วันจันทร์ ที่ 31 สิงหาคม 2569

Login
Login

เบื้องหลังการเต้นกังฟู ฮิวแมนนอยด์จีนยังทำงานในโลกจริงได้เพียง 20% ของมนุษย์

หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ของจีนกำลังถูกผลักดันอย่างหนักจากทั้งรัฐบาลและภาคอุตสาหกรรม ตั้งแต่การลงทุนในโรงงานผลิต การจัดซื้อโดยหน่วยงานรัฐ ไปจนถึงการสร้างศูนย์ฝึกหุ่นยนต์เพื่อเก็บข้อมูลสำหรับพัฒนา “เอไอแบบมีร่างกาย” หรือ Embodied AI ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ทำให้หุ่นยนต์สามารถรับรู้ ตัดสินใจ และลงมือทำงานในโลกจริงได้

เบื้องหลังภาพหุ่นยนต์เต้น กังฟู และชกมวยที่เผยแพร่ไปทั่วโลก ยังมีปัญหาที่อุตสาหกรรมต้องแก้ นั่นคือ หุ่นยนต์เหล่านี้ยังทำงานช้า ผิดพลาดง่าย และยังไม่สามารถปรับตัวกับสถานการณ์ที่อยู่นอกเหนือจากสิ่งที่ได้รับการฝึกมาได้ดีพอ ทำให้ในเวลานี้หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ยังไม่พร้อมสำหรับงานอุตสาหกรรม

สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานการตรวจสอบอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ของจีน โดยอาศัยข้อมูลจากเอกสารบริษัทและข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้างของรัฐบาลหลายร้อยรายการ การลงพื้นที่โรงงาน ศูนย์ฝึกหุ่นยนต์ และโชว์รูมหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ รวมถึงการสัมภาษณ์ผู้บริหาร นักลงทุน และนักวิจัย 40 คน

ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนช่องว่างระหว่างความทะเยอทะยานของรัฐบาลจีนกับความสามารถของหุ่นยนต์ในปัจจุบัน ขณะที่กำลังการผลิตเพิ่มขึ้นเร็วกว่าความต้องการเชิงพาณิชย์ บริษัทจำนวนหนึ่งยังต้องพึ่งพาเงินอุดหนุนจากภาครัฐ และราคาหุ่นยนต์กำลังลดลงจากการแข่งขันที่รุนแรง

ศูนย์ฝึกหุ่นยนต์ในกว่างซี กับงานที่ยังทำได้ช้า

ที่ศูนย์ฝึกหุ่นยนต์แห่งหนึ่งในภาคใต้ของจีน มีหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์มากกว่า 100 ตัวตั้งเรียงกันเป็นแถว ขณะที่ผู้ฝึกสอนที่เป็นมนุษย์ประมาณ 12 คนสวมชุดหูฟังและควบคุมหุ่นยนต์ให้ทำงานง่ายๆ เช่น คัดแยกลัง บรรจุบะหมี่ และชงกาแฟ

รอยเตอร์สเข้าเยี่ยมชมศูนย์ดังกล่าวในเมืองหลิ่วโจวในเดือนเมษายน 2569 และพบว่า หุ่นยนต์ยังเคลื่อนไหวได้ช้าและดูไม่คล่องตัวนัก ผู้ฝึกสอนมือใหม่อาจต้องพยายามประมาณ 300 ครั้งจึงจะทำให้หุ่นยนต์สร้างการเคลื่อนไหวที่ใช้งานได้หนึ่งครั้ง ขณะที่ผู้ฝึกสอนที่มีประสบการณ์สามารถทำได้ประมาณหนึ่งครั้งต่อ 50 ครั้ง

ศูนย์แห่งนี้เกิดขึ้นจากการสนับสนุนของรัฐบาลท้องถิ่น โดยบริษัทผู้ผลิตหุ่นยนต์ UBTech ชนะการประมูลมูลค่า 18 ล้านดอลลาร์จากรัฐบาลเขตปกครองตนเองกว่างซีเมื่อเดือนตุลาคม 2568 เพื่อจัดหาหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องให้กับศูนย์

เป้าหมายของศูนย์ไม่ได้มีเพียงการสาธิตความสามารถของหุ่นยนต์ แต่ต้องการสร้างข้อมูลสำหรับฝึกเอไอแบบมีร่างกาย ซึ่งหมายถึงระบบเอไอที่สามารถรับรู้สภาพแวดล้อม ตัดสินใจ และลงมือทำในโลกจริงได้ โดยผู้ฝึกสอนจะใช้ชุดหูฟังเพื่อมองเห็นสิ่งต่างๆ จากมุมมองเดียวกับหุ่นยนต์ และใช้ตัวควบคุมแบบถือด้วยมือที่ติดตั้งเซ็นเซอร์ เพื่อถ่ายทอดการเคลื่อนไหวของมนุษย์ไปเป็นการเคลื่อนไหวของหุ่นยนต์

ในระยะยาว ข้อมูลลักษณะนี้อาจนำไปใช้ฝึกหุ่นยนต์ให้สามารถทำงานที่ต้องใช้แรงงานจำนวนมากได้ แต่ศูนย์หลิ่วโจวซึ่งตั้งเป้าขายข้อมูลการฝึกหุ่นยนต์ให้กับโรงงาน ยังไม่มีเส้นทางสู่การทำกำไรที่ชัดเจนในปัจจุบัน

