วันจันทร์ ที่ 31 สิงหาคม 2569

Login
Login

Care AI ช่วยแบ่งเบางานครอบครัว แต่บทเรียนจากเครื่องซักผ้าชี้ ภาระผู้หญิงอาจไม่ลดลง

เอไออาจช่วยจัดการงานดูแลครอบครัว ตั้งแต่ติดตามสุขภาพผู้สูงอายุ ประสานงานเรื่องลูก ไปจนถึงเตือนงานที่ต้องทำ แต่ประวัติศาสตร์ของเทคโนโลยีในบ้านชี้ว่า นวัตกรรมไม่ได้ทำให้ภาระของผู้หญิงลดลงเสมอไป และอาจทำให้มาตรฐานการดูแลสูงขึ้นจนต้องรับผิดชอบมากกว่าเดิม

KEY POINTS

  • Care AI ช่วยจัดการภาระทางใจในครอบครัว ทั้งวางแผน จัดตาราง และติดตามข้อมูล ซึ่งงานเหล่านี้มักตกเป็นของผู้หญิง
  • บทเรียนจากเครื่องซักผ้าชี้ว่า เทคโนโลยีไม่ได้ลดภาระเสมอไป เพราะความคาดหวังต่อความสะอาดและการดูแลอาจสูงขึ้น
  • เอไออาจเปลี่ยนภาระจากการลงมือทำเป็นการติดตามข้อมูล และทำให้มาตรฐานการดูแลครอบครัวสูงขึ้นตามไปด้วย

ความก้าวหน้าของเอไอกำลังขยายบทบาทจากการทำงานในองค์กรและอุตสาหกรรมเข้ามาสู่เรื่องใกล้ตัวมากขึ้น หนึ่งในพื้นที่ที่เริ่มมีการพูดถึงคือ Care AI หรือเอไอที่เข้ามาช่วยจัดการงานด้านการดูแลคนในครอบครัว ตั้งแต่การวางแผน ติดตามข้อมูล จัดการตารางเวลา แก้ปัญหา ไปจนถึงการจดจำรายละเอียดที่สมาชิกในครอบครัวอาจหลงลืม

แนวคิดนี้เกิดจากงานดูแลจำนวนมากที่ไม่ได้อยู่ในรูปของงานที่ได้รับค่าจ้าง หลายครั้งก็ไม่ใช่งานที่มองเห็นได้ชัดเจน เช่น การจำว่าลูกมีนัดอะไรในสัปดาห์หน้า การติดตามข้อความจากโรงเรียน การคิดว่าต้องซื้อของใช้ในบ้านเมื่อไร หรือการคอยสังเกตว่าพ่อแม่สูงอายุมีอาการผิดปกติหรือไม่ งานเหล่านี้อาจไม่ได้ใช้เวลาลงมือทำเป็นเวลานาน แต่ต้องมีคนคอยคิด คอยจำ คอยติดตามอยู่เสมอ

มารีแอนน์ คูเปอร์ (Marianne Cooper) นักสังคมวิทยาจากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ศึกษาประเด็นเกี่ยวกับเพศ ผู้หญิง ภาวะผู้นำ อนาคตของการทำงาน อธิบายประเด็นนี้ในบทความ “Can AI Free Women from the Mental Load of Caregiving?” ที่เผยแพร่ในนิตยสารไทม์ 

คูเปอร์ตั้งคำถามว่า หากเอไอสามารถเข้ามาช่วยจัดการงานที่อยู่เบื้องหลังชีวิตครอบครัวได้ จะช่วยลดความไม่เท่าเทียมของภาระการดูแลระหว่างผู้หญิงกับผู้ชายได้หรือไม่?

