วันอังคาร ที่ 1 กันยายน 2569

Login
Login

เจนเซน หวง หนุนเก็บภาษีคนที่สร้างมูลค่าได้สูง แต่ไม่เห็นด้วย ‘ภาษีหุ่นยนต์’ ของ บิล เกตส์

สองมหาเศรษฐีโลกเทค มองอนาคตแรงงานต่างกัน บิล เกตส์ เสนอเก็บภาษีหุ่นยนต์ ชะลอการแทนที่คน และสร้างเงินสำหรับฝึกทักษะใหม่ ส่วนเจนเซน หวง สนับสนุนการเก็บภาษี แต่ไม่เห็นด้วยกับการเก็บจากหุ่นยนต์ พร้อมเชื่อว่า เอไอจะนำไปสู่การเติบโต และการสร้างงานในระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

KEY POINTS

  • เจนเซน หวง สนับสนุนการเก็บภาษีจากผู้ที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้สูง แต่ไม่เห็นด้วยกับแนวคิดภาษีหุ่นยนต์ ของบิล เกตส์
  • เกตส์เสนอให้เก็บภาษีหุ่นยนต์ และเอไอเพื่อชะลอการแทนที่แรงงานมนุษย์ นำรายได้ไปใช้ฝึกทักษะแรงงาน และสนับสนุนสวัสดิการสังคม
  • หวงเชื่อว่า เอไอจะสร้างงานใหม่ เมื่อบริษัทมีประสิทธิภาพมากขึ้นจะนำไปสู่การขยายธุรกิจ และจ้างงานเพิ่มขึ้น ไม่ใช่การลดคนเพื่อประหยัดต้นทุน

เจนเซน หวง (Jensen Huang) ซีอีโอของ Nvidia เห็นด้วยกับแนวคิดการเก็บภาษีจากคนที่สร้างมูลค่าได้สูง เพื่อนำรายได้กลับมาช่วยสังคมและเศรษฐกิจ แต่เขาไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอของ บิล เกตส์ (Bill Gates) ผู้ร่วมก่อตั้ง Microsoft ที่เสนอให้เก็บภาษีจากหุ่นยนต์ และเทคโนโลยีเอไอที่เข้ามาทำงานแทนมนุษย์

ประเด็นดังกล่าวเกิดขึ้นหลังเกตส์กลับมาเสนอแนวคิดเรื่องภาษีหุ่นยนต์อีกครั้งในบทความที่เผยแพร่บนเว็บไซต์ Gates Notes เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2569 โดยระบุว่า รัฐบาลควรพิจารณาเก็บภาษีโทเคนเอไอ และหุ่นยนต์ เพื่อชะลอการแทนที่แรงงานมนุษย์ และนำรายได้ไปใช้สำหรับฝึกทักษะแรงงาน รวมถึงเสริมระบบสวัสดิการสังคม

เมื่อบริษัทจ้างพนักงาน บริษัทต้องจ่ายภาษีเงินเดือนที่เกี่ยวข้องกับรายได้ของลูกจ้าง แต่หากบริษัทซื้อหุ่นยนต์มาใช้แทนแรงงาน บริษัทสามารถนำค่าใช้จ่ายดังกล่าวไปหักภาษีในฐานะค่าใช้จ่ายทางธุรกิจได้ทันที เกตส์จึงมองว่า ระบบภาษีในปัจจุบันอาจกำลังทำให้การใช้เครื่องจักรแทนคนมีความได้เปรียบมากกว่าการจ้างแรงงานมนุษย์  

ปัญหาที่เกตส์มองเห็นไม่ได้อยู่แค่เรื่องคนตกงาน แต่เกี่ยวข้องกับรายได้ของรัฐ เหตุผลคือ รายได้ภาษีส่วนหนึ่งของรัฐบาลมาจากการทำงานของมนุษย์ หากในอนาคตเอไอ และหุ่นยนต์เข้ามาทำงานแทนคนเป็นจำนวนมาก คนจำนวนหนึ่งอาจไม่มีรายได้จากการทำงาน หรือมีรายได้ลดลง ส่งผลให้รายได้ภาษีเงินได้ของรัฐบาลลดลงตามไปด้วย

ขณะเดียวกัน รัฐบาลกลับอาจต้องใช้งบประมาณมากขึ้นเพื่อช่วยคนที่ตกงาน ฝึกทักษะใหม่ หรือสร้างระบบสวัสดิการรองรับคนที่ไม่สามารถแข่งขันในตลาดแรงงานแบบเดิมได้ เกตส์จึงเสนอว่า การเก็บภาษีจากหุ่นยนต์อาจเป็นหนึ่งในวิธีจัดการกับปัญหานี้

