OpenAI ยืนยันเดินหน้าสร้างหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ พร้อมพัฒนาหุ่นยนต์รูปแบบอื่น บริษัทกำลังสร้างทีมฮาร์ดแวร์ของตัวเอง ตั้งแต่ระบบขับเคลื่อน มอเตอร์ ไปจนถึงการออกแบบและการผลิต เป้าหมายไม่ได้มีแค่การขายหุ่นยนต์ แต่การมีหุ่นยนต์อาจทำให้เอไอได้เรียนรู้จากข้อมูลและปฏิสัมพันธ์กับโลกจริงมากขึ้น
KEY POINTS
- OpenAI ยืนยันเดินหน้าสร้างหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ พร้อมพัฒนาหุ่นยนต์รูปแบบอื่น
- บริษัทกำลังสร้างทีมฮาร์ดแวร์ของตัวเอง ตั้งแต่ระบบขับเคลื่อน มอเตอร์ ไปจนถึงการออกแบบและการผลิต
- เป้าหมายไม่ได้มีแค่การขายหุ่นยนต์ แต่การมีหุ่นยนต์อาจทำให้เอไอได้เรียนรู้จากข้อมูลและปฏิสัมพันธ์กับโลกจริงมากขึ้น
หากพูดถึง บริษัท โอเพนเอไอ (OpenAI) อาจนึกถึง ChatGPT โมเดลภาษาขนาดใหญ่ หรือการแข่งขันพัฒนาเอไอที่กำลังเปลี่ยนโลกการทำงานและเศรษฐกิจดิจิทัลในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แต่ก้าวต่อไปของบริษัทอาจไม่ได้อยู่บนหน้าจอคอมพิวเตอร์ เพราะโอเพนเอไอกำลังจะสร้างหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ หรือหุ่นยนต์ที่มีรูปร่างคล้ายมนุษย์
“เราจะสร้างหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์อย่างแน่นอน และเราจะทำหุ่นยนต์ในรูปแบบอื่นด้วย”
นี่คือคำยืนยันของ แซม อัลท์แมน (Sam Altman) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารโอเพนเอไอระหว่างให้สัมภาษณ์ในรายการ Sources Podcast เมื่อถูกถามว่า การกลับมาลงทุนด้านหุ่นยนต์ของบริษัทมีเป้าหมายอะไร
รายงานของฟอร์บส์ (Forbes) ชี้ว่า คำตอบสั้นๆ ของอัลท์แมนมีความหมายมากกว่าการประกาศผลิตภัณฑ์ใหม่ เพราะโอเพนเอไอกำลังขยับจากการเป็นบริษัทที่สร้างสมองของเอไอ ไปสู่การสร้างร่างกายที่เอไอจะใช้ทำงานในโลกจริงด้วย
คำถามคือ เหตุใดบริษัทที่มีความเชี่ยวชาญด้านซอฟต์แวร์และโมเดลเอไอจึงตัดสินใจเดินเข้าไปในธุรกิจฮาร์ดแวร์ที่ซับซ้อน และมีต้นทุนสูงอย่างหุ่นยนต์?