พนักงานของศูนย์ 3 คนบอกกับรอยเตอร์สว่า โครงการยังต้องพึ่งพาเงินอุดหนุน ขณะที่ต้นทุนการดำเนินงานสูงและราคาข้อมูลฝึกหุ่นยนต์ในตลาดที่เพิ่งเริ่มต้นยังอยู่ในระดับต่ำ UBTech รวมถึงรัฐบาลกว่างซีและรัฐบาลเมืองหลิ่วโจวไม่ได้แสดงความคิดเห็นต่อรายงานดังกล่าว

จีนเร่งสร้างหุ่นยนต์ ขณะที่เทคโนโลยียังตามไม่ทัน

สิ่งที่เกิดขึ้นในศูนย์ฝึกแห่งนี้สะท้อนปัญหาของอุตสาหกรรมฮิวแมนนอยด์จีนในเวลานี้ รัฐบาลและภาคการผลิตกำลังลงทุนและเพิ่มกำลังการผลิตอย่างรวดเร็ว แต่ความสามารถของหุ่นยนต์ในการทำงานนอกเหนือจากสถานการณ์ที่ถูกกำหนดหรือจัดฉากไว้ล่วงหน้ายังมีข้อจำกัด

ภาพหุ่นยนต์เต้น กังฟู และแข่งขันชกมวยกลายเป็นสิ่งที่ผู้คนทั่วโลกคุ้นตาผ่านอินเทอร์เน็ต ขณะเดียวกัน จีนก็นำหุ่นยนต์เหล่านี้มาเชื่อมโยงกับแนวคิด “พลังการผลิตใหม่ที่มีคุณภาพ” (new quality productive forces) ของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ซึ่งให้ความสำคัญกับการเติบโตจากนวัตกรรมทางเทคโนโลยีและการผลิตขั้นสูง แต่สำหรับการใช้งานจริงในโรงงาน ความสามารถในการแสดงท่าทางไม่ได้หมายความว่าหุ่นยนต์สามารถทำงานได้ในระดับเดียวกัน

ผู้บริหารและนักวิจัยในอุตสาหกรรมประมาณ 6 คนให้ข้อมูลกับรอยเตอร์สว่า แม้ผู้ผลิตจีนจะสามารถสร้างฮาร์ดแวร์หุ่นยนต์ที่มีความสามารถระดับแนวหน้า แต่หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ยังขาดความฉลาดที่จำเป็นสำหรับการทำงานทั่วไป

ข้อจำกัดคือ หุ่นยนต์ยังมีปัญหาเมื่อเจอกับสถานการณ์ที่ต้องใช้ “สัญชาตญาณ” หรือจำเป็นต้องเบี่ยงเบนจากขั้นตอนที่ได้รับการตั้งโปรแกรมไว้

ถัง เหวินปิน (Tang Wenbin) ผู้ร่วมก่อตั้งและซีอีโอของบริษัทสตาร์ตอัปด้านหุ่นยนต์เอไอ Yuanli Lingji กล่าวในเวทีอุตสาหกรรมเมื่อเดือนมีนาคม 2569 ว่า “ไอคิวของหุ่นยนต์ยังต่ำเกินไป” เขากล่าวเพิ่มเติมว่า “สิ่งที่เราเห็นกันมากมายคือ การเต้นที่ปลอมตัวมาเป็นการทำงาน”

ข้อมูลของ BofA Global Research ระบุว่า อุตสาหกรรมหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ทั่วโลกส่งมอบหุ่นยนต์ประมาณ 20,000 ตัวในปี 2568 โดยผู้ผลิตจีนคิดเป็น 95% ของจำนวนดังกล่าว 

ขณะที่ กัน เสี่ยวปิน (Gan Xiaobin) เจ้าหน้าที่กระทรวงอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศของจีน กล่าวว่าในเดือนกรกฎาคม 2569 จีนคาดว่าจะผลิตหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์มากกว่า 100,000 ตัวภายในปีนี้

BofA คาดการณ์ว่า การส่งมอบหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ทั่วโลกจะเพิ่มขึ้นเป็น 1.2 ล้านตัวต่อปีภายในปี 2573 โดยส่วนใหญ่จะมาจากจีน ตัวเลขเหล่านี้เกิดขึ้นในช่วงที่ตลาดหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ยังอยู่ในระยะเริ่มต้น และความต้องการใช้งานจริงทั้งในจีนและต่างประเทศยังมีจำกัด

เบื้องหลังการเต้นกังฟู ฮิวแมนนอยด์จีนยังทำงานในโลกจริงได้เพียง 20% ของมนุษย์

หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ Tiangong Ultra เข้าเส้นชัยด้วยเวลา 8.86 วินาที เคียงข้างหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ของ Honor ระหว่างการแข่งขันรอบรองชนะเลิศ วิ่ง 100 เมตร ประเภททีมขนาดใหญ่ ในการแข่งขัน World Humanoid Robot Games 2026 ที่สนามสเก็ตความเร็วแห่งชาติ กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2569 | ภาพ: Tingshu Wang จาก Reuters

