รีวิวเจาะลึก "CMF Buds Neo" หูฟังไร้สายดีไซน์ทูโทนสุดเท่ อัดแน่นไดรเวอร์ 12.4 มม. เบสกระหึ่มสะใจ ตัดเสียงเงียบด้วย Adaptive ANC แบตอึด 52 ชม. ในราคาสุดคุ้ม
KEY POINTS
- หูฟัง CMF Buds Neo โดดเด่นด้วยดีไซน์กะทัดรัด และไดรเวอร์ขนาดใหญ่ 12.4 มม. ให้พลังเสียงเบสที่หนักแน่นเกินตัว
- CMF Buds Neo มาพร้อมฟีเจอร์เด่นอย่างระบบตัดเสียงรบกวน Adaptive ANC 35dB และแบตเตอรี่ที่ใช้งานได้ยาวนานสูงสุด 52 ชั่วโมง
- CMF Buds Neo จำหน่ายในราคา 1,099 บาท ซึ่งให้ฟังก์ชันและคุณภาพเสียงที่คุ้มค่าที่สุดเมื่อเทียบกับคู่แข่งในระดับเดียวกัน
การจะหาหูฟังสักคู่ที่พกพาง่าย ดีไซน์สวยสะดุดตา พลังเบสแน่นสะใจ แบตเตอรี่อึดข้ามสัปดาห์ ในราคาค่าตัวเพียงหนึ่งพันบาทต้นๆ อาจฟังดูเป็นเรื่องไม่ง่ายนัก แต่สำหรับใครที่ติดตามแบรนด์เทคโนโลยีสุดขบถอย่าง Nothing และแบรนด์ลูกอย่าง cmf by NOTHING มาตลอด จะรู้ดีว่าค่ายนี้ไม่เคยทำอะไรธรรมดา
ล่าสุด KT Review กรุงเทพธุรกิจไอที ได้นำ CMF Buds Neo หูฟังไร้สายรุ่นน้องใหม่ล่าสุดในตระกูลมาเจาะลึก เพื่อพิสูจน์ว่าทำไมหูฟังราคาเพียง 1,099 บาทรุ่นนี้ ถึงกล้าท้าชนทุกค่ายและกลายเป็นหูฟังพลังเบสที่คุ้มค่าที่สุด ณ เวลานี้
ดีไซน์สุดเท่ กะทัดรัดพกง่าย
เพียงแรกเห็นตลับชาร์จของ CMF Buds Neo กลิ่นอายความมินิมอลผสมผสานความเรโทรสไตล์ Industrial Design อันเป็นลายเซ็นเฉพาะตัวของแบรนด์ก็พุ่งเข้าตาอย่างจัง ตัวเคสมาในรูปทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัสมุมมนขนาดกะทัดรัด หยิบจับถนัดมือ พื้นผิวแบบด้านช่วยลดรอยนิ้วมือและรอยขีดข่วนจากการใช้งานในชีวิตประจำวันได้เป็นอย่างดี จุดเด่นที่ขาดไม่ได้คือดีไซน์แบบทูโทน (Dual-tone design) ที่จับคู่สีตัวเคสเข้ากับแป้นวงกลมบริเวณมุมตลับได้อย่างลงตัวและมีชั้นเชิง พร้อมช่องร้อยสายคล้องในตัวให้พกพาไปได้ทุกที่ ไม่ว่าจะเป็นสีขาวตัดส้มอันเป็นสีซิกเนเจอร์ สีดำสุดขรึม หรือสีน้ำเงินเข้มตัดฟ้าอมเขียวที่ดูล้ำสมัย