โลกนี้สร้างมาเพื่อมนุษย์ แล้วหุ่นยนต์ควรมีรูปร่างอย่างไร
เหตุผลที่อัลท์แมนสนับสนุนหุ่นยนต์ที่มีรูปร่างคล้ายมนุษย์นั้นค่อนข้างตรงไปตรงมา เพราะโลกที่มนุษย์อาศัยอยู่ในปัจจุบันถูกออกแบบขึ้นมาเพื่อรองรับร่างกายมนุษย์
อัลท์แมนกล่าวว่า โลกนี้สร้างขึ้นมาเพื่อมนุษย์ ประตูมีมือจับที่ออกแบบให้มือมนุษย์เปิด คอมพิวเตอร์มีแป้นพิมพ์สำหรับนิ้วมือ เครื่องจักรจำนวนมากถูกออกแบบให้มนุษย์ยืนควบคุม บ้านมีบันได ชั้นวางของ ห้องครัว และอุปกรณ์ต่างๆ ที่กำหนดขนาดตามสัดส่วนของคน หากต้องการให้หุ่นยนต์เข้าไปทำงานในโลกที่มนุษย์สร้างขึ้น การทำให้มันมีแขน ขา และมือคล้ายมนุษย์ อาจง่ายกว่าการปรับเปลี่ยนโลกทั้งใบให้รองรับเครื่องจักร
แนวคิดนี้เป็นหนึ่งในเหตุผลหลักที่บริษัทเทคโนโลยีหลายแห่งเลือกพัฒนาหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ แทนที่จะออกแบบหุ่นยนต์เฉพาะทางสำหรับงานแต่ละประเภท หุ่นยนต์ที่มีรูปร่างคล้ายมนุษย์อาจสามารถเข้าไปทำงานในบ้าน โรงงาน สำนักงาน หรือสถานที่ที่สร้างขึ้นสำหรับคนได้ โดยไม่จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนสถานที่ทั้งหมดเพื่อรองรับเครื่องจักร
เมื่อถูกถามว่าอนาคตจะไปถึงจุดที่ทุกบ้านมีหุ่นยนต์หรือไม่ อัลท์แมนยอมรับว่านั่นอาจไม่ใช่สิ่งแรกที่ควรเกิดขึ้น เพราะยังมีเรื่องโครงสร้างพื้นฐานและการผลิตที่ต้องพัฒนาก่อน แต่เขามองว่าในระยะยาว หุ่นยนต์ส่วนบุคคลอาจกลายเป็นสิ่งที่คนทั่วไปมีไว้ใช้งาน
“ผมไม่คิดว่านั่นจะเป็นสิ่งแรกที่สำคัญที่สุดที่ต้องทำ แต่ใช่ สักวันหนึ่ง ผมคิดว่าทุกคนควรมีหุ่นยนต์ส่วนตัว” อัลท์แมนกล่าว
ฟอร์บส์ระบุว่า แนวคิดนี้สอดคล้องกับการคาดการณ์ของผู้บริหารในอุตสาหกรรมหุ่นยนต์หลายคน จ้าวเผิง เฉิน (Zhaopeng Chen) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Agile Robots ประเมินว่า อุตสาหกรรมหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์อาจมีขนาดใหญ่กว่าอุตสาหกรรมยานยนต์ในปัจจุบันถึง 10 เท่า โดยให้เหตุผลว่า ครอบครัวหนึ่งอาจมีรถยนต์เพียงหนึ่งหรือสองคัน แต่ในอนาคตมนุษย์แต่ละคนอาจมีหุ่นยนต์เป็นของตัวเอง ขณะที่ อีลอน มัสก์ (Elon Musk) ผู้บริหาร Tesla และ SpaceX เคยกล่าวกับผู้นำกลุ่ม G20 ว่า ภายในเวลา 10 ปี อาจมีหุ่นยนต์ทำงานอยู่บนโลกถึง 1,000 ล้านตัว
อย่างไรก็ตาม การทำให้หุ่นยนต์มีรูปร่างเหมือนมนุษย์ ไม่ได้หมายความว่ามันจะคิดและทำงานได้เหมือนมนุษย์ และตรงนี้เองที่อัลท์แมนมองว่าเป็นโจทย์ที่ยากที่สุด
