วันเสาร์ ที่ 4 เมษายน 2569

Login
Login

OpenAI และมูลนิธิบิลเกตส์ ดัน AI ป้องกันภัยพิบัติ สถิติชี้เอเชียเจอหนักที่สุด

OpenAI และมูลนิธิบิลเกตส์ ดัน AI ป้องกันภัยพิบัติ สถิติชี้เอเชียเจอหนักที่สุด

เอเชียกำลังเผชิญความท้าทายด้านภัยพิบัติที่ทวีความรุนแรงและเกิดบ่อยขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (climate change) ซึ่งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ ความมั่นคงทางอาหาร โครงสร้างพื้นฐาน และคุณภาพชีวิตของประชาชนจำนวนมหาศาล ในบริบทดังกล่าว ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) กำลังถูกจับตามองว่าเป็น “เครื่องมือสำคัญ” ที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการคาดการณ์ เตรียมความพร้อม และตอบสนองต่อภัยพิบัติได้รวดเร็วและแม่นยำมากขึ้น

ความร่วมมือระหว่าง OpenAI, มูลนิธิ Gates, ศูนย์เตรียมความพร้อมป้องกันภัยพิบัติแห่งเอเชีย (Asian Disaster Preparedness Center: ADPC) และ DataKind ได้สะท้อนแนวโน้มสำคัญของโลกที่กำลังเปลี่ยนผ่านสู่การใช้เทคโนโลยีขั้นสูงเพื่อบริหารจัดการความเสี่ยงจากภัยพิบัติ ผ่านการจัดประชุมเชิงปฏิบัติการระดับภูมิภาค “AI Skills Jam” ณ กรุงเทพมหานคร ซึ่งรวบรวมผู้นำและผู้ปฏิบัติงานด้านการจัดการภัยพิบัติจากเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อพัฒนาแนวทางใช้ AI ในสถานการณ์จริง

การประชุมดังกล่าวถือเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ OpenAI for Countries ซึ่งเปิดตัวในเวทีเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum: WEF) ที่ดาวอสในปี 2568 โดยมีเป้าหมายสนับสนุนองค์กรภาครัฐและภาคสังคมให้สามารถนำ AI ไปประยุกต์ใช้แก้ปัญหาที่ซับซ้อน รวมถึงการจัดการภัยพิบัติที่ต้องอาศัยข้อมูลจำนวนมากและการตัดสินใจภายใต้แรงกดดันด้านเวลา

เอเชีย ภูมิภาคที่เผชิญภัยพิบัติมากที่สุดของโลก

สถิติระดับโลกสะท้อนให้เห็นถึงความเปราะบางของภูมิภาคเอเชียต่อภัยพิบัติทางธรรมชาติ โดยประมาณ 75% ของประชากรทั่วโลกที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติอาศัยอยู่ในเอเชีย ทั้งจากพายุไต้ฝุ่น น้ำท่วม ดินถล่ม คลื่นความร้อน และภัยแล้ง

ธนาคารโลก (World Bank) ระบุว่า ประเทศสมาชิกอาเซียนต้องเผชิญความเสียหายทางเศรษฐกิจจากภัยพิบัติมากกว่า 11,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นภาระที่ส่งผลกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว รวมถึงการลงทุน โครงสร้างพื้นฐาน และความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

สำหรับประเทศไทย ความเสี่ยงด้านอุทกภัยยังคงเป็นประเด็นสำคัญ โดยประเทศไทยถูกจัดอยู่ในกลุ่ม 10 ประเทศที่มีความเสี่ยงต่อน้ำท่วมสูงที่สุดในโลก ขณะที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาซึ่งเป็นพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญ มีประชากรอาศัยอยู่ประมาณ 40% ของประเทศ และสร้างรายได้คิดเป็น 66% ของ GDP จึงมีความเปราะบางต่อผลกระทบจากน้ำท่วมอย่างมาก

OpenAI และมูลนิธิบิลเกตส์ ดัน AI ป้องกันภัยพิบัติ สถิติชี้เอเชียเจอหนักที่สุด

ในช่วงครึ่งหลังของปี 2568 หลายประเทศในเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้รับผลกระทบจากพายุไต้ฝุ่นและพายุหมุนเขตร้อนหลายลูก ซึ่งสร้างแรงกดดันต่อระบบเตือนภัยล่วงหน้าและระบบตอบสนองเหตุฉุกเฉินของแต่ละประเทศ

