วันอาทิตย์ ที่ 20 กันยายน 2569

Login
Login

จับตาภัยไซเบอร์ยุค Autonomous AI รับมือโจมตีอัตโนมัติ–Deepfake–มัลแวร์

“BAYCOMS” ชี้ภัยไซเบอร์กำลังเข้าสู่ยุค Autonomous AI เมื่อผู้ไม่หวังดีใช้ AI เร่งตั้งแต่รวบรวมข้อมูล ค้นหาเป้าหมาย วิเคราะห์ช่องโหว่ ไปจนถึงวางแผนโจมตี พร้อมยกระดับบริการสู่ End-to-End AI Cybersecurity Services และพัฒนาเทคโนโลยีภายในประเทศรับมือความเสี่ยง

KEY POINTS

  • Autonomous AI เปลี่ยนรูปแบบภัยไซเบอร์
  • ผู้ไม่หวังดีสามารถใช้ AI ตั้งแต่รวบรวมข้อมูล ค้นหาเป้าหมาย วิเคราะห์ช่องโหว่ ไปจนถึงวางแผนและดำเนินการโจมตี
  • Deepfake–Phishing–Malware เป็นความเสี่ยงสำคัญ
  • AI ช่วยให้การปลอมแปลงและสร้างเนื้อหาหลอกลวงมีความสมจริง รวมถึงช่วยค้นหาช่องโหว่และพัฒนามัลแวร์ได้เร็วขึ้น

เมื่อ AI ขยับจากเครื่องมือช่วยวิเคราะห์สู่ระบบที่สามารถคิด วิเคราะห์ ตัดสินใจ และดำเนินการตามเป้าหมายได้ด้วยตัวเอง รูปแบบภัยคุกคามทางไซเบอร์ก็เปลี่ยนตาม โดยผู้ไม่หวังดีสามารถนำ AI มาเร่งกระบวนการโจมตีตั้งแต่การรวบรวมข้อมูล ค้นหาเป้าหมาย วิเคราะห์ช่องโหว่ ไปจนถึงการวางแผนและดำเนินการโจมตี

“BAYCOMS” มองว่าการรับมือภัยไซเบอร์ในยุค Autonomous AI จำเป็นต้องขยับจากการป้องกันแบบตั้งรับไปสู่การเตรียมพร้อมและรับมือเชิงรุก พร้อมนำ AI มาใช้เป็นเครื่องมือในการป้องกันภัยที่ขับเคลื่อนด้วย AI เช่นเดียวกัน

AI เพิ่มความเร็วให้ภัยไซเบอร์

นายอวิรุทธ์ เลี้ยงศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เบย์ คอมพิวติ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ BAYCOMS กล่าวว่า AI กำลังกลายเป็นเทคโนโลยีสำคัญที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและสร้างโอกาสใหม่ให้กับธุรกิจ แต่ในอีกด้านหนึ่ง ความสามารถของ AI ที่เพิ่มขึ้นก็ทำให้รูปแบบภัยคุกคามทางไซเบอร์เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

ความท้าทายขององค์กรไม่ได้อยู่เพียงการนำ AI มาใช้งาน แต่ต้องสร้างความเชื่อมั่น มีระบบกำกับดูแล และมีมาตรการด้านความปลอดภัยควบคู่กัน

เมื่อ AI สามารถทำงานได้อย่างอัตโนมัติมากขึ้น ผู้ไม่หวังดีก็สามารถใช้เทคโนโลยีเดียวกันเพิ่มความเร็วและความสามารถในการโจมตี ตั้งแต่การรวบรวมข้อมูล ค้นหาเป้าหมาย วิเคราะห์ช่องโหว่ ไปจนถึงการวางแผนและดำเนินการโจมตี โดยใช้เวลาน้อยกว่าการดำเนินการโดยมนุษย์

ภัยคุกคามที่เห็นได้ชัดในปัจจุบัน ได้แก่ การใช้ Deepfake ปลอมแปลงใบหน้าและเสียงเพื่อหลอกลวง การใช้ AI สร้างข้อความ อีเมลฟิชชิ่ง หรือเว็บไซต์ปลอมที่มีความสมจริงมากขึ้นจนผู้ใช้งานทั่วไปแยกแยะได้ยาก รวมถึงการใช้ AI ช่วยพัฒนามัลแวร์และแรนซัมแวร์ ตลอดจนค้นหาจุดอ่อนและช่องโหว่ของระบบได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

สถานการณ์ดังกล่าวทำให้รูปแบบการป้องกันภัยไซเบอร์แบบเดิมอาจไม่เพียงพอ เพราะองค์กรต้องรับมือกับภัยคุกคามที่เกิดขึ้นเร็วขึ้น มีจำนวนมากขึ้น และมีความซับซ้อนมากขึ้น

