วันจันทร์ ที่ 17 สิงหาคม 2569

Login
Login

'ฮิวแมนนอยด์' เขย่าธุรกิจโลก จีน-สหรัฐ เร่งเกมแข่งผลิตเชิงพาณิชย์

ฮิวแมนนอยด์เข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านจากการแข่งกันโชว์ว่า 'เดินได้ หยิบของได้ หรือทำงานร่วมกับมนุษย์ได้' ไปสู่โจทย์ที่สำคัญกว่าคือ ทำงานจริงได้มากแค่ไหน ผลิตได้จำนวนเท่าไร และต้นทุนต่ำพอสำหรับการใช้งานเชิงพาณิชย์หรือไม่

ข้อมูลจากบาร์เคลย์ส (Barclays) ระบุว่า จำนวนฮิวแมนนอยด์ที่ติดตั้งทั่วโลกเพิ่มจากประมาณ 2,000 ตัวในปี 2567 เป็น 15,000 ตัวในปี 2568 และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 60,000 ตัวในปี 2569 โดย 'จีน' ครองสัดส่วนประมาณ 85% ของฮิวแมนนอยด์ที่ติดตั้งใหม่ทั่วโลกในปี 2568

เทรนด์ฟอร์ซ (TrendForce) คาดว่า ผลผลิตฮิวแมนนอยด์ของจีนจะเติบโตสูงถึง 94% ในปี 2569 โดย ยูนิทรี โรโบติกส์ (Unitree Robotics) และเอจิบอต (AgiBot) อาจครองเกือบ 80% ของยอดส่งมอบทั้งหมด

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนการเปลี่ยนจากช่วงทดลองเทคโนโลยีไปสู่ช่วงที่บริษัทต้องพิสูจน์ว่า หุ่นยนต์สามารถสร้างมูลค่าทางธุรกิจได้จริง

จากหุ่นยนต์ทำงานเดียว สู่เครื่องจักรหลายงาน

จุดต่างสำคัญของฮิวแมนนอยด์กับหุ่นยนต์อุตสาหกรรมแบบเดิมคือ 'ความยืดหยุ่น'

หุ่นยนต์อุตสาหกรรมทั่วไปมักถูกออกแบบมาเพื่อทำงานเฉพาะ เช่น ประกอบชิ้นส่วน เชื่อมโลหะ หรือเคลื่อนย้ายสินค้า หากต้องเปลี่ยนงานอาจต้องปรับระบบหรือเปลี่ยนเครื่องจักร 

ขณะที่ฮิวแมนนอยด์ ถูกออกแบบให้ทำงานหลายประเภทได้ โดยการเปลี่ยนงานอาจอาศัยการปรับซอฟต์แวร์หรือฝึกระบบใหม่ แทนการออกแบบฮาร์ดแวร์ใหม่ทั้งหมด

'ฮิวแมนนอยด์' เขย่าธุรกิจโลก จีน-สหรัฐ เร่งเกมแข่งผลิตเชิงพาณิชย์

เหตุผลอีกด้านคือ สถานที่ทำงานส่วนใหญ่ถูกสร้างขึ้นสำหรับมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นโรงงาน คลังสินค้า โรงพยาบาล หรือสำนักงาน หุ่นยนต์ที่มีรูปร่าง และการเคลื่อนไหวใกล้เคียงมนุษย์จึงสามารถใช้โครงสร้างเดิมได้ โดยไม่จำเป็นต้องรื้อสถานที่เพื่อสร้างระบบอัตโนมัติขึ้นใหม่

บาร์เคลย์ส ระบุว่า งานทั่วโลกประมาณ 33% เกี่ยวข้องกับการยกของ และ 53% ต้องใช้การหยิบจับอย่างละเอียด ทำให้ฮิวแมนนอยด์มีโอกาสเข้าไปทำงานในพื้นที่ ที่ระบบอัตโนมัติแบบเดิมอาจทำได้ยาก