Care AI ช่วยแบ่งเบางานครอบครัว แต่บทเรียนจากเครื่องซักผ้าชี้ ภาระผู้หญิงอาจไม่ลดลง

ภาระทางใจคืออะไร และทำไมจึงเป็นงานที่มองไม่เห็น

งานที่เกี่ยวข้องกับการดูแลครอบครัวส่วนหนึ่งเป็นสิ่งที่นักวิชาการเรียกว่า “ภาระทางใจ” หรือ Mental load ซึ่งหมายถึงกระบวนการคิด วางแผน และจัดการเรื่องต่างๆ ในครอบครัวที่ไม่ปรากฏให้เห็นเป็นรูปธรรม

เช่น ผู้ปกครองอาจไม่ได้ใช้เวลามากในการอ่านอีเมลจากโรงเรียน แต่ต้องจำว่าอีเมลฉบับนั้นแจ้งเรื่องอะไร ต้องดำเนินการเมื่อไร และมีอะไรที่ต้องเตรียมต่อ ขณะเดียวกัน คนที่ดูแลพ่อแม่สูงอายุอาจไม่ได้เป็นผู้ทำทุกอย่างด้วยตัวเอง แต่ต้องจำตารางยา คอยสังเกตอาการ และคิดล่วงหน้าว่าหากเกิดปัญหาขึ้นจะต้องติดต่อใคร

ข้อมูลที่คูเปอร์นำมาอ้างระบุว่า แม้ในช่วงหลังจะมีการเพิ่มขึ้นของเวลาที่ผู้ชายใช้กับงานบ้านที่ไม่ได้รับค่าจ้าง แต่ผู้หญิงยังคงทำงานประเภทนี้มากกว่า และความแตกต่างดังกล่าวเห็นได้ชัดเป็นพิเศษในส่วนของงานที่เกี่ยวข้องกับภาระทางใจ 

งานวิจัยหลายชิ้นพบว่า การแบ่งแรงงานทางความคิดระหว่างผู้หญิงกับผู้ชายมีความไม่เท่าเทียมมากกว่าการแบ่งงานบ้านหรือการดูแลเด็กโดยตรง ภาระทางความคิดครอบคลุมทั้งการเฝ้าระวัง การแก้ปัญหา และการจัดการอารมณ์ที่ทำให้ชีวิตครอบครัวดำเนินต่อไปได้ เมื่อมีสมาชิกคนหนึ่งต้องเป็นฝ่ายคอยคิดและติดตามเรื่องเหล่านี้อยู่ตลอด ภาระดังกล่าวจึงยังคงอยู่แม้ในเวลาที่ไม่ได้กำลังทำงานบ้านหรือดูแลใครโดยตรง

งานวิจัยยังพบความสัมพันธ์ระหว่างภาระทางความคิดกับสุขภาวะของผู้ที่รับภาระดังกล่าว โดยแม่ที่รับผิดชอบงานด้านความคิดของครัวเรือนในสัดส่วนที่มากกว่ามีอัตราการรายงานภาวะซึมเศร้า ความเครียด และภาวะหมดไฟสูงกว่า นอกจากนี้ ยังมีแนวโน้มรายงานว่าคุณภาพความสัมพันธ์กับคู่รักอยู่ในระดับต่ำกว่า และมีแนวโน้มไปทำงานทั้งที่รู้สึกเหนื่อยอยู่แล้ว

Care AI ช่วยแบ่งเบางานครอบครัว แต่บทเรียนจากเครื่องซักผ้าชี้ ภาระผู้หญิงอาจไม่ลดลง

ภาระดังกล่าวไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะครอบครัวที่มีเด็กเท่านั้น ผลสำรวจของ AARP ระบุว่า ผู้ดูแลผู้ใหญ่ประมาณ 4 ใน 10 คนบอกว่าแทบไม่เคยหรือไม่เคยรู้สึกผ่อนคลาย

งานดูแลเหล่านี้ยังมีอีกมิติหนึ่ง คือ แม้จะมีความสำคัญต่อการดำเนินชีวิตของครอบครัว แต่ส่วนใหญ่เป็นงานที่ไม่ได้รับค่าจ้าง และโดยทั่วไปไม่ได้ถูกนับรวมในผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP)