จากตั้งรับสู่ Cybersecurity เชิงรุก

BAYCOMS มองว่า Autonomous AI เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ เนื่องจาก AI ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงช่วยวิเคราะห์หรือให้คำแนะนำอีกต่อไป แต่สามารถคิด วิเคราะห์ ตัดสินใจ และดำเนินการตามเป้าหมายที่ได้รับมอบหมายได้ด้วยตัวเอง

แนวทางรับมือจึงต้องเปลี่ยนจากการป้องกันแบบรอรับเหตุไปสู่การเตรียมพร้อมและรับมือเชิงรุกมากขึ้น รวมถึงการนำ AI มาใช้เป็นเครื่องมือในการป้องกัน AI ด้วยกันเอง

เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว BAYCOMS เดินหน้ายกระดับการให้บริการสู่แนวคิด End-to-End AI Cybersecurity Services โดยผสาน AI เข้ากับบริการด้านไซเบอร์ซีเคียวริตี้ ตั้งแต่การให้คำปรึกษา การประเมินความเสี่ยง การออกแบบและติดตั้งระบบ การเฝ้าระวังและตรวจจับภัยคุกคาม ไปจนถึงการรับมือเมื่อเกิดเหตุ เพื่อให้องค์กรบริหารจัดการความเสี่ยงได้ครบวงจร

บริษัทฯ ยังนำ AI มาใช้ในกระบวนการให้บริการ เช่น การวิเคราะห์ข้อมูลจำนวนมาก การตรวจสอบความผิดปกติ และการค้นหาภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้น เพื่อช่วยให้ทีมผู้เชี่ยวชาญตอบสนองต่อสถานการณ์ได้รวดเร็วและครอบคลุมมากขึ้น

ดัน 'Digital Sovereignty' ลดพึ่งพาเทคโนโลยีภายนอก

นายอวิรุทธ์ กล่าวว่า อีกแนวทางสำคัญคือการพัฒนาเทคโนโลยีและเครื่องมือของคนไทย เพื่อสนับสนุนแนวคิด Digital Sovereignty หรือการสร้างความสามารถในการพึ่งพาและควบคุมเทคโนโลยีดิจิทัลที่สำคัญได้ด้วยตนเอง

BAYCOMS มีแผนพัฒนา Ecosystem ด้านไซเบอร์ซีเคียวริตี้ภายในกลุ่มบริษัท เช่น AI Smart Helpdesk, AI Automated CSOC, AI Red Teaming และ Smart XDR รวมถึงระบบอื่นๆ ที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการและสร้างองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีภายในประเทศ

ขณะเดียวกัน บริษัทฯ มีแนวทางร่วมมือกับผู้ผลิตเทคโนโลยีระดับโลก เพื่อรับองค์ความรู้และถ่ายทอดเทคโนโลยีมายังบุคลากรในประเทศไทย โดยในระยะยาวมุ่งสร้างความสามารถในการพัฒนาเทคโนโลยีและผลิตภัณฑ์ของตนเอง ลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศในบางส่วน และเสริมความแข็งแกร่งให้กับระบบนิเวศไซเบอร์ซีเคียวริตี้ของไทย

สร้างคนควบคู่เทคโนโลยี

นายศุภชัย บุริสตระกูล ผู้ก่อตั้ง ปัจจุบันดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการบริหาร และประธานเจ้าหน้าที่บริหารของกลุ่มฯ (Group CEO) กล่าวว่า จากประสบการณ์พบว่าการให้บริการด้านไซเบอร์มีความซับซ้อน ต้องอาศัยทั้งองค์ความรู้และวิธีคิด (Mentality) ด้านความเสี่ยง รวมถึงการปฏิบัติให้สอดคล้องกับข้อกำหนด (Compliance)

บุคลากรจึงต้องมีความรู้เฉพาะทางมากกว่าความรู้เชิงเทคนิค และมีวิธีการทำงานที่แตกต่างจากธุรกิจไอทีทั่วไป โดยทีมงานของบริษัทฯ ถูกฝึกให้ใส่ใจกับความสำเร็จของลูกค้า ทำงานใกล้ชิดกับลูกค้า และมองลึกกว่าการให้บริการตามขอบเขตที่กำหนด เพื่อมุ่งบรรลุผลลัพธ์ที่ลูกค้าคาดหวัง

แนวทางดังกล่าวทำให้ทีมงานต้องค้นคว้าแนวทางใหม่ๆ ให้กับลูกค้า รวมถึงประยุกต์ใช้เทคโนโลยี เช่น AI เพื่อพัฒนาการให้บริการ

การทำงานด้านไซเบอร์ซีเคียวริตี้ต้องมีจิตสาธารณะ เราต้องอาศัยการให้ (Social Contribution) และความร่วมมือจากหลายภาคส่วน