วันพฤหัสบดี ที่ 13 สิงหาคม 2569

Login
Login

วิกฤติ 2 องค์กรฉุดประเทศ หน่วยงานกำกับ 'กกพ.-กสทช.' อัมพาต อินฟราฯไฟฟ้า-ดิจิทัล เดี้ยง

โครงสร้างพื้นฐานของประเทศที่เป็นรากฐานสำคัญของเศรษฐกิจไทยกำลังเจอ “คอขวด” จากองค์การกำกับดูแล เมื่อ 2 เรกูเลเตอร์สำคัญอย่าง “กกพ.-กสทช.” เผชิญสุญญากาศและความขัดแย้งภายใน จนการตัดสินใจเรื่องสำคัญเดินหน้าได้ไม่เต็มที่ ในวันที่ประเทศต้องลงทุนและแข่งขันกับโลก

สถานการณ์เสถียรภาพด้านการกำกับดูแลพลังงานของไทยกำลังก้าวสู่ภาวะเปราะบางขั้นเมื่อโครงสร้างคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) หรือ บอร์ด กกพ. อยู่ในสภาวะสูญญากาศเชิงนโยบายต่อเนื่อง

ปัจจุบันมีกรรมการปฏิบัติหน้าที่ได้เพียง 4 คน จากทั้งหมด 7 คน ความล่าช้านี้ถูกส่งไม้ต่อเป็นลูกโซ่จากความขัดแย้งเชิงนโยบายและการตรวจสอบคุณสมบัติที่คาราคาซังมาตั้งแต่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จนถึงรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล 2

จุดเริ่มต้นเกิดขึ้นเมื่อกรรมการ กกพ. 4 คน ได้แก่ นายเสมอใจ ศุขสุเมฆ (ประธาน กกพ.), นายสุธรรม อยู่ในธรรม, นายบัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ และนายสหัส ประทักษ์นุกูล มีกำหนดครบวาระการดำรงตำแหน่ง 6 ปี ในวันที่ 30 ก.ย. 2567

ทั้งนี้ สำนักงาน กกพ.พยายามเร่งรัดกระบวนการสรรหาล่วงหน้าเพื่อให้ได้กรรมการรับช่วงต่อทันที แต่กระบวนการสะดุดครั้งใหญ่เมื่อเปลี่ยนผ่านขั้วอำนาจทางการเมือง และปัจจุบันกรรมการ กกพ.ปฏิบัติหน้าที่อยู่เพียง 4 คน จากจำนวนเต็ม 7 คน โดยมีนายบัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ ปฏิบัติหน้าที่รักษาการประธาน หลังจากที่กรรมการหลายคนลาออกหรือพ้นตำแหน่ง

วิกฤติ 2 องค์กรฉุดประเทศ หน่วยงานกำกับ 'กกพ.-กสทช.' อัมพาต อินฟราฯไฟฟ้า-ดิจิทัล เดี้ยง

วิกฤติ 2 องค์กรฉุดประเทศ หน่วยงานกำกับ 'กกพ.-กสทช.' อัมพาต อินฟราฯไฟฟ้า-ดิจิทัล เดี้ยง

สูตร “Consensus”4ง่ายกว่า7 แต่เสี่ยงข้อก.ม.

แหล่งข่าวจากกระทรวงพลังงาน กล่าวกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า วิธีทำงานของ กกพ.ในภาวะไม่ครบชุดอาศัยการใช้ระบบฉันทามติ (Consensus) ซึ่งทางปฏิบัติการหาข้อตกลงร่วมเพียง 4 คนอาจดูเหมือนทำง่ายกว่าการรอให้ครบ 7 คน

ทั้งนี้ในข้อกฎหมาย พบว่า บางภารกิจดำเนินการไม่ได้หากกรรมการไม่ครบองค์ประชุม หรือขาดอำนาจการตัดสินใจในประเด็นสำคัญ ส่งผลให้การออกนโยบายหรือการกำหนดหลักเกณฑ์ต่างๆ ชะลอตัว