เช่นเดียวกับงานที่มีการซื้อขายในระบบเศรษฐกิจ การทำอาหาร การจัดตารางชีวิตของสมาชิกในครอบครัว หรือการประสานงานเรื่องต่างๆ จึงอาจมีคุณค่าต่อชีวิตประจำวัน แต่ไม่ได้ปรากฏเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจในลักษณะเดียวกับงานที่ได้รับค่าตอบแทน

มุมมองที่สนับสนุนศักยภาพของ Care AI

ฝ่ายที่มองเทคโนโลยีเชิงบวก ระบุว่า เอไอมีศักยภาพที่จะช่วยเสริมความสามารถทางสังคมในการดูแลกันและกัน และอาจช่วยบรรเทาสิ่งที่มีการเรียกว่า วิกฤติการดูแล (care crisis) รวมถึงลดภาระที่ตกอยู่กับผู้หญิงในครอบครัว

รายงานของบริษัทที่ปรึกษา PwC พยายามประเมินมูลค่าทางเศรษฐกิจและสังคมของเทคโนโลยีที่เข้ามาช่วยงานบ้านและงานดูแลที่ไม่ได้รับค่าจ้าง โดยครอบคลุมเทคโนโลยีหลายรูปแบบ ตั้งแต่อุปกรณ์สวมใส่ที่ใช้เอไอเพื่อแจ้งเตือนผู้ดูแลเมื่อพบปัญหา ไปจนถึงผู้ช่วยเอไอที่ช่วยค้นหาข้อมูล จัดกิจวัตรของครอบครัว และช่วยลดความผิดพลาดในการจัดการเรื่องต่างๆ

PwC ประเมินว่า เทคโนโลยีที่ช่วยเรื่อง “การดูแลและการจัดการชีวิต” และช่วยลดความยุ่งยากในชีวิตประจำวัน อาจสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและสังคมได้ประมาณ 3.3 แสนล้านดอลลาร์ โดยการประเมินนี้ตั้งอยู่บนสมมติฐานว่าเทคโนโลยีดังกล่าวมีอัตราการนำไปใช้ 40% มูลค่าที่ประเมินไม่ได้มาจากการประหยัดเวลาเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงผลจากความเครียดที่ลดลง ความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เมื่อผู้ดูแลไม่ต้องรับภาระทางความคิดมากเท่าเดิมด้วย

ข้อมูลอีกส่วนมาจากผลสำรวจของ LogicMark บริษัทที่ให้บริการเทคโนโลยีด้านความปลอดภัยส่วนบุคคลและระบบดูแลแบบเชื่อมต่อ ซึ่งพบว่า ผู้ดูแลเกือบ 8 ใน 10 คนพร้อมที่จะใช้หรือทดลองใช้เอไอที่สามารถคาดการณ์ปัญหาสุขภาพก่อนที่จะเกิดเหตุฉุกเฉิน

ผลสำรวจดังกล่าวสะท้อนความสนใจต่อการใช้เอไอในงานดูแล โดยเฉพาะเทคโนโลยีที่สามารถช่วยติดตามข้อมูลและแจ้งเตือนปัญหาก่อนที่สถานการณ์จะรุนแรงขึ้น
ระบบอัตโนมัติอาจลดเวลางานบ้านได้หลายชั่วโมง

การประเมินอีกชิ้นหนึ่งที่ศึกษาข้อมูลของญี่ปุ่นและสหราชอาณาจักรระบุว่า ระบบอัตโนมัติอาจลดเวลาที่ใช้กับงานที่ไม่ได้รับค่าจ้างลงได้ประมาณ 50-60% หรือคิดเป็นเวลาราว 3 ชั่วโมงต่อวันสำหรับผู้หญิง

การศึกษาดังกล่าวยังประเมินว่า หากเวลาที่ประหยัดได้จากระบบอัตโนมัติทำให้ผู้หญิงสามารถเข้าสู่ตลาดแรงงานได้มากขึ้น ผู้หญิงวัยทำงานประมาณ 9.3% ในญี่ปุ่น และ 5.8% ในสหราชอาณาจักร อาจสามารถเข้าสู่การทำงานได้