หวงให้สัมภาษณ์กับรายการ The Claman Countdown ของ Fox Business ว่า แม้เขาจะชื่นชอบ และเคารพเกตส์ แต่ไม่เห็นด้วยกับการมองผลกระทบของเอไอในลักษณะเดียวกัน

“ผมรักบิลมาก แต่ผมไม่เห็นสิ่งที่เขาเห็น ผมเห็นบางอย่างที่แตกต่างออกไปมาก และเพราะฉะนั้น วิธีแก้ปัญหาของผมก็คงแตกต่างออกไปเล็กน้อย” หวง กล่าว

อย่างไรก็ตาม หวงไม่ได้คัดค้านการเก็บภาษี เขาระบุว่า ส่วนตัวแล้วสนับสนุนการเก็บภาษี โดยเฉพาะจากคนหรือธุรกิจที่มีความสามารถในการสร้างผลผลิต และรายได้สูง

“ผมสนับสนุนภาษี และผมคิดว่าสำหรับใครก็ตามที่มีผลิตภาพสูง มันเป็นวิธีที่ดีที่เราจะตอบแทนกลับคืนสู่สังคม และเศรษฐกิจ แต่ข้อเท็จจริงก็คือ มีหลายวิธีที่เราสามารถใช้จัดการกับเรื่องนี้ได้” หวงกล่าว ดังนั้น สิ่งที่หวงไม่เห็นด้วยจึงไม่ใช่เรื่องการเก็บภาษี แต่เป็นการนำภาษีมาใช้กับหุ่นยนต์หรือเอไอเพื่อชะลอการเข้ามาแทนที่แรงงานมนุษย์

เกตส์เองก็ไม่ได้มองเอไอในแง่ลบทั้งหมด เขาเรียกตัวเองว่าเป็นผู้มองโลกในแง่ดีต่อเอไอ และยอมรับว่าเทคโนโลยีนี้อาจสร้างประโยชน์อย่างมาก เช่น ช่วยให้คนเข้าถึงการแพทย์ และการศึกษาได้มากขึ้น รวมถึงทำให้การทำงานของภาครัฐมีประสิทธิภาพขึ้น

แต่ในบทความล่าสุดของเขา เกตส์เตือนว่า เอไอก็มีความเสี่ยงที่ผู้นำประเทศทั่วโลกยังไม่พร้อมรับมือ โดยได้ยกตัวอย่างความเสี่ยงตั้งแต่พัฒนาการของเด็กที่อาจหยุดชะงัก อาชญากรที่อาจมีเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ไปจนถึงงานบางประเภทที่อาจหายไป โดยเฉพาะงานของคนรุ่น Gen Z

หวงมีมุมมองที่แตกต่างออกไป เขายอมรับว่าเอไอจะทำให้ลักษณะของงานเปลี่ยนไปอย่างแน่นอน แต่เขาเชื่อว่าเมื่อมองทั้งระบบแล้ว เอไอจะสร้างงานใหม่ได้มากกว่างานที่หายไป

“แน่นอนว่าลักษณะของงานจะเปลี่ยนไป เช่นเดียวกับงานของผมเอง แต่ผมเชื่อว่านี่จะเป็นการสร้างงานโดยรวม อย่างไรก็ตาม จะมีงานจำนวนมากที่ได้รับผลกระทบ ดังนั้นเราต้องมองเรื่องนี้อย่างรอบคอบ ต้องเข้าใจผลกระทบที่เกิดขึ้น และต้องให้การสนับสนุนคนที่ได้รับผลกระทบ” หวงกล่าว

หวงไม่เชื่อว่า บริษัทจะใช้เอไอเพื่อลดคนอย่างเดียว

อีกประเด็นที่หวงไม่เห็นด้วยกับเกตส์คือ แนวคิดที่ว่า เมื่อบริษัทมีเครื่องจักรหรือเอไอเข้ามาช่วยทำงาน บริษัทจะเลือกเลิกจ้างคนเพื่อประหยัดต้นทุน

หวงมองจากประสบการณ์ในอดีตว่า เมื่อบริษัททำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น บริษัทไม่ได้จำเป็นต้องลดจำนวนพนักงาน แต่กลับสามารถจ้างคนเพิ่มได้ เพราะเมื่อธุรกิจมีผลกำไรมากขึ้น ก็มีเงินลงทุนสำหรับขยายกิจการต่อ