ชิงประธานกกพ.“ปลัดพลังงาน”ท้าชนขั้วเก่า

สำหรับการสรรหากรรมการและประธาน กกพ.ใหม่จะเป็นสมรภูมิการเมืองระหว่างขั้วอำนาจมีการตั้งข้อสังเกตถึงการส่งสัญญาณจากบางกลุมต่อกระบวนการคัดเลือกที่พบการแข่งขันชัดเจนระหว่าง 2 ขั้ว คือ

1.บทบาทนายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน ที่จะพ้นอายุราชการในวันที่ 30 ก.ย.2569 มีข่าวสะพัดว่าเป็นอีก 1 บุคคลสำคัญที่จะเข้ามาดำรงตำแหน่งประธาน กกพ.ในคณะกรรมการชุดใหม่

2.การจับตามองผู้สมัครจากอดีต กสทช. รวมถึงบุคคลที่มีความเชื่อมโยงกับกลุ่มการเมืองและกลุ่มธุรกิจพลังงาน

แผน PDP ล่าช้า “ประชาพิจารณ์” แค่พิธีกรรม

ขณะที่ ความไม่ชัดเจน บอร์ด กกพ.กระทบความล่าช้า แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย (PDP) ซึ่งจะเห็นความชัดเจนในเดือน ก.ย.2569 แต่หลายฝ่ายไม่มั่นใจจะเป็นไปตามกำหนด เนื่องจากแผนดังกล่าวถูกเลื่อนหลายครั้งหลังจากเริ่มกระบวนการปรับ PDP มาตั้งแต่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ นับถึงปัจจุบัน 5 รัฐบาล

นอกจากนี้ ยังมีการวิพากษ์วิจารณ์กระบวนการประชาพิจารณ์ PDP และค่าไฟว่า อาจเป็นเพียงพิธีกรรมที่เตรียมบทสรุปไว้แล้ว เซตตัวบุคคลเพื่อตอบแบบสอบถามหรือค้านในประเด็นที่ต้องการ เพื่อให้ผลลัพธ์ออกมาตามแนวทางที่วางไว้ เช่นเดียวกับการปรับค่าไฟฟ้าที่มักถูกวิจารณ์ว่า เป็นการเล่นละครเพื่อหาฮีโร่มาประกาศลดราคาภายหลังเพียงเล็กน้อย

Direct PPA นโยบายรัฐกับผลประโยชน์

อีกหนึ่งประเด็นร้อน คือ การผลักดันนโยบาย Direct PPA นำร่อง 2,000 เมกะวัตต์ ซึ่งเป็นนโยบายหลักที่นายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรี พยายามผลักดันเพื่อดึงนักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะ Data Center แต่เกิดแรงต้านอย่างหนักจากส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจ ซึ่งเป็นแนวคิดที่สอดคล้องกับกลุ่มธุรกิจพลังงาน

ทั้งนี้ รัฐบาลนายเศรษฐา ต้องการเปิดเสรี Direct PPA ถึง 2,000 เมกะวัตต์ แต่หน่วยงานปฏิบัติเสนอเพียง 100 เมกะวัตต์ เนื่องจากส่วนราชการกังวลผลกระทบของผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนเมื่อมีการซื้อขายกันเองไม่ผ่านระบบของการไฟฟ้า

นอกจากนี้ ยังมีปัญหาความเพียงพอของไฟฟ้า โดยคาดการณ์สำรองไฟฟ้า (Reserve Margin) อาจหายไปจากระบบจำนวนมากจากการปิดตัวหรือหมดสัญญาของโรงไฟฟ้าบางแห่งระดับ 2,000 เมกะวัตต์ ซึ่งเอกชนหลายรายจับตากลุ่มโรงไฟฟ้าที่ใกล้หมดสัญญา

กระบวนการสรรหาบอร์ด กกพ.สะดุด

ยุครอยต่อที่นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน สั่งระงับสรรหา กกพ.ใหม่ในเดือน พ.ย.2567 โดยอ้างการตรวจสอบความถูกต้องของคุณสมบัติคณะกรรมการสรรหาบางรายที่มีส่วนได้เสียกับธุรกิจพลังงาน แม้ต่อมาคณะกรรมการกฤษฎีกาวินิจฉัยว่าการมีส่วนได้เสียดังกล่าวไม่เป็นลักษณะต้องห้ามตามกฎหมาย แต่เกิดความล่าช้า 1 ปีเต็ม

