วันจันทร์ ที่ 12 ตุลาคม 2569

Login
Login

'การ์ทเนอร์' เปิด 10 เทรนด์ AI ปี 2570 จับตา Agentic AI พลิกโฉมธุรกิจ

การ์ทเนอร์เปิด 10 การคาดการณ์เชิงกลยุทธ์ AI ปี 2570 ชี้เทคโนโลยีขยายตัวจากซอฟต์แวร์สู่โลกจริง พร้อมส่งผลกระทบวงกว้าง ตั้งแต่แรงกดดันบริการรัฐ การโจมตีไซเบอร์รูปแบบใหม่ ตลอดจนการปรับตัวครั้งใหญ่ด้านต้นทุน พลังงาน และการกำกับดูแลที่ผู้นำองค์กรต้องรับมือ

KEY POINTS

  • การ์ทเนอร์คาดการณ์ว่าภายในปี 2573 จะมี "Agentic AI" หรือ Autonomous Agent มากกว่า 1 หมื่นล้านตัว
  • Physical AI จะเข้ามาช่วยเหลือแรงงานด่านหน้าถึง 80%
  • องค์กรจะเผชิญโจทย์ใหม่ด้านต้นทุน AI 
  • บทบาทการกำกับดูแล AI จะเปลี่ยนไป CIO จะต้องทำหน้าที่เป็น "ผู้ดูแลพยานหลักฐาน" เพื่อรับผิดชอบต่อการตัดสินใจของ AI

AI กำลังขยายจากซอฟต์แวร์ไปสู่การทำงานในโลกจริง พร้อมสร้างโจทย์ใหม่ให้ธุรกิจตั้งแต่ต้นทุน การใช้พลังงาน ความปลอดภัย ไปจนถึงความรับผิดชอบต่อการตัดสินใจของระบบ

การ์ทเนอร์ เผยการคาดการณ์เชิงกลยุทธ์สำคัญ หรือ Top Strategic Predictions สำหรับปี 2570 และอนาคต โดยแบ่งประเด็นออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ Robots Everywhere, Cost to Value และ Unknown Unknowns

ดาริล พลัมเมอร์ รองประธานฝ่ายวิจัยและ Gartner Fellow กล่าวว่า ระบบจำนวนมากที่ใช้งานอยู่ในปัจจุบัน ตั้งแต่บริการสาธารณะ ซอฟต์แวร์ ไปจนถึงโมเดลด้านพลังงานและแรงงาน จะถูก AI เปลี่ยนแปลงในทศวรรษหน้า

องค์กรที่จะประสบความสำเร็จจำเป็นต้องรักษาสมดุลระหว่างการพัฒนานวัตกรรมและความรับผิดชอบ พร้อมสร้างขีดความสามารถเพื่อรับมือทั้งโอกาสและผลกระทบที่ไม่คาดคิดจากโลกที่ขับเคลื่อนด้วย AI

การ์ทเนอร์ระบุว่า ผู้นำด้านเทคโนโลยีและธุรกิจควรประเมินผลกระทบของการคาดการณ์เหล่านี้ต่อการปรับกลยุทธ์และการลงทุนในปีหน้าและระยะต่อไป

'Agentic AI' ดันภาระบริการรัฐ

การ์ทเนอร์คาดการณ์ว่า ภายในสิ้นปี 2573 จะมี Autonomous Agent มากกว่า 1 หมื่นล้านตัว ที่สร้างโดยบุคคล บริษัท และภาครัฐ และจะเข้ามาเปลี่ยนรูปแบบการใช้บริการสาธารณะ

การเติบโตของ Agentic AI จะเพิ่มการใช้บริการสาธารณะ เนื่องจาก Autonomous Agent สามารถค้นหาโอกาส ตรวจสอบสิทธิ์ และยื่นคำร้องแทนผู้ใช้ได้โดยพึ่งพามนุษย์น้อยลง ส่งผลให้จำนวนใบสมัคร คำร้อง และธุรกรรมเพิ่มขึ้น และสร้างแรงกดดันต่อระบบภาครัฐ