สถานการณ์ดังกล่าวทำให้หน่วยงานด้านภัยพิบัติจำเป็นต้องพัฒนาเครื่องมือใหม่ที่ช่วยให้สามารถประมวลผลข้อมูลได้รวดเร็วขึ้น และสนับสนุนการตัดสินใจภายใต้สถานการณ์ที่มีความไม่แน่นอนสูง

AI กับบทบาทใหม่ในการจัดการภัยพิบัติ

AI กำลังเปลี่ยนแปลงวิธีการบริหารจัดการภัยพิบัติในหลายมิติ ตั้งแต่การวิเคราะห์ข้อมูลดาวเทียม การคาดการณ์เส้นทางพายุ การประเมินความเสียหาย ไปจนถึงการสื่อสารข้อมูลกับประชาชน

ข้อมูลภายในแบบไม่ระบุตัวตนของ OpenAI พบว่า การใช้งาน ChatGPT และข้อความที่เกี่ยวข้องกับการตอบสนองและฟื้นฟูจากภัยพิบัติเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในช่วงที่เกิดเหตุการณ์ภัยพิบัติ

ในช่วงไซโคลน Ditwah ที่ศรีลังกา ปริมาณการใช้งาน AI ที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลเส้นทางพายุ การคาดการณ์ผลกระทบ และการประเมินความเสียหาย เพิ่มขึ้นถึง 17 เท่า ขณะที่ในประเทศไทย ระหว่างไซโคลน Senyar ในเดือนพฤศจิกายน 2568 ปริมาณการใช้งาน AI เพิ่มขึ้น 3.2 เท่า เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า AI กำลังกลายเป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับผู้ปฏิบัติงานในสถานการณ์ฉุกเฉิน โดยเฉพาะในการรวบรวมข้อมูลจากหลายแหล่ง เช่น รายงานสภาพอากาศ ข้อมูลภูมิศาสตร์ ภาพถ่ายดาวเทียม และรายงานจากภาคสนาม เพื่อช่วยให้สามารถประเมินสถานการณ์ได้รวดเร็วและแม่นยำยิ่งขึ้น

OpenAI และมูลนิธิบิลเกตส์ ดัน AI ป้องกันภัยพิบัติ สถิติชี้เอเชียเจอหนักที่สุด

AI Skills Jam: พื้นที่ทดลองนวัตกรรมเพื่อรับมือภัยพิบัติ

การประชุม AI Skills Jam เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมจาก 13 ประเทศ ได้แก่ บังกลาเทศ อินเดีย อินโดนีเซีย สปป.ลาว มาเลเซีย เมียนมา เนปาล ปากีสถาน ฟิลิปปินส์ ศรีลังกา ไทย ติมอร์-เลสเต และเวียดนาม ได้ทดลองใช้เครื่องมือ AI เพื่อพัฒนาวิธีการตอบสนองต่อภัยพิบัติที่เหมาะสมกับบริบทของแต่ละประเทศ

ผู้เข้าร่วมได้ร่วมกันสร้าง Custom GPTs และออกแบบ workflow สำหรับสถานการณ์จริง เช่น

  • การสรุปรายงานสถานการณ์แบบอัตโนมัติ
  • การวิเคราะห์ข้อมูลความเสียหายเบื้องต้น
  • การประเมินความต้องการความช่วยเหลือของประชาชน
  • การสื่อสารข้อมูลฉุกเฉินกับสาธารณะ
  • การประสานงานระหว่างหน่วยงาน

นอกจากนี้ การประชุมยังให้ความสำคัญกับการใช้ AI อย่างมีความรับผิดชอบ โดยเน้นประเด็นด้านจริยธรรม ความโปร่งใส และความน่าเชื่อถือของข้อมูล เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับหน่วยงานภาครัฐและองค์กรสาธารณะ