ทำไมจีนจึงเร่งสร้างอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์

แรงผลักดันของจีนไม่ได้มีเพียงเรื่องการแข่งขันด้านเทคโนโลยี แต่ยังเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร เนื่องจากจีนกำลังเผชิญกับประชากรสูงวัยและจำนวนประชากรที่ลดลง ซึ่งกระทบข้อได้เปรียบสำคัญของภาคอุตสาหกรรมจีนในอดีต นั่นคือ การมีแรงงานจำนวนมาก หากหุ่นยนต์สามารถทำงานที่ใช้แรงงานจำนวนมากแทนมนุษย์ได้ เทคโนโลยีดังกล่าวก็อาจเข้ามาตอบโจทย์การขาดแคลนแรงงานในอนาคต

นอกจากการใช้งานในภาคอุตสาหกรรมแล้ว นักวิจัยด้านการทหารของจีนยังศึกษาความเป็นไปได้ในการใช้หุ่นยนต์และเอไอในระบบอาวุธในอนาคต อย่างไรก็ตาม การเร่งสร้างอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์แตกต่างจากอุตสาหกรรมที่จีนเคยผลักดันอย่างรถยนต์ไฟฟ้าและแผงโซลาร์เซลล์

ในกรณีของรถยนต์และโซลาร์เซลล์ เทคโนโลยีและตลาดมีความพร้อมมากกว่าเมื่อจีนเร่งเพิ่มกำลังการผลิต ขณะที่หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ยังเป็นเทคโนโลยีระยะเริ่มต้น ความต้องการทั้งในจีนและต่างประเทศยังจำกัด และยังมีปัญหาที่ยังแก้ไม่ได้ทั้งเรื่องความคล่องตัว ความน่าเชื่อถือ ความฉลาด และต้นทุน

อีกประเด็นหนึ่งคือ หน่วยงานของรัฐบาลจีนกำลังทำหน้าที่ทั้งเป็นผู้สนับสนุนเงินทุนและผู้ซื้อหุ่นยนต์ในเวลาเดียวกัน ซึ่งทำให้ความต้องการในตลาดเพิ่มขึ้นโดยไม่ได้เกิดจากแรงซื้อของภาคธุรกิจเพียงอย่างเดียว กระทรวงอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศของจีนและสำนักงานข้อมูลของคณะรัฐมนตรีจีนไม่ได้ตอบคำถามของรอยเตอร์เกี่ยวกับการพัฒนาอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์

ตลาดหุ่นยนต์ที่โตขึ้นด้วยเงินรัฐ

ข้อมูลจากคณะกรรมการพัฒนาและปฏิรูปแห่งชาติ ซึ่งเป็นหน่วยงานวางแผนเศรษฐกิจระดับสูงของจีน ระบุว่า ปัจจุบันจีนมีบริษัทหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์มากกว่า 150 แห่ง มากกว่าจำนวนแบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าของจีน คณะกรรมการฯ เคยระบุเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2568 ว่า บริษัทต่างๆ กำลังแห่เข้าสู่อุตสาหกรรมหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ ทั้งที่เทคโนโลยีและโมเดลธุรกิจยังไม่เติบโตเต็มที่

รอยเตอร์สตรวจสอบข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐเกือบ 1,000 โครงการ ครอบคลุมการซื้อหุ่นยนต์ ระบบฝึก อุปกรณ์ และโครงการสาธิต พบว่า ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 รัฐบาลระดับชาติ มณฑล และท้องถิ่นของจีนใช้เงินอย่างน้อย 230 ล้านดอลลาร์ในการซื้อหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์และสิ่งของที่เกี่ยวข้อง ซึ่งตัวเลขดังกล่าวเพิ่มขึ้นอย่างมากจาก 62 ล้านดอลลาร์ในช่วงเดียวกันของปี 2568 และ 6 ล้านดอลลาร์ในช่วงเดียวกันของปี 2567

ในเดือนมิถุนายน 2569 กระทรวงอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศของจีนและหน่วยงานกำกับดูแลบริษัทของรัฐประกาศว่าจะกำหนดให้ 10 มณฑลระบุสถานที่อย่างน้อยมณฑลละ 20 แห่ง เพื่อใช้เป็นพื้นที่ฝึกหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์และระบบเอไอในสถานการณ์จริง

เดือนเมษายน 2569 State Grid ซึ่งเป็นบริษัทไฟฟ้าของจีนประกาศแผนใช้เงิน 1,000 ล้านดอลลาร์กับหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ที่มีเอไอ หุ่นยนต์สองแขน และหุ่นยนต์สุนัข สำหรับงานบำรุงรักษาระบบสายส่งและตรวจสอบสถานีไฟฟ้าย่อย

สื่อของรัฐบาลรายงานว่า หุ่นยนต์แต่ละตัวอาจช่วยประหยัดต้นทุนแรงงานได้ปีละ 74,000-119,000 ดอลลาร์ และลดการให้มนุษย์เข้าไปทำงานในพื้นที่อันตราย

State Grid ไม่ได้ตอบคำถามของรอยเตอร์ส ขณะเดียวกัน เซินเจิ้นตั้งเป้าสร้างคลัสเตอร์อุตสาหกรรมมูลค่า 15,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งประกอบด้วยบริษัทด้านหุ่นยนต์ที่มีความสามารถด้าน embodied intelligence มากกว่า 1,200 แห่งภายในปี 2570

