแล้ว กว่า 90% ของผู้ประกอบการกลุ่มนี้จะเข้าปักหลักลงทุนในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมทันที
จากอัตราการเติบโตและการขายที่ดินที่สูงถึงปีละกว่า 7,000 ไร่ ส่งผลให้ปริมาณที่ดินสะสม (Land Stock) ของ กนอ. ปัจจุบันเหลือประมาณ 20,000 กว่าไร่ กนอ. จึงวางยุทธศาสตร์เร่งอัดฉีดและขยาย Land Stock เพิ่มเติมขึ้นไปแตะระดับ 30,000 - 40,000 ไร่ เพื่อรองรับความต้องการที่หลากหลายของผู้ลงทุนยุคใหม่
"แม้ว่าโรงงานไฮเทครุ่นใหม่จะใช้ขนาดพื้นที่ลดลงเนื่องจากพัฒนาการทางเทคโนโลยี แต่ กนอ. ก็ได้ปรับสัดส่วนพื้นที่เพื่อรองรับกิจกรรมต่อเนื่องภาคอุตสาหกรรมเพิ่มเติม พร้อมทั้งสอดรับกับยอดคำขอส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) ของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ที่สูงถึง 1.5 ล้านล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะแปลงเป็นเม็ดเงินลงทุนจริงในพื้นที่นิคมฯ ได้นับล้านล้านบาท"
กนอ. ได้ปรับเปลี่ยนกลยุทธ์การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานรูปแบบใหม่ หรือ New Utilities โดยการเปิดพื้นที่ให้ภาคเอกชนเข้ามาร่วมลงทุนด้านพลังงานและสาธารณูปโภคทดแทนการที่ กนอ. จะต้องลงทุนเองทั้งหมด
รวมถึงโครงการความร่วมมือครั้งใหญ่กับบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) กระทรวงพลังงาน และกระทรวงการคลัง ในการพัฒนา Smart Park สู่การเป็นเมืองคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Utility) และการดึงเทคโนโลยีการดักจับ การใช้ประโยชน์ และการกักเก็บคาร์บอน (CCUS) ซึ่งคาดว่าจะก่อให้เกิดเม็ดเงินลงทุนสะพัดในพื้นที่รวมนับแสนล้านบาท
ในด้านนโยบายสิ่งแวดล้อมและการจัดระเบียบภาคอุตสาหกรรม นายสุเมธ เผยว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมได้สรุปแผนการจัดตั้งนิคม Circular เสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการ กนอ. (บอร์ด กนอ.) แล้ว ซึ่งเป็นการพัฒนาระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนตลอดห่วงโซ่คุณค่า ตั้งแต่กระบวนการผลิต การบริโภค ไปจนถึงการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ เช่น โทรศัพท์มือถือ ปลายทางอย่างเป็นระบบ
โดยร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช.
ขณะเดียวกัน กนอ. ยังวางมาตรการเชิงรุกในการดึงกลุ่มโรงงานที่ตั้งอยู่นอกนิคมอุตสาหกรรม หรือโรงงานที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ให้เข้ามาอยู่ในระบบนิคมอุตสาหกรรม เพื่อยกระดับการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมและมาตรการควบคุมมลพิษให้ได้มาตรฐานสากลที่เข้มงวดกว่าภายนอก