อย่างไรก็ตาม ในช่วง 5 ปีข้างหน้า การใช้งานยังมีแนวโน้มอยู่ในภาคการผลิต โลจิสติกส์ และคลังสินค้าเป็นหลัก ก่อนขยายไปสู่งานบริการ เช่น สุขภาพ และการดูแลผู้สูงอายุ เมื่อเทคโนโลยีมีความน่าเชื่อถือมากขึ้น

จีนไม่ได้แข่งแค่ตัวหุ่น แต่แข่งทั้งระบบ

เหตุผลที่จีนขึ้นมาเป็นผู้นำด้านฮิวแมนนอยด์ไม่ได้มาจากบริษัทใดบริษัทหนึ่ง แต่เป็นผลจากฐานอุตสาหกรรมที่สร้างขึ้นมาก่อน โดยเฉพาะ รถยนต์ไฟฟ้า

ไคล์ ชาน นักวิจัยจากสถาบันบรูกกิงส์ กล่าวว่า อุตสาหกรรมหุ่นยนต์จีนต่อยอดโดยตรงจากระบบนิเวศรถยนต์ไฟฟ้า แบตเตอรี่ มอเตอร์ กล้อง เซนเซอร์ และเซมิคอนดักเตอร์ที่พัฒนาขึ้นสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า สามารถนำมาใช้กับหุ่นยนต์ได้เช่นกัน จนเกิดสิ่งที่เขาเรียกว่า 'ระบบนิเวศอุตสาหกรรมที่ซ้อนทับกัน'

เสี่ยวเผิง (XPeng) ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าจีน เป็นตัวอย่างของบริษัทที่ขยายเข้าสู่หุ่นยนต์ โดยเปิดตัวฮิวแมนนอยด์ชื่อไอรอน (Iron) ในปี 2568

ชานมองว่า จีนกำลังใช้จุดแข็งจากอุตสาหกรรมเดิมเพื่อขยายเข้าสู่ตลาดใหม่ ตั้งแต่ฮิวแมนนอยด์ หุ่นยนต์อุตสาหกรรม ไปจนถึงหุ่นยนต์ส่งของ

'ฮิวแมนนอยด์' เขย่าธุรกิจโลก จีน-สหรัฐ เร่งเกมแข่งผลิตเชิงพาณิชย์

บาร์เคลย์ส ระบุว่า 70% ของสิ่งประดิษฐ์ด้านหุ่นยนต์ทั่วโลกนับตั้งแต่ปี 2543 มีต้นกำเนิดจากจีน ขณะที่จีนยังมีห่วงโซ่อุปทานที่ครอบคลุมตั้งแต่วัตถุดิบไปจนถึงชิ้นส่วนสำคัญ โดยจีนเป็นแหล่งผลิตแร่โลหะหายากสำหรับแม่เหล็กที่ผ่านการกลั่นมากกว่า 90% ของโลก คิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 22% ของการส่งออกระบบขับเคลื่อน และ 45% ของการส่งออกแบตเตอรี่ทั่วโลก

ความได้เปรียบจึงไม่ได้อยู่ที่ว่าใครสร้างหุ่นยนต์ที่ฉลาดที่สุดเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึง ใครผลิตได้เร็วกว่า ถูกกว่า และมีชิ้นส่วนเพียงพอสำหรับการผลิตจำนวนมาก

ผลิตเร็วขึ้น ต้นทุนลดลง

ยูนิทรี และเอจิบอตกำลังเป็นตัวอย่างของการเปลี่ยนผ่านสู่การผลิตในระดับอุตสาหกรรม

เอกสารชี้ชวนของยูนิทรี ระบุว่า ปี 2568 รายได้จากฮิวแมนนอยด์แซงหน้าหุ่นยนต์สี่ขาเป็นครั้งแรก คิดเป็นมากกว่า 51% ของรายได้รวม ขณะที่บริษัทตั้งเป้าขยายกำลังการผลิตฮิวแมนนอยด์เป็น 75,000 ตัวต่อปี