ผู้สนับสนุนการลงทุนลักษณะนี้มองว่า การสร้างตลาดขนาดใหญ่ตั้งแต่ช่วงแรกจะช่วยให้บริษัทจีนสร้างห่วงโซ่อุปทานต้นทุนต่ำ และเก็บข้อมูลสำหรับฝึกหุ่นยนต์ได้เร็วกว่า บริษัทต่างชาติ เช่น Tesla ซึ่งมีแผนผลักดันหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ Optimus แต่ในอีกด้านหนึ่ง การเร่งสร้างกำลังการผลิตจำนวนมากก็ทำให้นักลงทุนและรัฐบาลท้องถิ่นต้องเผชิญความเสี่ยงหากตลาดปรับตัวลง

ลิซซี ลี (Lizzi Lee) นักวิจัยเศรษฐกิจจีนจาก Asia Society Policy Institute ในนิวยอร์ก อธิบายยุทธศาสตร์ดังกล่าวว่าเป็นการ “จุดชนวนเกม Hunger Games” ซึ่งหมายถึงการสร้างตลาดที่มีการแข่งขันรุนแรงอย่างมากตั้งแต่ต้น เพื่อเร่งการเรียนรู้และนวัตกรรม

เธอกล่าวว่า ในอุตสาหกรรมอื่นๆ วิธีการนี้ทำให้ราคาสินค้าลดลงเป็นเวลาหลายปี จนบริษัทจีนและต่างประเทศเกือบทั้งหมดไม่สามารถทำกำไรได้ แต่ท้ายที่สุดจะเหลือผู้เล่นเพียงไม่กี่รายที่มีความสามารถแข่งขันในระดับโลก

ลีระบุว่า “ความสูญเปล่าไม่ใช่อุบัติเหตุในโมเดลนี้” แต่เป็นส่วนหนึ่งของ “กลไกการค้นหาคำตอบ” และอัตราการล้มเหลวที่สูงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ อย่างไรก็ตาม เธอเตือนว่า การสร้างกำลังการผลิตส่วนเกินนั้น “เริ่มต้นได้ง่าย แต่ยุติได้ยาก”

UBTech และ Unitree ถูกจับตาในฐานะผู้รอดชีวิต

ท่ามกลางการแข่งขันจำนวนมาก UBTech และ Unitree ถูกมองโดยนักวิเคราะห์จำนวนหนึ่งว่าเป็นบริษัทที่มีโอกาสอยู่รอดในระยะยาว

บริษัท Unitree ซึ่งเป็นผู้ขายหุ่นยนต์สุนัขรายใหญ่ที่สุดของโลก และเป็นผู้ผลิตหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์รายใหญ่อันดับสอง กลายเป็นตัวชี้วัดสำคัญของเงินทุนที่ไหลเข้าสู่อุตสาหกรรม

เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2569 หุ้น Unitree พุ่งขึ้นมากกว่า 5 เท่าในการซื้อขายวันแรกที่ตลาดหุ้นเซี่ยงไฮ้ ทำให้บริษัทมีมูลค่าประมาณ 50,000 ล้านดอลลาร์ ก่อนที่ราคาจะปรับตัวลงในเวลาต่อมา

บริษัทด้าน Embodied AI ของจีนที่กำลังพิจารณาเข้าตลาดหุ้นต่างจับตาความคืบหน้าของ Unitree เพื่อดูว่านักลงทุนจะสามารถแยกแยะบริษัทที่มีธุรกิจและรายได้จริงออกจากบริษัทที่มีเพียงเรื่องราวเกี่ยวกับอนาคตของหุ่นยนต์ได้มากน้อยเพียงใด โดย Unitree ไม่ได้ตอบคำถามเกี่ยวกับการเข้าตลาดหุ้นของบริษัท

เควิน ซู ผู้ก่อตั้ง (Kevin Xu) Interconnected Capital บริษัทลงทุนในสหรัฐ กล่าวว่า ผู้ก่อตั้งบริษัทบางรายอธิบายอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ของจีนว่าเป็นฟองสบู่ เขากล่าวว่า “ไม่ช้าก็เร็วจะต้องเกิดการควบรวมอุตสาหกรรมอย่างแน่นอน 100%” และสิ่งที่ยังไม่รู้คือ “มันจะเป็นใคร และจะรุนแรงแค่ไหน”

รัฐบาลกลายเป็นทั้งลูกค้าและผู้สนับสนุน

ในปัจจุบัน ความต้องการหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ส่วนหนึ่งเกิดจากการจัดซื้อของรัฐบาลและเงินอุดหนุน มากกว่าจะเกิดจากแรงตลาดเพียงอย่างเดียว กระทรวงอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศของจีนและหน่วยงานกำกับดูแลทรัพย์สินของรัฐให้คำมั่นว่าจะสนับสนุนนโยบายพิเศษแก่พื้นที่และบริษัทที่มีโครงการฝึกหุ่นยนต์ที่มีความเข้มแข็ง