กระทั่งเข้าสู่รัฐบาลนายอนุทิน 2 และนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เมื่อวันที่ 12 พ.ค.2569 คณะรัฐมนตรี (ครม.) ยกเลิกมติแต่งตั้งบอร์ดสรรหาชุดเดิมทั้ง 8 ราย และสั่งเริ่มกระบวนการใหม่ทั้งหมด

บอร์ด 4 คน “ความเสี่ยงที่เลี่ยงไม่ได้”

สำหรับ กกพ.ที่ปฏิบัติหน้าที่ปัจจุบันมีเพียง 4 คน ได้แก่ นายนรินทร์ โอภามุรธาวงศ์, นายพิทักษ์ จรรยพงษ์, นายวรวิทย์ ศรีอนันต์รักษา และนายบัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ ซึ่งเป็นจำนวนขั้นต่ำสุดขององค์ประชุมตามกฎหมาย

ดังนั้น สถานะนี้มีความเสี่ยงต่อการดำเนินนโยบายเนื่องจากหากกรรมการเพียง 1 คน ประชุมไม่ได้หรือมีเหตุให้งดออกเสียงจากการมีส่วนได้เสียในวาระนั้นๆ จะส่งผลให้องค์ประชุมล่มทันที และอาจนำไปสู่การถูกฟ้องร้องตามมาตรา 157 กรณีละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ได้หากเกิดความเสียหายต่อรัฐ

กสทช.วิกฤติ อินฟราฯโทรคมสะดุด

ในอีกด้านองค์กรกำกับดูแลโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลอย่าง คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ “บอร์ด กสทช.” ก็วิกฤติไม่แพ้กัน เมื่อประชุมบอร์ดครั้งล่าสุด วันที่ 11 ส.ค. 2569 จบลงด้วยภาพเดิมที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา นั่นคือ การประชุมไม่สามารถเดินหน้าตามวาระได้ เนื่องจากองค์ประชุมไม่ครบ กลายเป็นการประชุมที่ล่มเป็นครั้งที่ 4 คำถามคือแล้วในวันนี้ (13 ส.ค.) การประชุมจะเปลี่ยนโฉมหน้าได้หรือไม่ หรือจบลงด้วยการประชุมล่มอีกครั้ง 

แต่ความขัดแย้งภายใน กสทช. กำลังเดินทางมาถึงจุดเปลี่ยนสำคัญ หลัง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ลงนามนำความกราบบังคมทูลเพื่อขอให้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ศาสตราจารย์คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ พ้นจากตำแหน่งประธานกรรมการและกรรมการ กสทช. เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

เดิมที่ปัญหาภายในบอร์ด กสทช. ถูกมองว่าเป็นเพียงความขัดแย้งระหว่างกรรมการ 7 คน แต่วันนี้ผลกระทบเริ่มขยับออกจากห้องประชุมไปสู่ระดับ “โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศ”

เพราะหลายเรื่องที่ กสทช. มีหน้าที่ต้องกำหนดทิศทาง ทั้งกิจการโทรทัศน์ คลื่นความถี่ โทรคมนาคม ดาวเทียม การจัดระเบียบสายสื่อสาร และการกำกับดูแลบริการบนแพลตฟอร์มออนไลน์ กลับต้องเผชิญกับภาวะชะงักงัน ปัญหาจึงไม่ใช่เพียงว่า “บอร์ดจะประชุมได้หรือไม่” แต่กำลังกลายเป็นคำถามใหญ่กว่าเดิมว่า ในวันที่เทคโนโลยีเปลี่ยนเร็วกว่ากฎหมายและกติกา ประเทศไทยกำลังมีองค์กรกำกับดูแลที่สามารถตัดสินใจได้ทันเวลาหรือไม่

จาก 7 คน สู่ปัญหา “สองขั้ว”