เมื่อเปิดฝาเคสหยิบตัวหูฟังออกมาสวมใส่ ต้องยอมรับว่าการออกแบบตามหลักสรีรศาสตร์ทำออกมาได้น่าประทับใจมาก ตัวหูฟังทรง In-ear แบบมีก้านมีน้ำหนักเบาหวิวเพียงข้างละ 4.5 กรัม ทำให้สวมใส่ฟังเพลงหรือฟังพอดแคสต์ต่อเนื่องหลายชั่วโมงได้โดยไม่รู้สึกปวดล้าหรือเกิดแรงกดทับในช่องหู ยางซิลิโคนจุกหูฟังที่ให้มามีความนุ่มและซีลปิดช่องหูได้สนิท ช่วยเสริมแรงปะทะของย่านเสียงต่ำได้ตั้งแต่ยังไม่ได้เปิดเพลง ที่สำคัญยังพกพามาตรฐานป้องกันฝุ่นและละอองน้ำระดับ IP54 มาให้ในตัว ซึ่งตัวเลข 5 หมายถึงการป้องกันฝุ่นละอองได้ในระดับดีเยี่ยม ส่วนเลข 4 คือการป้องกันละอองน้ำกระเซ็นใส่ได้จากทุกทิศทาง จึงมั่นใจได้เลยว่าหยิบไปใส่วิ่งออกกำลังกายเรียกเหงื่อ หรือเดินฝ่าละอองฝนโปรยปรายในเมืองไทยได้แบบไร้กังวล เพียงแต่อย่านำไปล้างน้ำหรือใส่ลงว่ายน้ำโดยตรงก็พอ
ตัดเสียงเงียบกริบด้วย Adaptive ANC อัจฉริยะ
ใครจะคิดว่าหูฟังไร้สายค่าตัวพันต้นๆ จะให้ระบบตัดเสียงรบกวนแบบปรับอัตโนมัติ หรือ Adaptive Active Noise Cancellation (Adaptive ANC) ที่ลดเสียงรบกวนได้สูงสุดถึง 35 เดซิเบล มาให้ใช้งาน จากการวิเคราะห์โครงสร้างการทำงานและกราฟการตอบสนองของระบบนี้ พบว่าความฉลาดของ CMF Buds Neo คือการไม่ตะบี้ตะบันอัดการตัดเสียงรบกวนแบบสุดหลอดตลอดเวลาเหมือนหูฟังราคาประหยัดทั่วไป เพราะในสภาพแวดล้อมที่เงียบสงบ เช่น ในห้องทำงานหรือห้องนอน ระบบจะลดความเข้มข้นของ ANC ลงมาอยู่ที่ระดับประมาณ 15 เดซิเบล เพื่อลดอาการหูอื้อจากแรงดันอากาศในช่องหูและช่วยประหยัดแบตเตอรี่ แต่ทันทีที่ก้าวเท้าออกสู่ริมถนนหรือขึ้นรถไฟฟ้าที่มีเสียงดังอึกทึก ระบบจะเร่งระดับการตัดเสียงรบกวนขึ้นไปสูงสุดถึง 35 เดซิเบลโดยอัตโนมัติ
ในการใช้งานจริง ระบบ Adaptive ANC ของรุ่นนี้จัดการกับเสียงรบกวนความถี่ต่ำที่ดังต่อเนื่อง เช่น เสียงคอมเพรสเซอร์แอร์ เสียงพัดลม หรือเสียงหึ่งๆ ของเครื่องยนต์ได้อย่างชะงัด ช่วยให้เราโฟกัสกับเสียงดนตรีตรงหน้าได้โดยไม่ต้องเร่งวอลลุ่มจนทำลายสุขภาพหู ส่วนใครที่ต้องเดินริมถนนหรือพูดคุยกับคนรอบข้าง ก็แค่แตะค้างที่ก้านหูฟังเพื่อสลับเข้าสู่โหมด Transparency เปิดรับเสียงภายนอกที่ให้โทนเสียงเป็นธรรมชาติ ไม่หลอกหู
เบสแน่นกระแทกใจ มิติเสียงกว้างไกลเกินราคา