“เมื่อบริษัทมีผลิตภาพมากขึ้น พวกเขาไม่ได้เลิกจ้างคน พวกเขาจ้างคนเพิ่ม เหตุผลก็คือ บริษัทต่างๆ มีความต้องการเติบโต และผมคิดว่าบริษัทส่วนใหญ่ในโลกก็มีเป้าหมายที่จะเติบโต” หวง กล่าว

เขาอธิบายว่า เมื่อบริษัททำงานได้มากขึ้น และมีกำไรมากขึ้น บริษัทก็สามารถนำเงินไปลงทุนเพิ่มเติม เพื่อขยายธุรกิจ และสร้างโอกาสใหม่ๆ

“เมื่อพวกเขาทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เมื่อพวกเขาทำกำไรได้มากขึ้น มันทำให้เราสามารถลงทุนเพิ่ม และเดินหน้าไปสู่การเติบโตได้มากขึ้น ถึงอย่างนั้น โดยรวมแล้ว นี่จะเป็นการสร้างงานเพิ่มขึ้นในระดับที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน” หวง กล่าว

มุมมองของหวงจึงอยู่บนสมมติฐานว่า เอไอไม่ได้มีผลเพียงทำให้บริษัทใช้คนลดลง แต่ยังสามารถทำให้ธุรกิจผลิตสินค้า และบริการได้มากขึ้น เมื่อธุรกิจเติบโต ความต้องการแรงงานในงานประเภทใหม่ก็อาจเพิ่มขึ้นตามไปด้วย แต่หวงก็ยอมรับว่า การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จะทำให้คนทำงานจำนวนหนึ่งได้รับผลกระทบ และจำเป็นต้องมีการช่วยเหลือให้คนเหล่านั้นปรับตัว

ไม่ใช่แค่งานสายเทคโนโลยี แต่รวมถึง ช่าง และแรงงานฝีมือ

ก่อนหน้านี้ หวงเคยพูดถึงกลุ่มแรงงานที่เขามองว่าจะได้รับประโยชน์จากการขยายตัวของเอไอ โดยเฉพาะแรงงานที่มีทักษะ และทำงานที่ต้องใช้แรงกาย เช่น ช่างประปา และช่างไฟฟ้า

เหตุผลสำคัญมาจาก การที่บริษัทเทคโนโลยีกำลังสร้างดาต้าเซนเตอร์จำนวนมากทั่วโลก ซึ่งต้องใช้ทั้งระบบไฟฟ้า ระบบประปา การก่อสร้าง และแรงงานที่มีทักษะเฉพาะทาง

ในการให้สัมภาษณ์ครั้งล่าสุด หวงขยายมุมมองดังกล่าวไปถึงการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเศรษฐกิจสหรัฐ เขาเรียกช่วงเวลานี้ว่า เป็นยุคของการนำภาคอุตสาหกรรมกลับมา หรือ reindustrialization

หวงมองว่า แม้สหรัฐจะมีแรงงานสำนักงานจำนวนมาก แต่เศรษฐกิจยุคใหม่จะต้องการแรงงานที่มีทักษะเพิ่มขึ้นด้วย โดยเฉพาะคนที่สามารถสร้าง ผลิต และซ่อมแซมสิ่งต่างๆ ได้ด้วยมือ

“เรามีแรงงานสำนักงานจำนวนมาก แต่เราก็กำลังจะมีแรงงานที่มีทักษะจำนวนมากเช่นกัน การมีคนจำนวนมากที่มีทักษะ รวมถึงคนที่สร้าง และผลิตสิ่งต่างๆ ด้วยมือ ถือเป็นเรื่องที่ดีมากสำหรับสหรัฐ” หวง กล่าว เขาระบุว่า สหรัฐต้องการนำภาคอุตสาหกรรมกลับมา และสร้างงานเพิ่มขึ้น และเขามองว่าเอไอกำลังมีส่วนทำให้กระบวนการดังกล่าวเกิดขึ้น

“เราต้องการนำอุตสาหกรรมกลับมาสู่สหรัฐ เราต้องการสร้างงานเพิ่มขึ้น และทั้งหมดนี้กำลังเกิดขึ้นในเวลานี้ ขณะที่เรากำลังพูดถึงมัน ด้วยเอไอ” หวง กล่าว

 

 

 

 

อ้างอิง: Fortune Gates Notes และ Fox Business

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์