"ศ.ดร. ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์" สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของประเทศไทย กล่าวว่า ในอนาคต AI ที่มีคุณค่ามากที่สุดอาจไม่ใช่ AI ที่ฉลาดที่สุด แต่เป็น AI ที่เข้าถึงได้มากที่สุด โดยการทำให้ประชาชนและองค์กรสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีได้อย่างเท่าเทียม จะช่วยให้ศักยภาพของ AI ถูกนำไปใช้แก้ไขปัญหาสำคัญของสังคมได้จริง

"ประเทศไทยเองกำลังเดินหน้าสู่การเป็นประเทศที่ขับเคลื่อนด้วย AI ผ่านโครงการ AI for All ซึ่งมีเป้าหมายให้ประชาชนทุกระดับสามารถใช้ AI ในชีวิตประจำวัน รวมถึงภาคเกษตรกรรม สาธารณสุข และการจัดการภัยพิบัติ"

AI กับการวิเคราะห์ข้อมูลดาวเทียมและภูมิสารสนเทศ

ADPC ได้นำ AI มาผสานกับเครื่องมือด้านภูมิสารสนเทศ (GIS) และข้อมูลการสังเกตการณ์โลกจากดาวเทียม เพื่อพัฒนาเครื่องมือสนับสนุนการตัดสินใจด้านการจัดการความเสี่ยงภัยพิบัติ

ตัวอย่างเครื่องมือสำคัญ ได้แก่

  • LHASA-Mekong: ระบบประเมินความเสี่ยงดินถล่ม
  • HYDRAFloods: ระบบวิเคราะห์น้ำท่วมจากข้อมูลดาวเทียม
  • LAMP: ระบบติดตามการใช้ที่ดินและภาคเกษตร
  • RLCMS: ระบบติดตามการเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดินระดับภูมิภาค

เครื่องมือเหล่านี้ช่วยให้รัฐบาลสามารถประเมินความเสี่ยงล่วงหน้า และวางแผนการจัดสรรทรัพยากรได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ใน สปป.ลาว โครงการ ACER-SEA ได้นำ AI มาช่วยทำแผนที่ความเสี่ยงน้ำท่วม โดยใช้ข้อมูลภูมิประเทศ ระบบระบายน้ำ และรูปแบบการใช้ที่ดิน เพื่อระบุพื้นที่เสี่ยงสูง

ขณะที่ในเมือง Padang Panjang ประเทศอินโดนีเซีย มีการใช้เทคนิค dasymetric mapping เพื่อแปลงข้อมูลสำมะโนประชากรระดับหมู่บ้านให้เป็นข้อมูลระดับอาคาร ทำให้สามารถระบุพื้นที่ที่มีความเปราะบางได้ละเอียดมากขึ้น

การใช้ข้อมูลเปิดและซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สช่วยให้เครื่องมือเหล่านี้สามารถนำไปใช้ต่อยอดได้ในหลายประเทศ โดยมีต้นทุนต่ำและสามารถขยายผลได้ในระยะยาว

OpenAI และมูลนิธิบิลเกตส์ ดัน AI ป้องกันภัยพิบัติ สถิติชี้เอเชียเจอหนักที่สุด

ความท้าทายในการนำ AI มาใช้ด้านภัยพิบัติ

แม้ AI จะมีศักยภาพสูงในการช่วยจัดการภัยพิบัติ แต่การนำไปใช้งานจริงยังเผชิญข้อจำกัดหลายประการ เช่น

  • ข้อมูลที่กระจัดกระจายและไม่เป็นมาตรฐานเดียวกัน
  • ข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล
  • ความขาดแคลนบุคลากรที่มีทักษะด้าน AI
  • ความกังวลด้านความเป็นส่วนตัวของข้อมูล
  • ความจำเป็นในการสร้างความเชื่อมั่นต่อเทคโนโลยีใหม่

"แซนดี้ คุนวาตานาการ์น" (Sandy Kunvatanagarn) หัวหน้าฝ่ายนโยบายสาธารณะของ OpenAI กล่าวว่า สิ่งสำคัญคือการลดช่องว่างระหว่างสิ่งที่ AI สามารถทำได้ กับการนำไปใช้งานจริงในภาคสนาม ทั่วเอเชียมีความสนใจและแรงขับเคลื่อนด้าน AI อย่างมาก แต่โอกาสที่แท้จริงคือการเปลี่ยนความสนใจนั้นให้เป็นศักยภาพที่ใช้งานได้จริง การทำงานโดยตรงกับผู้ปฏิบัติงานด้านการตอบสนองต่อภัยพิบัติจะช่วยให้มั่นใจได้ว่าเครื่องมือเหล่านี้มีประโยชน์ เข้าถึงได้ และตอบโจทย์ความต้องการในโลกแห่งความเป็นจริง”