โครงสร้างบอร์ด กสทช. ทั้ง 7 คน ประกอบด้วย ศาสตราจารย์คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช. พลอากาศโท ธนพันธุ์ หร่ายเจริญ ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.พิรงรอง รามสูต นายต่อพงศ์ เสลานนท์ รศ.ดร.ศุภัช ศุภชลาศัย พล.ต.อ.ดร.ณัฐธร เพราะสุนทร และ รศ.ดร.สมภพ ภูริวิกรัยพงศ์ โดยแต่ละคนมาจากความเชี่ยวชาญแตกต่างกัน ตั้งแต่การคุ้มครองผู้บริโภค กระจายเสียง โทรทัศน์ สิทธิเสรีภาพ เศรษฐศาสตร์ กฎหมาย และโทรคมนาคม

แต่ปัญหาที่สะสมมานานกลับทำให้การทำงานของบอร์ดถูกมองว่าแบ่งออกเป็นสองกลุ่มอย่างชัดเจน โดยกลุ่มหนึ่งประกอบด้วย นพ.สรณ นายต่อพงศ์ และ พล.ต.อ.ณัฐธร ขณะที่อีกกลุ่มประกอบด้วย พล.อ.ท.ธนพันธุ์ ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร. พิรงรอง นายศุภัช และรศ.ดร.สมภพ

ความเห็นต่างไม่ใช่เรื่องใหม่ ก่อนหน้านี้เคยปรากฏทั้งการลงมติสวนทางกันหลายวาระ รวมถึงประเด็นการสรรหาเลขาธิการ กสทช. และเรื่องอำนาจหน้าที่ของประธาน กระทั่งในช่วงล่าสุด ความขัดแย้งเรื่องสถานะของประธาน กสทช. และการที่กรรมการบางส่วนไม่เข้าร่วมประชุม ได้ทำให้การประชุมไม่สามารถดำเนินต่อได้หลายครั้ง

เมื่อการถกเถียงไม่สามารถหาข้อยุติได้ในห้องประชุม ผลที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่แค่ “มติหนึ่งมติไม่ผ่าน” แต่หมายถึงวาระจำนวนมากต้องถูกเลื่อนออกไป ขณะที่บางเรื่องเป็นนโยบายที่มีกรอบเวลาผูกพันกับอายุใบอนุญาต การลงทุนของเอกชน หรือการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี

ก่อนหน้าที่การประชุมวันที่ 6 ส.ค.ซึ่งเป็นครั้งที่ 3 ที่ล่ม มีวาระเร่งด่วนที่ได้รับผลกระทบ 44 วาระ จากวาระทั้งหมด 99 วาระ และต้องเลื่อนการประชุมมาเป็นวันที่ 11 ส.ค.และก็เกิดเหตุซ้ำอีก

คำถามจึงไม่ได้อยู่ที่ว่า “ประชุมครั้งต่อไปจะล่มหรือไม่” แต่อยู่ที่ว่า ประเทศสามารถปล่อยให้กลไกกำกับดูแลโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลหยุดชะงักได้นานแค่ไหน

ทีวีดิจิทัล ปัญหาที่มี “เส้นตาย”

หนึ่งในเรื่องที่ได้รับผลกระทบโดยตรงคือ “โรดแมปทีวีดิจิทัล” แผนสำคัญต่ออนาคตอุตสาหกรรมโทรทัศน์ไทย เพราะใบอนุญาตทีวีดิจิทัลภาคพื้นดินจะสิ้นสุดในปี 2572

แม้บอร์ด กสทช. จะเห็นชอบร่างแผนแม่บทกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ ฉบับที่ 3 ไปแล้ว และมีแนวคิดเกี่ยวกับการเปลี่ยนผ่านทีวีดิจิทัล รวมถึงผลักดันแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งแห่งชาติ แต่โรดแมปที่ผู้ประกอบการและผู้บริโภคต้องการเห็นชัดเจนยังไม่ลงตัว