ประเด็นสำคัญจึงอยู่ที่การระบุตัวตน การสร้างความไว้วางใจ และความรับผิดชอบ การ์ทเนอร์แนะนำให้ภาครัฐยกระดับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล เพิ่มขีดความสามารถในการยืนยันตัวตน และเตรียมระบบรองรับการมีปฏิสัมพันธ์กับ AI ที่เพิ่มขึ้น

'การ์ทเนอร์' เปิด 10 เทรนด์ AI ปี 2570 จับตา Agentic AI พลิกโฉมธุรกิจ

อีกด้านหนึ่ง Physical AI จะขยาย AI จากโลกดิจิทัลสู่โลกจริง โดยการ์ทเนอร์คาดว่า ในปี 2573 แรงงานด่านหน้า หรือ Front-line Workers มากถึง 80% ในบริษัทข้ามชาติ จะได้รับการช่วยเหลือจากระบบ Physical AI

เทคโนโลยีดังกล่าวครอบคลุมหุ่นยนต์ โดรน ยานพาหนะไร้คนขับ และระบบกายภาพอื่นที่สามารถรับรู้ มีปฏิสัมพันธ์ และส่งผลต่อสภาพแวดล้อมรอบตัว

หลายอุตสาหกรรมเริ่มนำ Physical AI มาใช้เพื่อเพิ่มความปลอดภัย ลดงานซ้ำซ้อนหรืออันตรายแทนมนุษย์ และสร้างข้อมูลเชิงลึก โดยการ์ทเนอร์แนะนำให้องค์กรใช้กลยุทธ์ที่ให้ความสำคัญกับความปลอดภัย ลงทุนในแพลตฟอร์มที่ยืดหยุ่นและขยายการใช้งานได้ พร้อมกรอบกำกับดูแลและทักษะสำหรับติดตั้งและบริหารระบบ

AI เปิดโจทย์ใหม่ด้านต้นทุนและไซเบอร์

การ์ทเนอร์คาดการณ์ว่า ในปี 2573 องค์กรที่มีการใช้งาน AI เชื่อมต่อกับบริการสาธารณะราว 80% จะเผชิญ Cost Exhaustion Attack หรือการโจมตีที่มุ่งทำให้ทรัพยากรและต้นทุนสูญสิ้นจากการใช้งาน AI ที่สูงเกินจริง

การโจมตีรูปแบบนี้เกิดจากผู้ประสงค์ร้ายจงใจเร่งการใช้งาน AI เพื่อเพิ่มต้นทุนดำเนินงาน เมื่อ AI ถูกฝังอยู่ในแอปพลิเคชันฝั่งลูกค้ามากขึ้น องค์กรจึงต้องมองการใช้ Token และการใช้งาน AI ทั้งในมิติการบริหารต้นทุนและความปลอดภัย

การ์ทเนอร์แนะนำให้กำหนดต้นทุน Token ของ AI เป็นหนึ่งในตัวชี้วัดด้านความปลอดภัยไซเบอร์ พร้อมใช้มาตรการควบคุมที่คำนึงถึงต้นทุน และขยายการติดตามให้ครอบคลุมเทคโนโลยี AI ทั้งหมด

ขณะเดียวกัน ในปี 2572 แอปพลิเคชันใหม่ถึง 80% จะถูกออกแบบให้ใช้งานน้อยกว่า 1 ปี จากการที่ AI ทำให้การพัฒนาแอปพลิเคชันเข้าถึงง่ายขึ้น และพนักงานสามารถสร้างแอปพลิเคชันชั่วคราวเพื่อแก้โจทย์ธุรกิจระยะสั้นได้มากขึ้น

แนวโน้มดังกล่าวสร้างโจทย์ด้านความปลอดภัย การปฏิบัติตามกฎระเบียบ และการจัดเก็บข้อมูล โดยเฉพาะแอปพลิเคชันที่มีผลต่อการตัดสินใจหรือเข้าถึงข้อมูลสำคัญ

การ์ทเนอร์แนะนำให้จัดทำกรอบกำกับดูแลตามระดับความเสี่ยง ติดตามแอปพลิเคชันที่พนักงานสร้างผ่านระบบลงทะเบียนอัตโนมัติ และปรับนโยบายการจัดเก็บข้อมูลให้รองรับแอปพลิเคชันและเอเจนต์ที่สร้างโดย AI