สิ่งที่ยากกว่าการทำให้หุ่นยนต์เดิน คือทำให้มันเข้าใจโลก
สำหรับอัลท์แมน ความท้าทายของหุ่นยนต์อยู่ที่การสร้างสมอง แต่คำถามว่า เอไอสำหรับหุ่นยนต์จะพัฒนาไปได้ไกลเพียงใดยังเป็นโจทย์สำคัญของอุตสาหกรรม
กิลล์ แพรตต์ (Gill Pratt) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Toyota Research Institute และอดีตผู้นำโครงการ DARPA Robotics Challenge กล่าวว่า เทคโนโลยีสมองของหุ่นยนต์ในปัจจุบันอาจแก้ปัญหาไปได้เพียงครึ่งเดียว ส่วนที่พัฒนาไปมากคือ ความสามารถในการตอบสนองอย่างรวดเร็วและการจดจำรูปแบบ แต่สิ่งที่ยังเป็นเรื่องยากคือ การทำให้หุ่นยนต์สามารถใช้เหตุผลและเข้าใจโลกทางกายภาพได้
มนุษย์สามารถมองเห็นแก้วน้ำและเข้าใจได้ทันทีว่าหากจับแรงเกินไปแก้วอาจแตก หรือหากแก้วกำลังตกก็คาดเดาได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นตามมา แต่สำหรับหุ่นยนต์ การมองเห็นและจำแนกวัตถุได้ ไม่ได้หมายความว่าจะเข้าใจคุณสมบัติของวัตถุนั้น หรือคาดการณ์ผลที่จะเกิดจากการกระทำของตัวเองได้
ความสามารถลักษณะนี้เกี่ยวข้องกับสิ่งที่เรียกว่า World Models หรือระบบที่ช่วยให้เอไอสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับโลกและความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งต่างๆ รอบตัว
ฟอร์บส์ระบุว่า หากไม่สามารถพัฒนาความสามารถด้านการใช้เหตุผลและการเข้าใจโลกทางกายภาพได้ อุตสาหกรรมหุ่นยนต์อาจต้องเผชิญกับช่วงเวลาที่ความคาดหวังต่อเทคโนโลยีสูงกว่าความสามารถที่เกิดขึ้นจริง
ด้วยเหตุนี้ บริษัทจำนวนมากจึงกำลังแข่งขันกันพัฒนาระบบเอไอที่ทำหน้าที่เป็นสมองกลางสำหรับหุ่นยนต์ Skild AI ระดมทุนได้ 1.4 พันล้านดอลลาร์ในเดือนมกราคม 2569 ทำให้บริษัทมีมูลค่ามากกว่า 1.4 หมื่นล้านดอลลาร์ โดยมี SoftBank เป็นผู้นำการลงทุน ร่วมกับ Nvidia, Bezos Expeditions, Samsung และ LG
Skild AI มีเป้าหมายพัฒนาสิ่งที่เรียกว่า omni-bodied brain หรือระบบเอไอที่สามารถนำไปใช้ควบคุมหุ่นยนต์ได้หลากหลายรูปแบบ ดีพัค ปาทัก (Deepak Pathak) ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท กล่าวว่า เป้าหมายคือ การสร้างระบบที่สามารถควบคุมหุ่นยนต์ได้ แม้เป็นหุ่นยนต์ที่ไม่เคยใช้ในการฝึกระบบมาก่อน