ลักษณะดังกล่าวคล้ายกับการแข่งขันในอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าช่วงแรก เมื่อรัฐบาลท้องถิ่นแต่ละแห่งพยายามสร้างบริษัทหุ่นยนต์ของตัวเองขึ้นมา เขตเทคโนโลยีอี๋จวงในกรุงปักกิ่ง หรือ Beijing E-Town เสนอทั้งเงินอุดหนุนตามยอดขาย พื้นที่ทำงานฟรี การสนับสนุนด้านคอมพิวติ้ง และคูปองสำหรับซื้อข้อมูลให้กับบริษัทหุ่นยนต์ ตามเอกสารของเมือง

เดือนพฤษภาคม 2569 บริษัทผลิตชิ้นส่วนอย่าง Lingyi iTech เริ่มดำเนินการโรงงานขนาดใหญ่ หรือ super factory ในเขตดังกล่าว เพื่อจัดหาฮาร์ดแวร์ ประกอบ และทดสอบหุ่นยนต์ให้กับแบรนด์ต่างๆ โรงงานระยะแรกตั้งเป้าผลิตหุ่นยนต์ด้าน embodied intelligence ปีละ 10,000 ตัว และจะเพิ่มกำลังการผลิตเป็น 500,000 ตัวต่อปีภายในปี 2573

ฟิลิป หยาง (Philip Yang) รองประธานของ Lingyi กล่าวระหว่างการพาสื่อเยี่ยมชมโรงงานในเดือนพฤษภาคมว่า การสนับสนุนจากเทศบาลทำให้โรงงานสามารถเดินทางจากขั้นตอนการวางแผนไปสู่การผลิตได้ภายใน 4 เดือน โดยเจ้าหน้าที่กรุงปักกิ่งและอี๋จวงไม่ได้ตอบคำถามของรอยเตอร์ส

ข้อมูลทางการเงินของบริษัทหุ่นยนต์ยังแสดงให้เห็นถึงความเสี่ยงจากความต้องการที่เชื่อมโยงกับนโยบายรัฐ บริษัท Deep Robotics ผู้ผลิตหุ่นยนต์สี่ขาและหุ่นยนต์ติดล้อสำหรับงานอุตสาหกรรมจากเมืองหางโจว เปิดเผยว่า เงินอุดหนุนคิดเป็นประมาณ 42% ของกำไรสุทธิ 4.2 ล้านดอลลาร์ของบริษัทในปีที่ผ่านมา

บริษัทดังกล่าวขายหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ได้เพียง 4 ตัวตลอดปี 2567 และ 2568 และไม่ได้ตอบคำถามเกี่ยวกับผลกระทบของเงินอุดหนุนและแนวโน้มธุรกิจหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์

ในไตรมาส 4 ของปี 2568 บริษัท UBTech ได้สัญญาใหม่มูลค่าอย่างน้อย 123 ล้านดอลลาร์จากรัฐวิสาหกิจจีน เพื่อจัดหาฮาร์ดแวร์หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง มูลค่าของสัญญาดังกล่าวสูงกว่ารายได้จากธุรกิจหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ของ UBTech ตลอดปี 2568 ซึ่งอยู่ที่ 122 ล้านดอลลาร์ ขณะที่บริษัทส่งมอบหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ขนาดเต็มตัว 1,079 ตัวในปีเดียวกัน

แข่งขันกันมากขึ้น ราคาหุ่นยนต์ก็ลดลง

การมีผู้ผลิตจำนวนมากกำลังทำให้ราคาหุ่นยนต์ลดลง Morgan Stanley คาดว่าราคาหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์โดยเฉลี่ยจะลดลง 15% ในปี 2569 ก่อนจะฟื้นตัวขึ้นเล็กน้อยหลังจากนั้น

ราคาหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ขนาดเต็มตัว Kuavo ของ Leju Robotics ลดลง 26% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้าในปี 2568 มาอยู่ที่ประมาณ 46,000 ดอลลาร์ ขณะเดียวกัน ราคาค่าเช่าหุ่นยนต์เต้น ซึ่งบริษัทต่างๆ เช่าไปใช้ในกิจกรรมส่งเสริมการขาย ก็กำลังลดลงเช่นกัน

เควิน หลี่ (Kevin Li) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาดของ Sharebot แพลตฟอร์มให้เช่าหุ่นยนต์ของจีน กล่าวว่า หุ่นยนต์เต้นในปัจจุบันมีค่าเช่าประมาณ 440-600 ดอลลาร์ต่อวัน ลดลงจากประมาณ 1,500 ดอลลาร์ต่อวันในปีก่อนหน้า

ความสามารถในการเต้นไม่ได้แปลว่าทำงานในโรงงานได้

สำหรับโรงงาน สิ่งที่สำคัญกว่าความสามารถในการแสดงท่าทางซับซ้อน คือหุ่นยนต์ต้องสามารถทำงานได้เร็ว ต่อเนื่อง และผิดพลาดน้อย เรเชล แทน (Rachel Tan) เลขาธิการสมาคมหุ่นยนต์เซินเจิ้น กล่าวว่า โดยทั่วไปแขนกลอุตสาหกรรมยังทำงานได้ดีกว่าหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ในด้านนี้