AI ดันองค์กรเข้าสู่ตลาดพลังงาน

อีกหนึ่งการเปลี่ยนแปลงสำคัญอยู่ที่พลังงาน โดยการ์ทเนอร์คาดว่า ภายในปี 2573 พลังงานมูลค่า 10 ล้านล้านดอลลาร์ที่ถือครองโดยองค์กรธุรกิจขนาดใหญ่ จะทำให้บริษัทในกลุ่ม Global 2000 กลายเป็นผู้ผลิตไฟฟ้าโดยไม่คาดคิด

ความต้องการไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นจาก AI และ Data Center กำลังผลักดันให้องค์กรลงทุนในสินทรัพย์ด้านการผลิต การกักเก็บ และการจัดการพลังงาน ทำให้เส้นแบ่งระหว่างผู้บริโภคและผู้ผลิตพลังงานเริ่มเปลี่ยนไป

เมื่อพลังงานกลายเป็นสินทรัพย์ที่สามารถควบคุมผ่านซอฟต์แวร์ องค์กรจำเป็นต้องมีขีดความสามารถด้านการบริหารการผลิต การกักเก็บ และการใช้พลังงาน รวมถึงแพลตฟอร์มจัดการพลังงาน การเชื่อมข้อมูลพลังงานเข้ากับข้อมูลการดำเนินงาน และโครงสร้างพื้นฐานสำหรับการเข้าสู่ตลาดพลังงานใหม่

ประกันภัยขยับบทบาทกำกับ AI

ด้านการกำกับดูแล การ์ทเนอร์คาดว่า ในปี 2573 บริษัทประกันภัยจะเข้ามามีบทบาทขับเคลื่อนการกำกับดูแล AI มากขึ้น แม้ไม่ใช่หน่วยงานกำกับดูแลโดยตรง

มาตรฐานการรับประกันภัยที่เข้มงวดสำหรับประกันความรับผิดจาก AI จะมีความสำคัญต่อการลดค่าเบี้ยประกัน ขณะที่องค์กรธุรกิจกำลังเปลี่ยนจากการกำกับดูแล AI ที่อิงนโยบาย ไปสู่การควบคุมที่ฝังอยู่ในระบบ AI และกระบวนการทำงาน

เมื่อความเสี่ยงและความรับผิดจาก AI เพิ่มขึ้น บริษัทประกันจึงมีแนวโน้มเข้ามามีอิทธิพลต่อแนวทางการกำกับดูแล ผ่านการผลักดันให้เกิดการบริหารความเสี่ยงและการควบคุมทางเทคนิคที่เข้มงวดขึ้น

การ์ทเนอร์แนะนำให้องค์กรใช้เทคโนโลยีกำกับดูแล AI ทดสอบระบบควบคุมในสภาพแวดล้อมจริง และสร้างกลไกกำกับดูแลระหว่างที่ระบบทำงาน เพื่อรองรับทั้งนวัตกรรมและความรับผิดชอบที่ตรวจสอบได้

'การ์ทเนอร์' เปิด 10 เทรนด์ AI ปี 2570 จับตา Agentic AI พลิกโฉมธุรกิจ

AI-Native เร่งเกมนวัตกรรม

สำหรับการแข่งขันทางธุรกิจ การ์ทเนอร์คาดว่า ในปี 2572 ราว 25% ของบริษัทในกลุ่ม Global 500 จะพัฒนานวัตกรรมผลิตภัณฑ์และบริการที่ขับเคลื่อนด้วย AI แบบแยกส่วน หรือ Componentized อย่างต่อเนื่อง

การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะเพิ่มแรงกดดันต่อองค์กรดั้งเดิม เมื่อคู่แข่งแบบ AI-Native สามารถนำเสนอบริการที่ตรงความต้องการ มีประสิทธิภาพ และขยายขนาดได้มากขึ้น