Physical Intelligence กำลังพัฒนาเทคโนโลยีในแนวทางใกล้เคียงกันผ่านโมเดล π0.7 ขณะที่ Google DeepMind เปิดตัว Gemini Robotics 2 เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2569 ซึ่งสามารถนำไปใช้กับหุ่นยนต์จากหลายบริษัท ทั้ง Apptronik, Boston Dynamics และ Franka ส่วน Nvidia ก็เผยแพร่แบบอ้างอิงสำหรับหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์แบบเปิดเมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2569 โดยใช้โครงสร้างหุ่นยนต์ของ Unitree บริษัทผลิตหุ่นยนต์จากจีนเป็นพื้นฐาน
บริษัทเหล่านี้มีจุดร่วมสำคัญคือ ส่วนใหญ่ไม่ได้ผลิตหุ่นยนต์ทั้งตัวด้วยตัวเอง แต่เน้นพัฒนาระบบเอไอ แล้วให้บริษัทผู้ผลิตหุ่นยนต์นำไปใช้กับฮาร์ดแวร์ของตนเอง กล่าวอีกอย่างหนึ่งคือ บริษัทหนึ่งสร้างสมอง ขณะที่อีกบริษัทสร้างร่างกาย แต่การที่โอเพนเอไอตัดสินใจจะทำทั้งสองอย่างด้วยตัวเอง อาจทำให้รูปแบบความสัมพันธ์ระหว่างบริษัทผู้พัฒนาเอไอกับบริษัทผู้ผลิตหุ่นยนต์เปลี่ยนไป
แต่การสร้างร่างกายหุ่นยนต์ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย
แม้อัลท์แมนจะมองว่าการสร้างสมองเป็นโจทย์ที่สำคัญกว่า แต่ประสบการณ์ของ เทสลา (Tesla) แสดงให้เห็นว่าการสร้างและผลิตหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ก็เป็นงานที่ซับซ้อนไม่แพ้กัน
เทสลาเริ่มผลิตหุ่นยนต์ Optimus ที่โรงงานในเมืองฟรีมอนต์ รัฐแคลิฟอร์เนีย ราวเดือนสิงหาคม 2569 โดยปรับเปลี่ยนสายการผลิตเดิมของรถยนต์ Model S และ Model X มาใช้กับหุ่นยนต์ แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีการส่งมอบหุ่นยนต์ให้ลูกค้า
เดือนมกราคม 2569 มัสก์ยอมรับว่า ยังไม่มีหุ่นยนต์ Optimus ตัวใดทำงานที่เป็นประโยชน์อย่างแท้จริงภายในโรงงานของเทสลาเอง และบริษัทก็พลาดเป้าหมายที่จะผลิตและส่งมอบหุ่นยนต์ประมาณ 10,000 ตัวภายในปี 2568
ในการประชุมรายงานผลประกอบการครั้งล่าสุด มัสก์กล่าวว่า Optimus เป็น “ผลิตภัณฑ์ที่ยากที่สุดที่เราเคยพยายามขยายการผลิต” เพราะแทบทุกชิ้นส่วนของหุ่นยนต์เป็นสิ่งใหม่ และบริษัทต้องสร้างห่วงโซ่อุปทานขึ้นมาใหม่ทั้งหมด
ข้อมูลจาก McKinsey ที่ฟอร์บส์นำมาอ้างอิง ระบุว่า ระบบขับเคลื่อนเป็นหนึ่งในชิ้นส่วนที่มีต้นทุนสูงที่สุดของหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ โดยคิดเป็นประมาณ 40-60% ของต้นทุนชิ้นส่วนทั้งหมด ระบบนี้ทำหน้าที่สร้างการเคลื่อนไหวให้กับข้อต่อต่างๆ ของหุ่นยนต์ ตั้งแต่นิ้วมือ แขน ไปจนถึงขา
นอกจากนี้ ชิ้นส่วนสำคัญอย่าง ชุดเฟืองทดความละเอียดสูง (Harmonic drives) และสกรูลูกกลิ้งความแม่นยำสูง (Precision roller screws) ซึ่งใช้ควบคุมการเคลื่อนไหวอย่างแม่นยำ ก็มีผู้ผลิตรายใหญ่กระจุกตัวอยู่ในจำนวนไม่มาก ห่วงโซ่อุปทานยังเกี่ยวข้องกับแร่หายากและแม่เหล็ก ซึ่งจีนมีบทบาทสำคัญ จีนครองสัดส่วนประมาณ 69% ของการทำเหมืองแร่หายาก และประมาณ 90% ของกระบวนการแปรรูปแม่เหล็กของโลก