ในอุตสาหกรรมรถยนต์ของจีนซึ่งมีการแข่งขันสูง สายการผลิตจำนวนมากใช้หุ่นยนต์อุตสาหกรรมอยู่แล้ว หุ่นยนต์เหล่านี้ทำงานได้เร็วกว่าหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์และควบคุมได้ง่ายกว่า 

โรงงานผลิตรถยนต์ไฟฟ้าของบริษัท Xiaomi ในกรุงปักกิ่งมีระบบอัตโนมัติคิดเป็น 91% ของกระบวนการประกอบรถยนต์ ตามข้อมูลของบริษัท เฉพาะพื้นที่ประกอบตัวถังรถมีหุ่นยนต์อุตสาหกรรมมากกว่า 700 ตัว ทำหน้าที่เชื่อมจุด ย้ำหมุด และติดกาวเพื่อประกอบโครงรถ

Xiaomi ปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็นต่อรายงานของรอยเตอร์ส แต่บริษัทกำลังฝึกหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ให้ทำงานบางอย่าง เช่น การติดนอต

เมื่อรอยเตอร์สเข้าเยี่ยมชมโรงงานในช่วงที่ผ่านมา พบว่าบริเวณพื้นที่ผลิตมีคนงานอยู่ไม่มาก

Geely แบรนด์ Zeekr ซึ่งเป็นผู้ผลิตรถยนต์ของจีนร่วมมือกับ UBTech เมื่อปี 2568 เพื่อทดสอบหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ที่โรงงานในเมืองหนิงโป โดยให้ทำงาน เช่น คัดแยกวัสดุ เคลื่อนย้ายกล่อง และจัดการชิ้นส่วน แต่ Geely บอกกับรอยเตอร์สว่า ในปัจจุบันแขนกลและยานพาหนะอัตโนมัติยังคงเป็นผู้รับผิดชอบ “งานหลักทั้งหมดบนสายการประกอบที่กำลังดำเนินการอยู่”

หุ่นยนต์หยิบยาจากชั้นวาง เริ่มเห็นการใช้งานจริง

แม้งานอุตสาหกรรมทั่วไปยังมีข้อจำกัด แต่เริ่มมีกรณีการใช้งานเชิงพาณิชย์ของหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์เกิดขึ้นแล้ว บริษัท Galbot ผู้ผลิตหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์กำลังนำหุ่นยนต์ไปใช้งานในร้านขายยามากกว่า 2 โหลเมืองทั่วจีน เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงานและรองรับความต้องการจัดส่งยา

ที่ร้านขายยาแห่งหนึ่งในกรุงปักกิ่ง หุ่นยนต์ของ Galbot สามารถรับคำสั่งซื้อแบบดิจิทัล แล้วเดินทางไปหยิบสินค้าจากชั้นวาง หุ่นยนต์มีศีรษะ แขน และลำตัว แต่เคลื่อนที่ด้วยฐานแบบมีล้อ ระบบใช้กล้องหลายตัว รวมถึงกล้องที่ติดอยู่บริเวณข้อมือของหุ่นยนต์ ร่วมกับอุปกรณ์จับและถ้วยดูด เพื่อระบุและหยิบสินค้า

จ้าว ยวี่ลี่ (Zhao Yuli) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายกลยุทธ์ของ Galbot กล่าวว่า หุ่นยนต์สามารถหยิบและเตรียมสินค้าหนึ่งรายการได้ภายในประมาณ 1 นาที ซึ่งร้านขายยาทั่วไปมีสินค้าอยู่ประมาณ 5,000-6,000 รายการ ภายในพื้นที่ 30-50 ตารางเมตร จึงเป็นงานคัดเลือกสินค้าที่มีลักษณะซ้ำๆ และสามารถนำระบบอัตโนมัติเข้ามาใช้ได้

Galbot ระบุว่า หุ่นยนต์มีอัตราความสำเร็จมากกว่า 95% โดยความผิดพลาดส่วนใหญ่เกิดจากการจับสินค้าได้ยาก ไม่ใช่การเลือกสินค้าผิดรายการ บริษัทไม่ได้จับเวลาหุ่นยนต์เทียบกับมนุษย์โดยตรง แต่เชื่อว่าความสามารถในการทำงานอย่างต่อเนื่องอาจทำให้หุ่นยนต์มีประสิทธิภาพเท่ากับหรือมากกว่ามนุษย์โดยรวม แม้มนุษย์จะทำงานแต่ละขั้นตอนได้เร็วกว่า

กรณีของร้านขายยาแสดงให้เห็นถึงลักษณะงานที่หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์อาจมีข้อได้เปรียบ นั่นคือ งานที่มีโครงสร้างชัดเจน ทำซ้ำจำนวนมาก และต้องการให้ระบบทำงานต่อเนื่อง

เบื้องหลังการเต้นกังฟู ฮิวแมนนอยด์จีนยังทำงานในโลกจริงได้เพียง 20% ของมนุษย์

ผู้ฝึกสอนมนุษย์กำลังสอนหุ่นยนต์ให้บรรจุเส้นบะหมี่ โดยถืออุปกรณ์ควบคุมและสวมชุดหูฟังที่ติดตั้งเซนเซอร์ตรวจจับการเคลื่อนไหว ภายในศูนย์ฝึกอบรมข้อมูลสำหรับหุ่นยนต์ในเมืองหลิ่วโจว มณฑลกว่างซี ประเทศจีน เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2569 | ภาพ: Laurie Chen จาก Reuters