เอจิบอตส่งมอบหุ่นยนต์ฝังตัวเอไอ (Embodied AI Robot) อเนกประสงค์รุ่น Expedition A3 ตัวที่ 10,000 ได้ในช่วงปลายเดือนมีนาคม โดยกำลังการผลิตเพิ่มจาก 1,000 ตัวในปี 2568 เป็น 5,000 ตัว และเพิ่มเป็น 10,000 ตัวภายในเวลาเพียง 3 เดือน

เทรนด์ฟอร์ซระบุว่า ปัจจัยสำคัญคือ ห่วงโซ่อุปทานที่เป็นมาตรฐาน การผลิตแบบยืดหยุ่นตามคำสั่งซื้อ การพัฒนาร่วมกับพันธมิตร และการจัดสรรชิ้นส่วนเฉพาะทาง ขณะเดียวกันคำสั่งซื้อจากอุตสาหกรรมรถยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ และโลจิสติกส์กำลังเพิ่มขึ้น

ต้นทุนก็ลดลงอย่างรวดเร็ว บาร์เคลย์ส ระบุว่า ต้นทุนฮิวแมนนอยด์ของผู้ผลิตตะวันตกลดลงประมาณ 30 เท่าในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา เหลือประมาณ 100,000 ดอลลาร์ต่อตัว ขณะที่ผู้ผลิตจีนสามารถเสนอราคาได้ประมาณ 50,000 ดอลลาร์

โกลด์แมน แซคส์ รีเสิร์ช (Goldman Sachs Research) ประเมินว่า ต้นทุนการผลิตที่เคยอยู่ในช่วง 50,000-250,000 ดอลลาร์ ลดลงเหลือประมาณ 30,000-150,000 ดอลลาร์ หรือลดลงราว 40% จากที่เคยคาดการณ์ไว้

ต้นทุนที่ลดลงมาจากราคาชิ้นส่วนที่ถูกลง ทางเลือกในห่วงโซ่อุปทานที่เพิ่มขึ้น รวมถึงการปรับปรุงการออกแบบและกระบวนการผลิต หากสามารถขยับจากการผลิตจำนวนน้อยไปสู่สายการผลิตอัตโนมัติในระดับอุตสาหกรรม ต้นทุนต่อหน่วยก็มีโอกาสลดลงอีก

ข้อมูลจากโลกจริง กลายเป็นวัตถุดิบของเอไอ

บาร์เคลย์ส ระบุว่า การฝึกเอไอต้องใช้ข้อมูล และฮิวแมนนอยด์มีข้อได้เปรียบจากข้อมูลการเคลื่อนไหวของมนุษย์ที่มีอยู่จำนวนมหาศาล ยูทูบเพียงแห่งเดียวมีวิดีโอรวมระยะเวลาเทียบเท่าประมาณ 280,000 ปี ซึ่งส่วนใหญ่เป็นภาพมนุษย์มีปฏิสัมพันธ์กับเครื่องมือ วัตถุ และสภาพแวดล้อม

แต่การมีข้อมูลวิดีโอไม่เพียงพอ เพราะหุ่นยนต์ต้องเรียนรู้จากการทำงานในโลกจริงด้วย

สตีฟ ซี ซีอีโอของไลต์วีล (Lightwheel) กล่าวว่า อุตสาหกรรมหุ่นยนต์ยังไม่มีข้อมูลจากหุ่นยนต์จำนวนมหาศาลในโลกจริงแบบเดียวกับเทสลา ซึ่งสามารถเก็บข้อมูลจากรถยนต์หลายล้านคันที่ใช้งานอยู่บนถนน

'Physical AI จะต้องใช้ข้อมูลมากกว่าโมเดลภาษาขนาดใหญ่สำหรับรถยนต์ไร้คนขับถึง 1,000 เท่า' ซี กล่าว

ซี มองว่า การจำลองสภาพแวดล้อมด้วยซอฟต์แวร์ หรือซิมูเลชัน เป็นเส้นทางเดียวที่สามารถขยายขนาดได้ สำหรับการเร่งฝึกหุ่นยนต์ในปัจจุบัน

