Red Hat ชี้วิกฤต VMware เร่งองค์กรปรับแพลตฟอร์ม รับ AI–คลาวด์เนทีฟ จากโจทย์ต้นทุนเวอร์ชวลไลเซชัน สู่การรวมเวิร์กโหลดและปรับแอปพลิเคชันให้พร้อมรับ AI
KEY POINTS
- การเปลี่ยนแปลงด้านต้นทุน เวอร์ชวลไลเซชัน ประกอบกับการเติบโตของเวิร์กโหลด AI กำลังเป็นแรงผลักดันให้องค์กรต้องทบทวนและมองหาแพลตฟอร์มทางเลือกใหม่
- องค์กรไม่ได้มองแค่การย้ายระบบเพื่อลดค่าใช้จ่ายระยะสั้น แต่เป็นการปรับเปลี่ยนเชิงกลยุทธ์ไปสู่แพลตฟอร์มคลาวด์เนทีฟที่ทันสมัย เพื่อรองรับนวัตกรรมในระยะยาว
- การเปลี่ยนผ่านเป็นโอกาสในการรวมเวิร์กโหลดที่แยกส่วนกัน มาอยู่บนแพลตฟอร์มเดียวกัน เพื่อลดความซับซ้อน เพิ่มความปลอดภัย และความคล่องตัว
- แนวทางสำคัญคือการใช้แพลตฟอร์มไฮบริดแบบรวมศูนย์ ที่สามารถรองรับทั้งแอปพลิเคชันดั้งเดิมและเวิร์กโหลด AI ใหม่ ๆ บนโครงสร้างพื้นฐานเดียวกัน เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับอนาคต
การเปลี่ยนแปลงด้านเวอร์ชวลไลเซชันกำลังกลายเป็นโจทย์เชิงกลยุทธ์ขององค์กร เมื่อทั้งต้นทุนโครงสร้างพื้นฐาน การเปลี่ยนแปลงด้านไลเซนส์ และการเติบโตของเวิร์กโหลด AI เข้ามาพร้อมกัน ทำให้องค์กรต้องทบทวนแพลตฟอร์มและทิศทางการพัฒนาแอปพลิเคชันในระยะยาว
ไซมอน ซีเกรฟ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดผลิตภัณฑ์ OpenShift เร้ดแฮท (Red Hat) เปิดมุมมองต่อการเปลี่ยนแปลงของตลาดเวอร์ชวลไลเซชัน หลังการเข้าซื้อกิจการ VMware ของ Broadcom ส่งผลต่อการจัดชุดผลิตภัณฑ์และรูปแบบการอนุญาตใช้งาน
โดยผลสำรวจของ 451 Research พบว่าผู้ใช้งานไพรเวทคลาวด์มากกว่าครึ่งกำลังมองหาหรือประเมินทางเลือกอื่นแทน VMware ขณะที่การเติบโตของข้อมูลและเวิร์กโหลด AI ทำให้องค์กรต้องพิจารณาแพลตฟอร์มที่รองรับทั้งระบบเดิมและการพัฒนาแอปพลิเคชันยุคใหม่
แก้โจทย์ต้นทุน 'เวอร์ชวลไลเซชัน'
กว่า 30 ปีที่ผ่านมา การบริหารต้นทุนเซิร์ฟเวอร์เวอร์ชวลไลเซชันให้มีประสิทธิภาพ เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของการเปลี่ยนผ่านด้านไอทีระลอกแรก โดยมุ่งใช้ประโยชน์จากเซิร์ฟเวอร์ x86 ซึ่งเป็นโครงสร้างสำคัญของศูนย์ข้อมูล
ปัจจุบัน การเติบโตของข้อมูลและเวิร์กโฟลว์ด้าน AI กำลังทดสอบข้อจำกัดของสถาปัตยกรรมแบบดั้งเดิม และทำให้องค์กรต้องทบทวนแนวทางด้านโครงสร้างพื้นฐานอีกครั้ง
ซีเกรฟ กล่าวว่า นอกจากแรงกดดันด้านเทคโนโลยีแล้ว องค์กรยังเผชิญกับโจทย์ด้านต้นทุนของเวอร์ชวลไลเซชัน หลังการเข้าซื้อกิจการ VMware ของ Broadcom ซึ่งนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงด้านการจัดชุดผลิตภัณฑ์และรูปแบบการอนุญาตใช้งาน (licensing)
ผลสำรวจล่าสุดของ 451 Research บริษัทในกลุ่ม S&P Global ที่ได้รับการสนับสนุนโดย Red Hat พบว่า ผู้ใช้งานไพรเวทคลาวด์มากกว่าครึ่งกำลังมองหาหรือประเมินทางเลือกอื่นแทน VMware อย่างจริงจัง พร้อมกับพิจารณาทิศทางการเปลี่ยนผ่านด้านไอทีในขั้นต่อไป
