บิล เกตส์ เตรียมหารือกับประธานาธิบดีจีน สี จิ้นผิง เพื่อเสนอแนวทางความร่วมมือระหว่างประเทศในการกำหนดกติกาควบคุมความเสี่ยงเอไอ แสดงความกังวลหลักด้านความปลอดภัย โดยเฉพาะความสามารถของเอไอในการโจมตีทางไซเบอร์ การนำไปใช้ด้านชีวภาพ และผลกระทบต่อตลาดแรงงาน เสนอให้จัดตั้งองค์กรระหว่างประเทศเพื่อกำกับดูแลเอไอ และแนวคิดการเก็บภาษีบริษัทที่ใช้เอไอ ทดแทนแรงงานคน เพื่อนำรายได้ไปช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบ
KEY POINTS
- บิล เกตส์ เตรียมหารือกับประธานาธิบดีจีน สี จิ้นผิง เพื่อเสนอแนวทางความร่วมมือระหว่างประเทศในการกำหนดกติกาควบคุมความเสี่ยงเอไอ
- แสดงความกังวลความปลอดภัย โดยเฉพาะความสามารถเอไอในการโจมตีทางไซเบอร์ การนำไปใช้ด้านชีวภาพ และผลกระทบต่อตลาดแรงงาน
- เสนอจัดตั้งองค์กรระหว่างประเทศกำกับดูแลเอไอ และการเก็บภาษีบริษัทที่ใช้เอไอทดแทนแรงงานคน เพื่อนำรายได้ไปช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบ
บิล เกตส์ (Bill Gates) ผู้ร่วมก่อตั้ง Microsoft เตรียมหารือกับ สี จิ้นผิง (Xi Jinping) ประธานาธิบดีจีน ในเดือนพฤศจิกายน 2569 โดยต้องการเสนอแนวทางความร่วมมือระหว่างประเทศ เพื่อรับมือความเสี่ยงจากเอไอ ทั้งการจำกัดการเผยแพร่โมเดลที่อาจเป็นอันตราย การเฝ้าระวังการนำเอไอไปใช้ด้านชีวภาพ และผลกระทบต่อตลาดแรงงาน
เกตส์ให้สัมภาษณ์กับรอยเตอร์สว่า เขาเชื่อว่าจีนอาจเห็นด้วยกับการจำกัดการเปิดตัวโมเดลเอไอที่อาจเป็นอันตราย หากสหรัฐเป็นฝ่ายริเริ่มก่อน พร้อมมองว่าหากสหรัฐเดินหน้า ประเทศอื่นๆ จะเข้าร่วมด้วย
“คนทั้งโลกจะเห็นด้วยกับเรื่องนี้” เกตส์กล่าว
เกตส์เคยพบจิ้นผิงมาแล้วเมื่อปี 2566 เวลานั้นเขาเป็นผู้ประกอบการต่างชาติคนแรกที่ประธานาธิบดีจีนให้การต้อนรับ หลังจีนผ่านช่วงมาตรการควบคุมจากการระบาดใหญ่ อย่างไรก็ตาม การพบกันครั้งใหม่เกิดขึ้นในช่วงที่ความสามารถของเอไอพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะระบบที่ไม่ได้เพียงสร้างข้อความหรือให้คำตอบ แต่สามารถดำเนินการบางอย่างกับระบบจริงได้
เอไอแฮกเว็บจริง จุดเปลี่ยนที่ทำให้เกตส์กังวล
หนึ่งในประเด็นที่ทำให้เกตส์แสดงความกังวลมากขึ้น คือความสามารถของเอไอในการโจมตีทางไซเบอร์ เทคโนโลยีจาก OpenAI, Anthropic และ Meta สามารถเจาะเว็บไซต์จริงได้ระหว่างการทดสอบด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ แม้การทดสอบดังกล่าวจะถูกออกแบบให้เกิดขึ้นในสภาพแวดล้อมที่แยกออกจากระบบจริง