หัวใจสำคัญที่ทำให้ KT Review ต้องยกนิ้วให้ในฐานะคนเล่นหูฟัง คือการที่ cmf by NOTHING ตัดสินใจยัดไดรเวอร์ไดนามิกเดี่ยวขนาดใหญ่ถึง 12.4 มิลลิเมตร (ซึ่งใช้รหัสพัฒนาภายในว่า Larvitar) ลงมาในหูฟังระดับ Entry-segment รุ่นนี้ หากนำไปเทียบกับคู่แข่งในเรตราคาเดียวกันที่มักใช้ไดรเวอร์ขนาดเพียง 10 มิลลิเมตร หรือแม้กระทั่งรุ่นพี่ร่วมค่ายอย่าง CMF Buds 2 ที่ใช้ไดรเวอร์ 11 มิลลิเมตร พื้นที่หน้าตัดของแผ่นไดอะแฟรมที่ใหญ่กว่าของ CMF Buds Neo ย่อมผลักดันมวลอากาศได้มากกว่า ส่งผลให้การตอบสนองความถี่ต่ำทำได้ลึกและทรงพลังอย่างเห็นได้ชัด
ยิ่งไปกว่านั้น โครงสร้างภายในยังเลือกใช้วัสดุโดม PET เคลือบไทเทเนียม ผสานกับขอบเซอร์ราวด์แบบ PEEK และ PU ที่มีความยืดหยุ่นสูง รองรับการถอดรหัสเสียงมาตรฐานทั้ง SBC และ AAC ทำให้คาแรกเตอร์เสียงของ CMF Buds Neo มีความสนุก คึกคัก และมีไดนามิกเรนจ์ที่กว้างเกินตัว ลูกเบสมีอิมแพ็กต์หรือแรงปะทะที่ชัดเจน เก็บตัวไว ไม่บวมเบลอจนไปกลบย่านเสียงร้อง และสำหรับสาย Basshead ที่ชอบเบสลูกโตๆ ในแอปพลิเคชัน Nothing X ยังมีฟีเจอร์ Bass Enhancement ให้ปรับเร่งพลังเบสได้ถึง 3 ระดับ ตั้งแต่ปิดการทำงาน (0 เปอร์เซ็นต์) ระดับที่ 1 (50 เปอร์เซ็นต์) สำหรับเพิ่มความนุ่มลึก ไปจนถึงระดับที่ 2 (100 เปอร์เซ็นต์) ที่อัดมวลเบสให้แน่นสะใจแต่ยังคงความสะอาดของเนื้อเสียง ไม่ทำให้เสียงกลางและเสียงแหลมขุ่นมัวแต่อย่างใด
อีกหนึ่งความพิเศษที่หาได้ยากในหูฟังราคานี้ คืออัลกอริทึมระบบเสียงรอบทิศทางแบบคงที่ (Static Spatial Audio) ที่เข้ามาจัดระเบียบเฟสเสียง และจำลองเสียงสะท้อนใหม่ทั้งหมด จนเกิดเป็นเอฟเฟกต์เสียงโอบล้อมแบบ Omnibearing ที่ให้ความรู้สึกว่าเสียงดนตรีและเอฟเฟกต์ภาพยนตร์พุ่งเข้ามาจากทั้งด้านหน้า ด้านหลัง ด้านบน และมีมิติความลึกไกลออกไป ไม่ได้แบนราบอยู่แค่ซ้ายกับขวาเหมือนสเตอริโอทั่วไป
นอกจากนี้ยังมีโหมดปรับแต่งเสียงสำเร็จรูป (EQ Presets) ที่จูนมาอย่างพิถีพิถันถึง 6 สไตล์ ได้แก่ Rock, Electronic, Pop, Vocal Boost สำหรับเน้นเสียงร้องให้พุ่งเด่น, Classical และ Immersion Boost หรือถ้ายังไม่ถูกใจนักฟังเพลงสายลึก ก็เข้าโหมด Custom ไปปรับกราฟเสียงเบส เสียงกลาง และเสียงแหลมเองได้อย่างอิสระ