ที่น่ากังวล คือ เวลาเหลือไม่มาก หากไม่มีแผนที่ชัดเจน ผู้ประกอบการไม่สามารถวางแผนการลงทุนระยะยาวได้ ผู้ผลิตเนื้อหาไม่รู้ว่าตลาดจะเดินไปในทิศทางใด ประชาชนก็ยังไม่รู้ว่าเมื่อถึงปี 2572 จะเกิดอะไรขึ้นกับการรับชมโทรทัศน์ภาคพื้นดิน ประเด็นนี้ไม่ได้กระทบเฉพาะผู้ประกอบการทีวี แต่ยังเกี่ยวข้องกับประชาชนจำนวนมาก

"โอทีที"โตเร็วแต่กติกายังตามไม่ทัน

อีกโจทย์ที่สะท้อนปัญหา กสทช.ชัดเจน คือบริการ โอทีที หรือการให้บริการเนื้อหาผ่านอินเทอร์เน็ต วันนี้พฤติกรรมของคนไทยเปลี่ยนจากการนั่งดูโทรทัศน์แบบเดิมไปสู่ YouTube, Netflix, TikTok และแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งต่างๆ แต่กติกากำกับดูแลยังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน

กสทช. เคยมีมติรองรับแนวคิดว่า โอทีที อยู่ภายใต้ขอบเขตการกำกับดูแล และในปี 2569 บอร์ดก็ยืนยันอีกครั้งว่ามีอำนาจกำกับบริการดังกล่าว แต่สิ่งที่ผู้บริโภคยังรอคือ “กติกาที่ชัดเจน” ว่าจะกำกับอย่างไร คุ้มครองประชาชนอย่างไร เพราะปัญหาไม่ได้อยู่เพียงเรื่องการดูหนังหรือดูรายการ แต่รวมถึงโฆษณา เนื้อหาที่เป็นเท็จ การคุ้มครองเด็ก การหลอกลวงผู้บริโภค และความรับผิดชอบของแพลตฟอร์ม

เมื่อไม่มีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจน ผู้บริโภคจึงต้องอยู่ตรงกลางระหว่างแพลตฟอร์มระดับโลกกับหน่วยงานรัฐที่ยังไม่สามารถวางกติกาได้เต็มที่ ในขณะที่มิจฉาชีพเดินหน้าเร็วขึ้นทุกวัน กติกากลับเดินช้าลง

ดาวเทียมความมั่นคงที่รอไม่ได้

กิจการดาวเทียมเป็นอีกหนึ่งพื้นที่ที่ กสทช. ไม่สามารถหยุดนิ่งได้ เพราะเกี่ยวทั้งเศรษฐกิจดิจิทัล ความมั่นคง การสื่อสาร และการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตพื้นที่ห่างไกล ปัจจุบัน กสทช. กำลังเดินหน้าปรับปรุงหลักเกณฑ์การอนุญาตใช้ช่องสัญญาณดาวเทียมต่างชาติในการให้บริการในประเทศ โดยมีการเปิดรับฟังความคิดเห็นในเดือนก.ค.2569 สะท้อนกติกาด้านดาวเทียมยังอยู่ระหว่างปรับตัวให้ทันเทคโนโลยีและการแข่งขันรูปแบบใหม่

ในโลกที่ Starlink และ ดาวเทียมวงโคจรต่ำ เข้ามาเปลี่ยนโครงสร้างตลาดอินเทอร์เน็ต การตัดสินใจเรื่องใบอนุญาต หลักเกณฑ์การให้บริการ และการแข่งขันจึงสำคัญ หากบอร์ดไม่สามารถประชุมและตัดสินใจได้ตามปกติ ความล่าช้าเหล่านี้หมายถึงโอกาสทางธุรกิจ การลงทุน และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่อาจต้องรอ

สิ่งที่น่ากังวลที่สุดจากวิกฤติครั้งนี้ คือปัญหาภายในขององค์กรกำกับดูแลกำลังกลายเป็นคอขวดของประเทศ  และความล่าช้าทุกวันที่เลื่อนออกไป ต้นทุนไม่ได้ตกอยู่กับบอร์ดอย่างเดียว แต่ตกอยู่กับผู้ประกอบการ นักลงทุน ผู้ผลิตเนื้อหา ผู้ให้บริการโทรคมนาคม และท้ายที่สุดคือประชาชน