"ดร. วาเลรี เอ็นคัมกัง เบโม" (Valerie Nkamgang Bemo) รองผู้อำนวยการด้านการตอบสนองเหตุฉุกเฉินจากมูลนิธิ Gates กล่าวว่า การเสริมศักยภาพให้กับผู้ที่ทำงานใกล้ชิดกับชุมชนมากที่สุด ด้วยความรู้และทักษะในการใช้เครื่องมือดิจิทัลและเทคโนโลยีใหม่อย่าง AI เป็นหนึ่งในการลงทุนที่สำคัญที่สุดสำหรับการเตรียมพร้อมและการตอบสนองต่อภัยพิบัติ เราได้รวบรวมพันธมิตรจากทั่วภูมิภาค และเห็นการพัฒนาสู่เครื่องมือที่สามารถนำไปใช้ได้จริงทันที

อนาคตของ AI ในการสร้างความยืดหยุ่นต่อภัยพิบัติ

การพัฒนาโซลูชัน AI สำหรับการจัดการภัยพิบัติยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น แต่มีแนวโน้มเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยมีแผนพัฒนาโครงการระยะที่สองของ AI Skills Jam ในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 เพื่อทดลองใช้งานจริงในสถานการณ์ภาคสนาม

แนวทางดังกล่าวจะช่วยให้องค์กรสามารถบูรณาการ AI เข้ากับกระบวนการทำงาน เช่น

  • การพัฒนาระบบเตือนภัยล่วงหน้า
  • การวิเคราะห์ความเสี่ยงเชิงลึก
  • การประเมินความเสียหายแบบเรียลไทม์
  • การวางแผนฟื้นฟูหลังภัยพิบัติ
  • การสื่อสารข้อมูลที่ถูกต้องกับประชาชน

"อัสลัม เปอร์ไวซ์" (Aslam Perwaiz) ผู้อำนวยการบริหาร ADPC กล่าวว่า AI กำลังเปิดโอกาสใหม่ ๆ ในการทำความเข้าใจและตอบสนองต่อภัยพิบัติ ADPC ได้นำ AI มาผสานเข้ากับเครื่องมือด้านภูมิสารสนเทศและการวิเคราะห์ความเสี่ยง เพื่อแปลงข้อมูลดาวเทียมและข้อมูลการสังเกตการณ์โลกให้เป็นข้อมูลเชิงลึกที่นำไปใช้ได้จริง

"AI Skills Jam สามารถช่วยยกระดับความรู้ด้าน AI และเสริมพลังให้ผู้คนค้นหาแนวทางแก้ไขความท้าทายด้านภัยพิบัติ เราสามารถผสานเครื่องมือ AI เข้ากับความเชี่ยวชาญและความร่วมมือในภูมิภาค เพื่อเสริมระบบเตือนภัยล่วงหน้า ปรับปรุงการทำแผนที่ความเสี่ยง และสนับสนุนการตัดสินใจที่รวดเร็วและมีข้อมูลรองรับสำหรับชุมชนและรัฐบาลในภูมิภาค”

AI สามารถสนับสนุนพื้นที่ดำเนินงานสำคัญ 15 ด้าน ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่การประเมินความเสี่ยงไปจนถึงการฟื้นฟูหลังภัยพิบัติ

ในระยะยาว การผสาน AI เข้ากับข้อมูลภูมิอากาศ ข้อมูลดาวเทียม และข้อมูลเศรษฐกิจ จะช่วยให้รัฐบาลสามารถวางแผนนโยบายที่สอดคล้องกับความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศ และลดผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคม

ในอนาคต AI อาจไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือเสริม แต่จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างพื้นฐานด้านความปลอดภัยของประเทศ ช่วยให้สังคมสามารถเตรียมพร้อม รับมือ และฟื้นตัวจากภัยพิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น