ข้อมูลจาก OpenMind ประเมินว่า การผลิตหุ่นยนต์ขั้นสูงโดยไม่พึ่งพาซัพพลายเออร์จากจีน อาจมีต้นทุนชิ้นส่วนสูงถึงประมาณ 131,000 ดอลลาร์ต่อเครื่อง เทียบกับประมาณ 46,000 ดอลลาร์ในกรณีที่สามารถใช้ห่วงโซ่อุปทานตามปกติได้
หุ่นยนต์ไม่ได้เป็นเพียงสินค้า แต่อาจเป็นแหล่งข้อมูลให้เอไอ
อีกเหตุผลหนึ่งที่ฟอร์บส์ชี้ว่า อาจอธิบายได้ว่าเหตุใดโอเพนเอไอจึงกลับมาสนใจหุ่นยนต์ นั่นคือเรื่องของข้อมูล
โอเพนเอไอเคยยุติโครงการวิจัยด้านหุ่นยนต์ในปี 2564 เนื่องจากบริษัทไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลได้มากพอสำหรับนำไปฝึกระบบเอไอ เพราะเอไอสำหรับควบคุมหุ่นยนต์ต้องใช้ข้อมูลที่แตกต่างจากโมเดลภาษาอย่าง ChatGPT เพราะข้อมูลข้อความบนอินเทอร์เน็ตอาจไม่เพียงพอที่จะสอนให้หุ่นยนต์เข้าใจการทำงานของโลกทางกายภาพ หุ่นยนต์จำเป็นต้องเรียนรู้จากการลงมือทำจริง ตั้งแต่การจับวัตถุ การใช้แรง การเคลื่อนไหว การทำงานผิดพลาด ไปจนถึงการแก้ไขความผิดพลาด
ทุกครั้งที่หุ่นยนต์ทำงาน ระบบสามารถบันทึกข้อมูลจากเซ็นเซอร์ต่างๆ ได้พร้อมกัน ทั้งสิ่งที่หุ่นยนต์มองเห็น แรงที่ใช้จับวัตถุ การเคลื่อนไหวของสิ่งของ และผลที่เกิดขึ้นจากการกระทำ ข้อมูลเหล่านี้สามารถนำกลับไปใช้ฝึกเอไอรุ่นต่อไปได้
ฟอร์บส์จึงตั้งข้อสังเกตว่า การมีหุ่นยนต์ของตัวเองอาจไม่ได้หมายถึงการมีสินค้าใหม่เพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็นวิธีสร้างข้อมูลสำหรับพัฒนาระบบเอไอด้วย
บริษัท Hexagon Robotics ซึ่งมีสัญญานำหุ่นยนต์ Aeon จำนวน 1,000 ตัวเข้าไปใช้งานในโรงงานของ Schaeffler ก็ให้ความสำคัญกับข้อมูลประเภทนี้ อาร์โนด์ โรเบิร์ต (Arnaud Robert) ประธานบริษัท Hexagon กล่าวว่า ข้อมูลคุณภาพสูงสำหรับใช้ฝึกหุ่นยนต์มีความสำคัญอย่างมาก
ข้อได้เปรียบของข้อมูลที่มาจากหุ่นยนต์โดยตรงคือ ไม่ได้บันทึกเพียงว่าหุ่นยนต์ทำงานสำเร็จหรือไม่สำเร็จ แต่ยังเก็บรายละเอียดเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างการทำงานไว้ด้วย เช่น หุ่นยนต์กำลังทำอะไร ใช้แรงจับมากเพียงใด หรือมีสิ่งใดเคลื่อนที่ระหว่างนั้น
ฟิกเกอร์เอไอ เคยเลือกพัฒนาเองทั้งสมองและร่างกาย
แนวคิดที่ว่าบริษัทหุ่นยนต์ควรพัฒนาเทคโนโลยีทั้งด้านเอไอและฮาร์ดแวร์ด้วยตัวเองนั้น เคยเกิดขึ้นกับ ฟิกเกอร์เอไอ (Figure AI) มาก่อน