ไมโครโฟน HD 4 ตัว พ่วง AI ตัดเสียงรบกวน
ปัญหาคลาสสิกของหูฟังไร้สายราคาประหยัดคือฟังเพลงเพราะแต่คุยโทรศัพท์ไม่รู้เรื่อง ทว่า CMF Buds Neo แก้โจทย์นี้ด้วยการติดตั้งไมโครโฟนระดับ HD มาให้ถึง 4 ตัว แบ่งเป็นข้างละ 2 ตัว โดยจัดวางตำแหน่ง Call Microphone ไว้ที่ปลายก้านเพื่อรับเสียงพูดจากปากโดยตรง และวาง Feed-forward Microphone ไว้ด้านบนเพื่อตรวจจับเสียงรบกวนรอบตัว เมื่อทำงานร่วมกับอัลกอริทึมลดเสียงรบกวนด้วย AI (Clear Voice Technology) จึงช่วยแยกแยะคลื่นเสียงพูดของมนุษย์ออกจากเสียงรบกวนภายนอกได้อย่างแม่นยำ ไม่ว่าจะคุยงานสำคัญในออฟฟิศ ประชุมออนไลน์ เดินชอปปิงในห้างสรรพสินค้า หรือเดินคุยริมถนนที่มีรถสัญจรไปมา ปลายสายก็ยังได้ยินเสียงพูดที่คมชัดและเป็นธรรมชาติ
แบตอึดทนทาน นานเกิน 2 วัน
เรื่องความอึดของแบตเตอรี่ถือเป็นหมัดเด็ดที่ทำให้หูฟังรุ่นนี้โดดเด่นเหนือใคร เพราะ CMF Buds Neo ใช้ฟังเพลงต่อเนื่องได้นานสูงสุดถึง 11 ชั่วโมงต่อการชาร์จหนึ่งครั้งเมื่อปิด ANC (และราว 8 ชั่วโมงเมื่อเปิด ANC) เมื่อนับรวมกับพลังงานในตลับชาร์จจะใช้งานได้ยาวนานสูงสุดถึง 52 ชั่วโมงเมื่อปิด ANC หรือ 30 ชั่วโมงเมื่อเปิด ANC ซึ่งตัวเลขนี้เอาชนะรุ่นพี่ในค่ายอย่าง CMF Buds 2a ที่ใช้งานได้ 35.5 ชั่วโมง และ CMF Buds Pro 2 ที่ทำได้ 43 ชั่วโมงไปได้อย่างขาดลอย
แถมยังมีระบบชาร์จไว ที่เสียบสายชาร์จเพียง 10 นาที ก็นำกลับมาฟังเพลงต่อได้ยาวนานถึง 5.5 ชั่วโมง เรียกว่าลืมชาร์จก่อนออกจากบ้านก็แค่เสียบพักไว้ตอนแต่งตัว ก็มีแบตเตอรี่พอใช้งานตลอดทั้งวันสบายๆ
ด้านการเชื่อมต่อยังก้าวล้ำไปอีกขั้นด้วยเทคโนโลยี Bluetooth 6.0 รุ่นใหม่ล่าสุด ที่ให้ความเสถียรสูงและประหยัดพลังงาน รองรับทั้ง Google Fast Pair และ Microsoft Swift Pair พร้อมฟีเจอร์ระดับพรีเมียมอย่าง Dual Device Connection ที่เชื่อมต่อกับอุปกรณ์ 2 เครื่องได้พร้อมกันและสลับสัญญาณให้อัตโนมัติ ยกตัวอย่างเช่น ขณะกำลังใส่หูฟังดูวิดีโอบนแล็ปท็อปอย่างเพลิดเพลิน แล้วมีสายเรียกเข้าที่สมาร์ตโฟน หูฟังจะสลับสัญญาณเสียงมารับสายที่โทรศัพท์ให้ทันทีโดยไม่ต้องกดตั้งค่าใดๆ และเมื่อวางสายเสร็จ ระบบก็จะสลับเสียงกลับไปเล่นวิดีโอบนแล็ปท็อปต่ออย่างลื่นไหล