โลกหนึ่งขาดคน อีกโลกกำลังกังวลเรื่องงาน

การขยายตัวของฮิวแมนนอยด์เกิดขึ้นพร้อมกับปัญหาแรงงานหลายด้าน ทั้งประชากรสูงวัย การขยายตัวของเมือง และแรงงานรุ่นใหม่ที่ไม่ต้องการทำงานซ้ำซาก ใช้แรงกาย หรือมีความเสี่ยงสูง

ข้อมูลของสหประชาชาติ ระบุว่า ประชากรอายุ 65 ปีขึ้นไปทั่วโลกจะเพิ่มจากประมาณ 900 ล้านคนในปัจจุบันเป็น 1,600 ล้านคนในปี 2593 ทำให้จำนวนประชากรวัยทำงานลดลงเมื่อเทียบกับผู้สูงอายุ

บาร์เคลย์ส มองว่า ปัจจัยเหล่านี้กำลังสร้างช่องว่างแรงงานในภาคเกษตร สุขภาพ การดูแลผู้สูงอายุ การผลิต และโลจิสติกส์

ในอังกฤษ หุ่นยนต์ถูกนำมาใช้เพื่อรับมือกับแรงงานขาดแคลน เช่น กีกพลัส (Geek+) ซึ่งผลิตหุ่นยนต์เคลื่อนที่อัตโนมัติสำหรับคลังสินค้า โดยโมชั่นเทค (MotionTech) ซึ่งเป็นพันธมิตรในอังกฤษติดตั้งหุ่นยนต์มากกว่า 2,000 ตัวในคลังสินค้า 10 แห่ง ขณะที่เทสโก (Tesco) แอสดา (Asda) และเน็กซ์ (Next) เป็นหนึ่งในผู้ใช้งาน

แบร์รี เพมเบอร์ตัน ผู้อำนวยการฝ่ายดูแลลูกค้าของโมชั่นเทค กล่าวว่า ลูกค้าต้องการโซลูชันที่ติดตั้งได้รวดเร็ว พวกเขาต้องการปริมาณการจัดเก็บสูง ความเร็วในการหยิบสินค้าสูง และท้ายที่สุดต้องการใช้พื้นที่น้อยลงพร้อมลดจำนวนแรงงาน

'ตอนนี้เราดูเหมือนจะเผชิญปัญหาขาดแคลนแรงงานครั้งใหญ่ในอังกฤษ เทคโนโลยีเหล่านี้มีความสำคัญอย่างมากต่อการทำให้ธุรกิจเดินหน้าต่อ และตอบสนองความต้องการ' เพมเบอร์ตัน กล่าว

ขณะเดียวกัน สภาสหภาพแรงงานอังกฤษ (Trades Union Congress: TUC) เรียกร้องให้ใช้หุ่นยนต์เพื่อเพิ่มผลิตภาพ และปรับปรุงคุณภาพงาน ไม่ใช่เพียงลดต้นทุนแรงงาน พร้อมเสนอให้แรงงานมีส่วนร่วมในการตัดสินใจเกี่ยวกับระบบอัตโนมัติ และให้นายจ้างลงทุนในการฝึกทักษะใหม่

โกลด์แมน มองว่า งานที่เหมาะกับฮิวแมนนอยด์ในระยะแรกคือ งานซ้ำซาก งานใช้แรงกาย และงานที่มีความเสี่ยง โดยเรียกรวมว่า 'อันตราย สกปรก และน่าเบื่อ' (Dangerous, Dirty, and Dull)

ตัวอย่างเช่น เหมืองแร่ การกู้ภัย การบำรุงรักษาเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ และการผลิตสารเคมี ซึ่งเป็นงานที่มนุษย์อาจไม่ต้องการทำหรือมีความเสี่ยงสูง

บาร์เคลย์ส แบ่งการใช้งานออกเป็น 2 ระลอก ระลอกแรกคือการผลิต โลจิสติกส์ งานก่อสร้าง และงานซ้ำๆ ส่วนระลอกที่สองอาจขยายไปสู่สุขภาพ การดูแลผู้สูงอายุ และงานบริการ เมื่อหุ่นยนต์มีความสามารถในการสลับงาน ตัดสินใจตามบริบท และปฏิสัมพันธ์กับมนุษย์มากขึ้น