โอเพนเอไอเคยเข้าร่วมลงทุนในการระดมทุนของฟิกเกอร์เอไอ มูลค่า 675 ล้านดอลลาร์เมื่อปี 2567 แต่ต่อมาในเดือนกุมภาพันธ์ 2568 ฟิกเกอร์เอไอตัดสินใจยุติความร่วมมือกับโอเพนเอไอและหันไปพัฒนาระบบเอไอของตัวเอง
เบรตต์ แอดค็อก (Brett Adcock) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของฟิกเกอร์เอไอ อธิบายว่า บริษัทพบว่าการพัฒนา Embodied AI หรือเอไอที่สามารถควบคุมร่างกายของหุ่นยนต์และทำงานในโลกจริง จำเป็นต้องพัฒนาระบบเอไอควบคู่ไปกับฮาร์ดแวร์
“เราพบว่าหากต้องการแก้ปัญหา Embodied AI ให้เกิดขึ้นในโลกจริงและขยายการใช้งานในวงกว้าง คุณต้องบูรณาการเอไอสำหรับหุ่นยนต์เข้าด้วยกัน เราไม่สามารถจ้างบริษัทภายนอกทำเอไอให้เราได้ ด้วยเหตุผลเดียวกับที่เราไม่สามารถจ้างบริษัทภายนอกสร้างฮาร์ดแวร์ให้เราได้” แอดค็อกกล่าว
แนวคิดนี้สะท้อนว่า การพัฒนาหุ่นยนต์อาจไม่สามารถแยกเรื่องสมองออกจากเรื่องร่างกายได้อย่างชัดเจน เพราะประสิทธิภาพของระบบเอไอขึ้นอยู่กับฮาร์ดแวร์ เซ็นเซอร์ และข้อมูลที่หุ่นยนต์เก็บได้จากการทำงานจริง
โอเพนเอไอกำลังรับคนสร้างมอเตอร์ เฟือง และระบบขับเคลื่อน
แม้อัลท์แมนจะบอกว่าสิ่งสำคัญที่สุดคือ สมองของหุ่นยนต์ แต่ประกาศรับสมัครงานของโอเพนเอไอแสดงให้เห็นว่า บริษัทกำลังเตรียมความพร้อมด้านฮาร์ดแวร์อย่างจริงจังเช่นกัน
ฟอร์บส์รายงานว่า หน้าเว็บไซต์รับสมัครงานของโอเพนเอไอมีตำแหน่งด้านหุ่นยนต์ 19 ตำแหน่งในนครซานฟรานซิสโก เพิ่มขึ้นจาก 11 ตำแหน่งเมื่อบริษัทเปิดหน่วยงานด้านหุ่นยนต์อีกครั้งเมื่อปลายเดือนพฤษภาคม 2569
ในจำนวนนี้ มีตำแหน่งที่เกี่ยวข้องกับวิศวกรออกแบบชุดขับเคลื่อน (Actuator) โดยตรง 4 ตำแหน่ง รวมถึงตำแหน่งผู้จัดการโครงการด้านเทคนิคสำหรับระบบขับเคลื่อนโดยเฉพาะ
โอเพนเอไอกำลังมองหาผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบระบบขับเคลื่อน ระบบแม่เหล็กไฟฟ้า ระบบเฟือง และโครงสร้างสำหรับทดสอบชิ้นส่วน นอกจากนี้ยังมีตำแหน่งวิศวกรออกแบบชุดขับเคลื่อนที่ต้องรับผิดชอบการพัฒนาระบบขับเคลื่อนของบริษัทตั้งแต่ต้นจนจบ ทั้งมอเตอร์ ระบบส่งกำลัง เซ็นเซอร์ และระบบจัดการความร้อน
ตำแหน่งดังกล่าวยังต้องคำนึงถึงการนำแบบออกแบบไปผลิตจริง และทำงานร่วมกับพันธมิตรด้านการผลิตเพื่อให้ชิ้นส่วนสามารถผลิตได้ในระดับอุตสาหกรรม นอกจากนี้ บริษัทยังเปิดรับวิศวกรออกแบบแผงวงจร ผู้เชี่ยวชาญด้านการจำลองระบบความร้อน วิศวกรเฟิร์มแวร์ ช่างเทคนิคสร้างต้นแบบ ผู้จัดการคลังสินค้า และผู้จัดการด้านการจัดซื้อชิ้นส่วน