ส่วนการควบคุมด้วยระบบสัมผัส ที่ก้านหูฟังก็ออกแบบมาให้ครอบคลุมทุกคำสั่ง ทั้งการแตะสองครั้งเพื่อเล่นเพลงถัดไปหรือรับและวางสาย แตะสามครั้งเพื่อย้อนกลับเพลงก่อนหน้า แตะค้างเพื่อสลับโหมดตัดเสียงรบกวน และที่สะดวกมากคือการแตะสองครั้งแล้วกดค้างไว้เพื่อเพิ่มหรือลดระดับเสียงได้จากตัวหูฟังโดยตรง โดยเข้าไปปรับแต่งคำสั่งสัมผัสและอัปเดตเฟิร์มแวร์ได้ง่ายๆ ผ่านแอปพลิเคชัน Nothing X ที่รองรับทั้งระบบ iOS และ Android
ทั้งนี้มีข้อสังเกตเล็กน้อยจากการใช้งานจริงสำหรับผู้ที่จับคู่ครั้งแรก โดยเฉพาะบนฝั่ง iOS แนะนำให้กดปุ่มเข้าโหมดจับคู่ (Pairing Mode) ค้างไว้ประมาณ 2-3 วินาทีตามขั้นตอน และอัปเดตแอปพลิเคชัน Nothing X ให้เป็นเวอร์ชันล่าสุดเสมอ ก็จะเชื่อมต่อและใช้งานได้อย่างสมบูรณ์แบบไม่มีสะดุด
คุ้มไหม ถามใจดู?
หากนำ CMF Buds Neo ในราคาค่าตัวเพียง 1,099 บาท ไปวางเทียบบนเวทีเดียวกับคู่แข่งในท้องตลาด ไม่ว่าจะเป็น Baseus BP1 Pro (1,299 บาท), Soundcore R50i NC (1,169 บาท) หรือ Huawei FreeBuds SE 4 ANC (1,499 บาท) จะเห็นได้ชัดว่าผู้ท้าชิงจากค่าย cmf by NOTHING รุ่นนี้ทำราคาได้ย่อมเยาที่สุด แต่กลับให้ขนาดไดรเวอร์ที่ใหญ่ที่สุดถึง 12.4 มิลลิเมตร ให้ระบบชาร์จไว 10 นาทีที่ใช้ได้นานที่สุดถึง 5.5 ชั่วโมง และมาพร้อม Bluetooth 6.0 กับการเชื่อมต่อสองอุปกรณ์พร้อมกันที่ครบเครื่องที่สุดในกลุ่ม
แม้จะตัดฟีเจอร์บางอย่าง เช่น เซนเซอร์ตรวจจับการถอดหูฟังอัตโนมัติ หรือ Codec ระดับ Hi-Res ที่มีในรุ่นพี่ราคาสองพันกว่าบาทออกไปบ้าง แต่เมื่อแลกกับงานดีไซน์ทูโทนสุดเท่ที่ไม่ซ้ำใคร พลังเบสที่แน่นกระหึ่มถูกใจคนฟังเพลง ระบบตัดเสียงรบกวน Adaptive ANC 35 dB ที่ใช้งานได้จริง ไมโครโฟน 4 ตัวที่คุยชัด และแบตเตอรี่ที่อึดถึง 52 ชั่วโมง ทั้งหมดนี้ทำให้ KT Review ฟันธงได้อย่างเต็มปากว่า หากคุณกำลังมองหาหูฟังไร้สายคู่ใจในงบประมาณหนึ่งพันบาทต้นๆ ที่ให้คุณภาพเสียงและฟีเจอร์เกินราคาไปไกล CMF Buds Neo คือตัวเลือกที่คุ้มค่าและน่าคว้ามาเป็นเจ้าของที่สุดรุ่นหนึ่งในชั่วโมงนี้