โซร์นิตซา โทโดโรวา หัวหน้าฝ่ายวิจัยเชิงธีมด้านตราสารหนี้ สกุลเงิน และสินค้าโภคภัณฑ์ของบาร์เคลย์ส มองว่า แม้การใช้งานใน 5 ปีข้างหน้าจะยังอยู่ในภาคอุตสาหกรรมเป็นหลัก แต่โอกาสระยะยาวอาจอยู่ในงานที่เกี่ยวข้องกับผู้บริโภคโดยตรง

การแข่งขันใหม่ของจีน สหรัฐ และยุโรป

เมื่อฮิวแมนนอยด์เริ่มถูกมองเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านแรงงาน การแข่งขันจึงขยายจากเรื่องเทคโนโลยีไปสู่เศรษฐกิจ และภูมิรัฐศาสตร์

จีนมีจุดแข็งด้านการผลิต และห่วงโซ่อุปทาน สหรัฐมีบริษัทด้านเอไอ และหุ่นยนต์ที่พัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูง ขณะที่ยุโรปมีฐานอุตสาหกรรม และความเชี่ยวชาญด้านวิศวกรรม แต่ยังต้องเร่งพัฒนาด้านข้อมูล และเอไอเชิงกายภาพ

เจฟฟ์ คาร์เดนาส ซีอีโอของแอปโทรนิก (Apptronik) กล่าวว่า 'มันจะเป็นการแข่งขันระดับโลก และผมคิดว่าทุกคนยังมีโอกาสชนะ'

เขาเปรียบเทียบช่วงเวลาปัจจุบันของอุตสาหกรรมหุ่นยนต์กับยุคแรกของคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลในช่วงทศวรรษ 1980 ที่บริษัทต่างๆ ยังต้องพิสูจน์ว่าเทคโนโลยีสามารถสร้างประโยชน์ทางธุรกิจได้จริง

การแข่งขันยังเกิดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดด้านเทคโนโลยีระหว่างจีนกับสหรัฐ โดยสหรัฐสั่งห้ามนำเข้าหุ่นยนต์ขั้นสูงรุ่นใหม่จากต่างประเทศ โดยอ้างเหตุผลด้านความมั่นคงแห่งชาติ ขณะที่สถานทูตจีนในกรุงวอชิงตัน ระบุว่า จีนคัดค้านการทำให้ประเด็นการค้าเป็นเรื่องการเมือง และการใช้มาตรการคว่ำบาตรบนเหตุผลที่ไม่มีมูล

บาร์เคลย์ส ประเมินว่า ตลาดฮิวแมนนอยด์อาจมีมูลค่าประมาณ 40,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2578 และในกรณีที่การผลิตขยายตัวอย่างรวดเร็วอาจสูงถึง 200,000 ล้านดอลลาร์ ขณะที่โกลด์แมน แซคส์ รีเสิร์ชประเมินไว้ที่ 38,000 ล้านดอลลาร์

อย่างไรก็ตาม การขยายตลาดยังขึ้นอยู่กับการแก้ปัญหาความปลอดภัย ความน่าเชื่อถือ การใช้พลังงาน ต้นทุน การผลิตชิ้นส่วน และความสามารถของเอไอในการควบคุมหุ่นยนต์ให้ทำงานในโลกจริง

การแข่งขันของฮิวแมนนอยด์จึงกำลังเปลี่ยนจาก 'ใครสร้างหุ่นยนต์ที่เก่งที่สุด' ไปสู่คำถามว่า ใครผลิตได้มากพอ ต้นทุนต่ำพอ ทำงานจริงได้ และมีข้อมูลมากพอที่จะทำให้หุ่นยนต์เรียนรู้ได้เร็วกว่าเดิม โดยเฉพาะเมื่อจีนกำลังนำจุดแข็งจากอุตสาหกรรมเดิมมาสร้างห่วงโซ่การผลิตสำหรับหุ่นยนต์ขึ้นมาใหม่

 

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์