ภาพรวมของตำแหน่งงานเหล่านี้ทำให้เห็นว่า โอเพนเอไอไม่ได้กำลังมองหาทีมที่จะพัฒนาเฉพาะเอไอสำหรับใส่ลงไปในหุ่นยนต์ที่คนอื่นผลิตเท่านั้น แต่กำลังรวบรวมบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับการออกแบบและสร้างส่วนประกอบสำคัญของตัวหุ่นยนต์เอง โดยเฉพาะวิศวกรออกแบบชุดขับเคลื่อน ซึ่งเป็นทั้งชิ้นส่วนที่มีต้นทุนสูง และเป็นหนึ่งในจุดที่ห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ยังมีข้อจำกัด
โอเพนเอไอยังไม่ได้เผยว่าหุ่นยนต์จะออกมาเมื่อไร
แม้อัลท์แมนจะยืนยันว่า โอเพนเอไอจะสร้างหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์อย่างแน่นอน แต่รายละเอียดของโครงการยังมีไม่มากนัก บริษัทยังไม่ได้ระบุวันเปิดตัว ยังไม่มีเป้าหมายจำนวนการผลิต ยังไม่ได้เปิดเผยพันธมิตรด้านการผลิต และยังไม่มีการเผยต้นแบบของหุ่นยนต์ต่อสาธารณะ
ก่อนหน้านี้ อัลต์แมนเคยให้กรอบเวลาที่ชัดเจนกับนิตยสารไทม์ สำหรับอุปกรณ์เอไอแบบตั้งโต๊ะที่โอเพนเอไอพัฒนาร่วมกับ จอห์นนี ไอฟ์ (Jony Ive) โดยระบุว่าอาจเปิดตัวในช่วงต้นปี 2570 แต่สำหรับโครงการหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ เขาให้ข้อมูลเพียงว่า โอเพนเอไอจะทำมัน “อย่างแน่นอน”
อย่างไรก็ตาม โอเพนเอไอกำลังก้าวเข้ามาในตลาดที่มีการแข่งขันเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ฟอร์บส์รายงานว่า ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 มีการจัดส่งหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ทั่วโลกประมาณ 19,100 ตัว เพิ่มขึ้น 272% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยผู้ผลิตจากจีนมีสัดส่วนมากกว่า 97% ของจำนวนทั้งหมด ขณะที่บริษัทผู้ผลิตหุ่นยนต์จากสหรัฐอเมริกาและยุโรปก็ทยอยเปิดตัวหุ่นยนต์รุ่นใหม่อย่างต่อเนื่อง
การแข่งขันด้านหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ในเวลานี้จึงไม่ได้อยู่ที่การพัฒนารูปร่างของหุ่นยนต์เพียงอย่างเดียว แต่ครอบคลุมตั้งแต่การสร้างระบบเอไอที่สามารถเข้าใจโลก การเก็บข้อมูลจากการทำงานจริง การออกแบบฮาร์ดแวร์ ไปจนถึงความสามารถในการผลิตจำนวนมาก
สำหรับโอเพนเอไอ การประกาศสร้างหุ่นยนต์ครั้งนี้จึงเป็นการขยายบทบาทของบริษัทจากผู้พัฒนาเอไอที่ทำงานอยู่บนหน้าจอ ไปสู่การพัฒนาเอไอที่ต้องออกไปปฏิสัมพันธ์กับโลกจริงผ่านร่างกายของหุ่นยนต์ โดยยังต้องติดตามต่อไปว่า บริษัทจะเปิดเผยรูปแบบของหุ่นยนต์ ต้นแบบ และแผนการนำเทคโนโลยีออกสู่ตลาดเมื่อใด