สมองของหุ่นยนต์แตกต่างจากแชตบอต

ความยากของหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ไม่ได้อยู่ที่การทำให้ตัวหุ่นยนต์เคลื่อนไหวเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงการสร้างระบบเอไอที่สามารถเชื่อมโยงสิ่งที่มองเห็นเข้ากับการกระทำทางกายภาพได้

แชตบอตอย่าง DeepSeek และ Kimi ใช้โมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLM) ซึ่งประมวลผลข้อมูลข้อความจำนวนมหาศาล แต่หุ่นยนต์ในโรงงานต้องประมวลผลข้อมูลภาพจำนวนมาก และเปลี่ยนสิ่งที่มองเห็นให้กลายเป็นการกระทำทางกายภาพ เช่น การจับผ้า หรือการควบคุมแรงที่ใช้หมุนสกรู

บริษัทต่างๆ เรียกระบบลักษณะนี้ว่า “โมเดลการมองเห็น-ภาษา-การกระทำ” หรือ vision-language-action models โมเดลประเภทนี้ฝึกได้ยากกว่า LLM และการพัฒนาอยู่ในระยะเริ่มต้นกว่า เนื่องจากต้องอาศัยข้อมูลจากสถานการณ์จริงเป็นเวลาหลายพันชั่วโมง ปัญหาคือ โมเดลยังปรับตัวกับความเปลี่ยนแปลงได้ไม่ดี หุ่นยนต์อาจทำงานได้ถูกต้องหลังได้รับการฝึกจากสถานีงานหนึ่ง แต่กลับทำงานผิดพลาดเมื่อวัตถุ แสง มุม พื้นผิว ช่วงเวลา หรืออุปกรณ์เปลี่ยนไป

เจีย เป่าซยง (Jia Baoxiong) นักวิทยาศาสตร์วิจัยจาก Beijing Institute for General Artificial Intelligence อธิบายถึงปัญหานี้ว่า “ปัญหาเริ่มตั้งแต่ช่วง 10 เซนติเมตรสุดท้าย ไปจนถึง 1 เซนติเมตรสุดท้าย หรือแม้แต่ 1 มิลลิเมตร”

กล่าวอีกอย่างคือ การทำให้หุ่นยนต์เข้าใจงานในระดับภาพรวมอาจทำได้ แต่การควบคุมการเคลื่อนไหวให้แม่นยำในขั้นตอนสุดท้ายยังเป็นปัญหา โดยเฉพาะเมื่อสิ่งแวดล้อมเปลี่ยนไปจากข้อมูลที่หุ่นยนต์เคยได้รับระหว่างการฝึก

คอขวดไม่ได้อยู่ที่จำนวนหุ่นยนต์ แต่อยู่ที่ข้อมูล

การแข่งขันสร้างหุ่นยนต์จำนวนมากของจีนส่วนหนึ่งตั้งอยู่บนแนวคิดว่า ยิ่งมีหุ่นยนต์จำนวนมากออกไปฝึกในโลกจริง ก็ยิ่งสามารถเก็บข้อมูลได้มาก และข้อมูลเหล่านั้นจะนำกลับมาพัฒนาโมเดลเอไอให้ฉลาดขึ้น

โรเบิร์ต อู๋ (Robert Wu) นักลงทุนเทคโนโลยีในเซี่ยงไฮ้และซีอีโอของ Baiguan บริษัทวิจัยและข้อมูลตลาด กล่าวว่า การผลิตหุ่นยนต์เกินความต้องการในระยะหนึ่งเป็นสิ่งจำเป็นต่อการพัฒนาโมเดลเอไอแบบมีร่างกาย

เขากล่าวว่า “ในการสร้างโมเดลเหล่านั้น คุณต้องมีข้อมูลก่อน และเพื่อให้ได้ข้อมูล คุณต้องมีฐานฮาร์ดแวร์จำนวนมหาศาลติดตั้งอยู่ในโลกจริง เพื่อเก็บข้อมูล”

ข้อมูลประมาณการของอุตสาหกรรมระบุว่า ปัจจุบันภาคส่วนนี้มีข้อมูลฝึกคุณภาพสูงประมาณ 500,000 ชั่วโมง แต่จำเป็นต้องมีถึง 100 ล้านชั่วโมง เพื่อให้หุ่นยนต์สามารถบรรลุ “ความฉลาดทางกายภาพ” หรือ true physical intelligence

โพ จ้าว (Poe Zhao) นักวิเคราะห์และผู้เขียนจดหมายข่าว Hello China Tech ระบุว่า ช่องว่างดังกล่าวมีขนาดใหญ่กว่ากันหลายลำดับ และไม่สามารถปิดช่องว่างได้อย่างรวดเร็วด้วยเงินทุนหรือจำนวนหุ่นยนต์เพียงอย่างเดียว