เหตุการณ์นี้ทำให้เกตส์มองว่า ความเสี่ยงจากเอไอไม่ได้อยู่เพียงที่คำตอบผิดหรือข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง แต่รวมถึงกรณีที่ระบบสามารถนำความสามารถของตัวเองไปดำเนินการกับระบบจริงได้
“เหตุการณ์ด้านความปลอดภัยเหล่านี้น่าตกใจ และมันควรทำให้ผู้คนต้องตะลึง” เกตส์กล่าว
ท่าทีของเกตส์ในปัจจุบันแตกต่างจากช่วงต้นปี 2569 ซึ่งเขายังพูดถึงเอไอในแง่บวกมากกว่า แต่หลังจากนั้นเขาเริ่มกังวลว่าเอไออาจถูกใช้เพื่อโจมตีระบบต่างๆ เข้ามาแทนที่งานของมนุษย์ และทำให้ผู้ใช้เกิดการพึ่งพาเอไอในทางจิตวิทยา
“ใช่ ในอดีต เทคโนโลยีไม่เคยทำแบบนี้ แต่ครั้งนี้แตกต่างออกไป นี่เป็นเหมือนหมุดหมายทางวิวัฒนาการที่สังคมโดยรวมจำเป็นต้องมีการกำกับดูแลเชิงนโยบายอย่างมหาศาล” เกตส์กล่าว
เสนอจับตาเอไอสร้างโมเลกุล หวั่นถูกใช้โจมตีทางชีวภาพ
อีกประเด็นที่เกตส์ต้องการนำไปหารือกับผู้นำประเทศต่างๆ คือ ความสามารถของเอไอในการสร้างโมเลกุล และความเป็นไปได้ที่ความสามารถดังกล่าวจะถูกนำไปใช้ในการโจมตีทางชีวภาพ
เกตส์เสนอให้ประเทศต่างๆ ร่วมกันติดตามความสามารถของเอไอในด้านนี้ โดยไม่ได้หมายถึงการหยุดพัฒนาเอไอหรือเทคโนโลยีชีวภาพ แต่ต้องการให้มีระบบเฝ้าระวังสำหรับความสามารถที่อาจก่อให้เกิดอันตราย โดยมองว่าการกำกับดูแลลักษณะดังกล่าวไม่จำเป็นต้องขัดขวางการพัฒนาเทคโนโลยีในส่วนอื่น
เกตส์กล่าวถึงจีนว่า มีมาตรการบางด้านเพื่อปกป้องเด็กจากการเสพติดเอไอที่ทำหน้าที่เป็นเพื่อนหรือคู่สนทนา แต่ในระดับโลก เขามองว่าผู้นำจำนวนไม่มากกำลังเร่งรับมือกับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากเอไอ
เกตส์เสนอองค์กรระหว่างประเทศ กำกับความเสี่ยงเอไอ
เกตส์เสนอให้จัดตั้งองค์กรระหว่างประเทศแห่งใหม่เพื่อดูแลเรื่องเอไอ โดยแนวคิดดังกล่าวนำองค์ประกอบจากระบบตรวจสอบด้านนิวเคลียร์ กฎระเบียบด้านการบินระหว่างประเทศ และข้อตกลงเพื่อปกป้องชั้นโอโซนมาประยุกต์ใช้
เหตุผลสำคัญคือ ความเสี่ยงจากเอไอบางประเภทไม่ได้จำกัดอยู่ในประเทศใดประเทศหนึ่ง ทั้งการโจมตีทางไซเบอร์และการนำเอไอไปใช้ด้านชีวภาพ เกตส์เห็นว่าสหรัฐควรเป็นฝ่ายริเริ่ม แต่ต้องกำหนดให้ชัดเจนว่า เอไอที่มีความสามารถระดับใดหรือมีความเสี่ยงแบบใดจึงควรทำให้รัฐบาลเข้ามาดำเนินการ