สำหรับองค์กร การย้ายระบบแบบเชิงกลยุทธ์ (tactical migration) สามารถช่วยจัดการกับภาระค่าใช้จ่ายในระยะสั้น แต่การมองไกลกว่าการย้ายระบบแบบ “ยกและย้าย” (lift and shift) คือการปรับไปสู่แพลตฟอร์มและการพัฒนาแอปพลิเคชันให้ทันสมัยในรูปแบบคลาวด์เนทีฟ
ประเด็นสำคัญจึงไม่ได้อยู่ที่ต้นทุนโครงสร้างพื้นฐานเวอร์ชวลไลเซชันเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงการเลือกแพลตฟอร์มที่รองรับการเติบโตในระยะยาว และเปิดทางให้องค์กรพัฒนาแอปพลิเคชันและนวัตกรรมใหม่ได้ต่อเนื่อง
รวมเวิร์กโหลด ลดการแยกส่วนระบบ
เมื่อองค์กรทบทวนระบบที่ใช้ให้บริการแอปพลิเคชัน แรงจูงใจไม่ได้จำกัดอยู่ที่การลดค่าธรรมเนียมใบอนุญาต แต่ยังเกี่ยวข้องกับการปรับปรุงแอปพลิเคชันและรูปแบบการดำเนินงาน
ผลการศึกษา Voice of the Enterprise: Cloud Native, Modernization 2025 ของ 451 Research ระบุว่า ปัจจัยสำคัญที่ผลักดันการปรับปรุงแอปพลิเคชันให้ทันสมัย ได้แก่ การยกระดับความปลอดภัย 54% การเพิ่มความคล่องตัวในการดำเนินงาน 50% การยกระดับประสบการณ์ลูกค้า 43% และการใช้ระบบอัตโนมัติของ AI/ML ให้เกิดประโยชน์มากขึ้น 37%
การบรรลุเป้าหมายดังกล่าวเกี่ยวข้องกับการแก้ปัญหาการแยกส่วนการดำเนินงาน (operational silos) ซึ่งที่ผ่านมาองค์กรจำนวนมากแยกทีม เครื่องมือ และกระบวนการทำงานระหว่างโครงสร้างพื้นฐานที่ใช้เวอร์ชวลแมชชีนกับเวิร์กโหลดรูปแบบใหม่ การดูแลโครงสร้างพื้นฐานสองกลุ่มควบคู่กันจึงเพิ่มภาระและความซับซ้อนในการดำเนินงาน
การย้ายระบบจึงเป็นโอกาสในการรวมเวิร์กโหลดและกำหนดมาตรฐานเครื่องมือร่วมกัน ขณะที่การนำเวอร์ชวลแมชชีนและคอนเทนเนอร์มาอยู่ภายใต้ระบบควบคุมเดียวกัน ยังช่วยให้การกำกับดูแลเป็นมาตรฐานเดียวกันในสภาพแวดล้อมทั้งระบบในองค์กร (on premise) คลาวด์ และเอดจ์
ยกระดับแพลตฟอร์มรองรับ AI และระบบเดิม
ผู้บริหารไอทีกำลังรับมือกับสองโจทย์พร้อมกัน ทั้งการเปลี่ยนแปลงด้านเวอร์ชวลไลเซชัน และการเตรียมโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับ AI โดยไม่จำเป็นต้องสร้างกลยุทธ์แพลตฟอร์มแยกออกจากกัน
แนวทางหนึ่งคือการใช้แพลตฟอร์มไฮบริดแบบรวมศูนย์ ซึ่งสามารถรองรับ AI และเวิร์กโหลดใหม่ควบคู่กับแอปพลิเคชันดั้งเดิมบนโครงสร้างพื้นฐานเดียวกัน ทั้ง AI โมเดล คอนเทนเนอร์ และเวอร์ชวลแมชชีนสามารถทำงานบนรากฐานเดียวกันได้
แนวทางดังกล่าวทำให้องค์กรสามารถนำความสามารถด้าน AI เข้าไปใช้กับแอปพลิเคชันหลัก ขณะเดียวกันยังใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานและการลงทุนที่มีอยู่เดิม
เทคโนโลยีโอเพ่นซอร์สเป็นอีกองค์ประกอบของแนวทางนี้ โดยมาตรฐานเปิดช่วยลดการผูกติดกับผู้ให้บริการรายใดรายหนึ่ง และเพิ่มความยืดหยุ่นในการปรับใช้เครื่องมือด้าน AI ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
โจทย์ขององค์กรจึงไม่ได้อยู่ที่การหาเพียงจุดพักสำหรับเวิร์กโหลดดั้งเดิม แต่เป็นการเลือกแพลตฟอร์มแอปพลิเคชันที่รองรับทั้งระบบที่ใช้งานอยู่ในปัจจุบัน และการพัฒนาเวิร์กโหลดใหม่ในอนาคต