บริษัทจีนบางแห่งพยายามแก้ปัญหาด้วยการนำหุ่นยนต์ออกไปฝึกในสภาพแวดล้อมที่หลากหลายมากขึ้น X Square Robot สตาร์ตอัปจีนด้านหุ่นยนต์ เปิดเผยในงานของบริษัทเมื่อเดือนเมษายน 2569 ว่า กำลังฝึกโมเดลด้วยข้อมูลที่เก็บจากบ้าน 100 แห่ง เพื่อให้ระบบเจอกับสภาพแสงที่แตกต่างกัน ความรก และวัตถุที่ไม่คุ้นเคย ซึ่งเป็นปัจจัยที่ทำให้หุ่นยนต์ซึ่งฝึกในสภาพแวดล้อมที่ควบคุมได้ทำงานผิดพลาด

หากฟองสบู่แตก ใครจะอยู่รอด

ผู้ก่อตั้งและนักลงทุนในอุตสาหกรรมหุ่นยนต์จำนวนหนึ่งคาดว่าการควบรวมอุตสาหกรรมอาจเริ่มเกิดขึ้นในช่วงปลายปี 2569 หรือปี 2570 เหตุผลหนึ่งคือ คาดว่ารัฐบาลจีนจะเริ่มลดเงินอุดหนุนและหันไปสนับสนุนบริษัทที่มีความเป็นไปได้ทางธุรกิจมากที่สุด

อู๋ กล่าวว่า “ทุกบริษัทเหล่านี้รู้ดีว่าเป้าหมายทางการค้าในท้ายที่สุดยังอยู่อีกไกล นั่นเป็นเหตุผลที่บริษัทต่างๆ กำลังพยายามระดมทุนให้ได้มากที่สุดในเวลานี้ เพื่อให้มีเงินเพียงพอที่จะอยู่รอดไปจนกว่าฟองสบู่จะผ่านพ้นไป”

ขณะเดียวกัน ราคาชิ้นส่วนหุ่นยนต์ในจีนกำลังลดลงอย่างรวดเร็ว ตามข้อมูลของหมิง ลี จาก BofA Global Research ทำให้บริษัทคู่แข่งในประเทศอื่นๆ ยากที่จะไล่ตามต้นทุนของจีน โดย Tesla เป็นตัวอย่างหนึ่งของช่องว่างดังกล่าว

หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ Optimus ของ Tesla ยังไม่ได้เปิดขายให้ประชาชนทั่วไป โดยอีลอน มัสก์ ซีอีโอของบริษัทเคยตั้งเป้าหมายระยะยาวว่าราคาของหุ่นยนต์จะอยู่ที่ประมาณ 20,000 ดอลลาร์เมื่อสามารถผลิตในระดับขนาดใหญ่ แต่ Morgan Stanley ประเมินเมื่อปีที่ผ่านมาว่า ต้นทุนชิ้นส่วนฮาร์ดแวร์ของ Optimus Gen 2 ในการผลิตปริมาณต่ำอยู่ที่ประมาณ 50,000-60,000 ดอลลาร์ ซึ่ง Tesla ไม่ได้ตอบคำถามของรอยเตอร์ส

จีนอาจรักษาความได้เปรียบ แม้บริษัทจำนวนมากจะล้ม

นักวิเคราะห์บางรายมองว่า อุตสาหกรรมหุ่นยนต์ของจีนอาจยังรักษาความได้เปรียบในระดับโลกเอาไว้ได้ แม้จะต้องผ่านการควบรวมกิจการและการล้มละลายของบริษัทจำนวนมาก เหตุผลคือ แม้ผู้ผลิตหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์บางรายจะล้ม แต่ห่วงโซ่อุปทานที่จีนสร้างขึ้นอาจยังคงอยู่ และทำให้คู่แข่งจากต่างประเทศต้องพึ่งพาฮาร์ดแวร์จากจีนต่อไป

ภาพดังกล่าวปรากฏให้เห็นแล้วในการแข่งขัน RoboCup 2026 ที่เกาหลีใต้เมื่อเดือนกรกฎาคม 2569 ซึ่งทีมที่ใช้หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ลงแข่งขันฟุตบอลระหว่างกัน

คิม โฮ-จุง (Kim Ho-joung) ผู้จัดการของ AeiROBOT ผู้ผลิตหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์จากเกาหลีใต้ กล่าวว่า ก่อนหน้านี้แต่ละทีมจะนำหุ่นยนต์ของตัวเองมาแข่งขันในงานหุ่นยนต์และเอไอนานาชาติประจำปี แต่ในปัจจุบันเกือบทุกทีมใช้หุ่นยนต์จากจีน

อย่างไรก็ตาม แม้จีนจะมีข้อได้เปรียบด้านโครงสร้างพื้นฐานและห่วงโซ่อุปทาน หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ยังคงมีปัญหาเรื่องความเร็วและความผิดพลาด ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการนำไปใช้งานเชิงพาณิชย์ในวงกว้าง

ที่ศูนย์ฝึกในหลิ่วโจว รอยเตอร์สสังเกตเห็นหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์พยายามยกและเคลื่อนย้ายลังสินค้า พนักงานคนหนึ่งของศูนย์กล่าวว่า หุ่นยนต์สามารถทำงานง่ายๆ ได้ด้วยความเร็วหรือผลผลิตเพียงประมาณ 20% ของมนุษย์ อย่างไรก็ตาม พนักงานคนดังกล่าวระบุว่า หุ่นยนต์อาจไล่ตามมนุษย์ได้ภายในอีก 2-3 ปีข้างหน้า

อ้างอิง: Reuters