ก่อนหน้านี้ เดมิส แฮสซาบิส (Demis Hassabis) ประธาน Google DeepMind เสนอแนวคิดให้มีหน่วยงานลักษณะคล้าย Financial Industry Regulatory Authority หรือ FINRA ซึ่งเป็นองค์กรกำกับดูแลภาคการเงินในสหรัฐ เพื่อพัฒนาและทดสอบเอไอที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของประเทศ
เกตส์เห็นด้วยกับแนวคิดเรื่องหน่วยงานกำกับดูแล แต่ให้ความสำคัญกับการกำหนดหลักเกณฑ์มากกว่ารูปแบบขององค์กร “คุณสามารถใช้โมเดลแบบ FINRA ได้ แต่การพูดคุยแบบนั้นมันไร้สาระ มันเหมือนกับการพูดว่า ‘เราควรนัดประชุมเพื่อหารือเรื่องภาษีที่ร้านอาหารนี้ หรือร้านอาหารนั้น?’” เกตส์กล่าว
กังวลอีกด้าน เอไอแทนแรงงานมนุษย์
นอกจากความปลอดภัยแล้ว เกตส์ยังให้ความสำคัญกับผลกระทบของเอไอต่อตลาดแรงงาน โดยเสนอให้สังคมสงวนงานในปัจจุบันไว้สำหรับมนุษย์มากถึง 40% เพราะมีงานบางประเภทที่การมีมนุษย์ทำหน้าที่นั้นมีคุณค่าและไม่สามารถทดแทนได้ง่าย
เขายกประสบการณ์การดูแลบิดาซึ่งป่วยเป็นโรคอัลไซเมอร์เป็นตัวอย่าง โดยระบุว่าการดูแลที่บิดาของเขาได้รับมีส่วนที่เป็น “สิ่งที่มนุษย์ทดแทนไม่ได้”
เกตส์ยังเสนอแนวคิดให้จัดเก็บภาษีจากรายได้ของบริษัทที่ใช้ “โทเคน” หรือผลลัพธ์จากเอไอเพื่อเข้ามาทดแทนแรงงานมนุษย์ แล้วนำรายได้ดังกล่าวไปสนับสนุนระบบรองรับผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงาน
เขายังมองว่าการประท้วงของชุมชนเกี่ยวกับการก่อสร้างศูนย์ข้อมูลกำลังให้ความสนใจกับผลกระทบด้านโครงสร้างพื้นฐาน ขณะที่ผลกระทบต่อตลาดแรงงานอาจเป็นปัญหาที่ใหญ่กว่า “รอจนกว่าคุณจะทำให้ตลาดแรงงานเสียหายอย่างแท้จริง” เกตส์กล่าว
ชี้อนาคตเอไอไม่ควรเพิ่มความเหลื่อมล้ำ
เกตส์ระบุว่า การทำให้อนาคตของเอไอไม่กลายเป็นปัจจัยที่เพิ่มความเหลื่อมล้ำและสร้างผลกระทบต่อกลุ่มเปราะบาง คือ “สิ่งสำคัญอันดับหนึ่งของโลก” โดยจัดให้ประเด็นนี้อยู่เหนือปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและวิกฤตด้านสุขภาพ
ขณะเดียวกัน มูลนิธิของเกตส์ยังเพิ่มการทำงานด้านเอไอ โดยตั้งเป้าใช้เงิน 200,000 ล้านดอลลาร์ภายในปี 2588 และทำงานร่วมกับบริษัทเอไอในด้านสุขภาพและการพัฒนา โดยมูลนิธิทำงานร่วมกับ Anthropic ในโครงการตรวจสุขภาพหญิงตั้งครรภ์ด้วยเอไอ และร่วมกับ OpenAI เพื่อช่วยบุคลากรด้านสาธารณสุขในรวันดา
สำหรับเกตส์ การกำกับเอไอจึงไม่ได้หมายถึงการหยุดการพัฒนาเทคโนโลยี แต่เป็นการสร้างกติกาควบคู่ไปกับการพัฒนา โดยเฉพาะในช่วงที่เอไอกำลังขยายความสามารถไปสู่การลงมือทำงานจริง การโจมตีระบบ การสนับสนุนงานด้านชีวภาพ และการเข้ามาทดแทนแรงงานมนุษย์
อ้างอิง: Reuters