การ์ทเนอร์ระบุว่า องค์กรที่ต้องการรองรับการแข่งขันจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับนวัตกรรมที่ขับเคลื่อนด้วย AI เสริมขีดความสามารถด้านข้อมูลและการวิเคราะห์ และสร้างทีมงานที่ยืดหยุ่นเพื่อพัฒนาแหล่งคุณค่าใหม่อย่างต่อเนื่อง

จาก AI Spending สู่ Cost-to-Value

อีกแนวโน้มสำคัญคือการวัดต้นทุนเทียบกับคุณค่าทางธุรกิจ โดยการ์ทเนอร์คาดว่า ในปี 2572 องค์กรที่ใช้งาน AI ถึง 60% จะจัดตั้งหน่วยงานเฉพาะกิจเพื่อประเมินต้นทุน AI โดยรวมเทียบกับคุณค่าหรือกำไรที่ได้รับ

การนำ Agentic AI มาใช้มากขึ้นทำให้การบริหารปริมาณการใช้ Token มีความสำคัญ เนื่องจากค่าใช้จ่ายสามารถเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และทำให้การเชื่อมโยงรายจ่ายเข้ากับมูลค่าทางธุรกิจทำได้ยากขึ้น

องค์กรจึงต้องการข้อมูลที่ชัดเจนเกี่ยวกับรูปแบบการใช้ AI และการกำกับดูแลเพื่อรักษาสมดุลระหว่างประสิทธิภาพด้านต้นทุนกับการสร้างคุณค่า

การ์ทเนอร์แนะนำให้เชื่อมการใช้ Token เข้ากับตัวชี้วัดทางธุรกิจโดยตรง พร้อมกำหนดโควตา ติดตามผล และใช้กลไกกำกับดูแล เพื่อให้การลงทุน AI สามารถวัด ROI ได้

นอกจากนี้ ในปี 2571 มากถึง 60% ของบริษัทกลุ่ม Global 500 จะฝังระบบควบคุม AI FinOps ไว้ในขั้นตอนประมวลผล เพื่อเปลี่ยนการบริหารต้นทุนจากการรายงานย้อนหลังไปสู่การปรับปรุงประสิทธิภาพแบบเรียลไทม์

การ์ทเนอร์ระบุว่า ค่าใช้จ่ายด้าน AI คาดการณ์และควบคุมได้ยากขึ้น เมื่อองค์กรขยายการใช้เครื่องมือ AI และระบบ Agentic โดยองค์กรจะหันมาให้ความสำคัญกับต้นทุนต่องาน หรือ Cost per task และประสิทธิภาพของ Token มากขึ้น

ข้อเสนอแนะคือให้องค์กรใช้การควบคุมต้นทุนขณะระบบทำงาน ติดตั้งระบบติดตามข้อมูลเบื้องหลัง หรือ Telemetry บนเส้นทางการประมวลผล และกำหนดให้การกำกับดูแลต้นทุนเป็นส่วนหนึ่งของแพลตฟอร์มและแอปพลิเคชัน AI

CIO สู่ผู้ดูแลหลักฐาน AI

สุดท้าย การ์ทเนอร์คาดว่า ในปี 2573 บริษัทกลุ่ม Global 500 ถึง 80% จะระบุในสัญญาให้ CIO หรือ CAIO ทำหน้าที่เป็น “ผู้ดูแลพยานหลักฐาน” หรือ Evidence Custodian สำหรับความรับผิดชอบด้าน AI

เมื่อ AI เข้ามามีบทบาทในกระบวนการธุรกิจและการตัดสินใจที่มีความสำคัญ องค์กรต้องรับมือกับความต้องการด้านความรับผิดชอบ ความโปร่งใส และการตรวจสอบการทำงานของระบบ

บทบาทของผู้นำเทคโนโลยีจึงขยายไปสู่การดูแลและรับผิดชอบ AI เพื่อให้กรอบการกำกับดูแลถูกนำไปใช้อย่างสม่ำเสมอทั่วทั้งองค์กร

การ์ทเนอร์แนะนำให้องค์กรประเมินขีดความสามารถในการจัดการพยานหลักฐานดิจิทัล และกำหนดความรับผิดชอบต่อการกระทำของ AI อย่างชัดเจน เพื่อรองรับการกำกับดูแล AI ที่มีความรับผิดชอบ