ตัวเลขเหล่านี้เป็นการประมาณจากแบบจำลอง ไม่ได้หมายความว่าผู้หญิงในทั้งสองประเทศจะเข้าสู่ตลาดแรงงานตามสัดส่วนดังกล่าวโดยอัตโนมัติ แต่ใช้เพื่อประเมินผลที่อาจเกิดขึ้นหากระบบอัตโนมัติสามารถลดเวลาที่ใช้กับงานดูแลที่ไม่ได้รับค่าจ้างได้ในระดับดังกล่าว

ขณะเดียวกัน คูเปอร์ระบุว่า Care AI ยังมีประโยชน์ในด้านความสะดวก การประสานงาน และการติดตามสุขภาพและความปลอดภัย ซึ่งเป็นเหตุผลที่ทำให้เทคโนโลยีกลุ่มนี้ได้รับความสนใจมากขึ้นในช่วงที่หลายครอบครัวต้องรับภาระการดูแลสมาชิกที่เพิ่มขึ้น

Care AI ช่วยแบ่งเบางานครอบครัว แต่บทเรียนจากเครื่องซักผ้าชี้ ภาระผู้หญิงอาจไม่ลดลง

บทเรียนจากเครื่องซักผ้ายุค 1980 ชี้ผลตรงข้าม

อีกด้านหนึ่งของเรื่องนี้มาจากบทเรียนในประวัติศาสตร์เทคโนโลยีในครัวเรือน แนวคิดที่เรียกว่า Technofeminism ตั้งคำถามมานานแล้วว่า เทคโนโลยีเพียงอย่างเดียวสามารถแก้ปัญหาความไม่เท่าเทียมทางเพศได้หรือไม่

หนึ่งในงานศึกษาที่ถูกนำมาอ้างคือหนังสือ More Work for Mother ของรูธ ชวาร์ตซ์ โคแวน (Ruth Schwartz Cowan) นักประวัติศาสตร์ ซึ่งตีพิมพ์ใน 2528 หนังสือเล่มนี้ศึกษาผลของเทคโนโลยีในครัวเรือน เช่น เครื่องซักผ้าและเครื่องดูดฝุ่น ซึ่งในเวลานั้นถูกมองว่าเป็นเทคโนโลยีประหยัดแรงงานที่จะช่วยลดงานของผู้หญิง

อย่างไรก็ตาม การศึกษาของโคแวนพบว่า การที่เทคโนโลยีทำให้งานบางอย่างง่ายขึ้นไม่ได้หมายความว่าจำนวนงานจะลดลงเสมอไป เพราะเมื่อเทคโนโลยีทำให้การทำความสะอาดทำได้ง่ายขึ้น มาตรฐานความสะอาดก็สามารถสูงขึ้นตามไปด้วย เมื่อสิ่งที่เคยทำได้ยากกลายเป็นสิ่งที่ทำได้ง่ายขึ้น ความคาดหวังว่า “ควรทำให้มากขึ้น” ก็สามารถเกิดขึ้นตามมา

ตัวอย่างดังกล่าวทำให้เกิดข้อสังเกตสำคัญเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างเทคโนโลยีกับงานในครัวเรือน นั่นคือ เทคโนโลยีไม่ได้ถูกนำมาใช้อย่างโดดเดี่ยว แต่ทำงานอยู่ภายใต้ความเชื่อทางวัฒนธรรมและความสัมพันธ์ทางสังคมที่มีอยู่เดิม ดังนั้น แม้จะมีเครื่องมือที่ช่วยประหยัดแรงงาน แต่หากมาตรฐานหรือความคาดหวังต่อผู้ที่รับผิดชอบงานนั้นเพิ่มขึ้น งานที่ต้องทำก็อาจไม่ได้ลดลงในสัดส่วนเดียวกับความสามารถของเทคโนโลยี

ภาระการดูแลย้ายจากบ้านมาสู่โลกดิจิทัล

งานวิจัยที่คูเปอร์อ้างถึงยังพบว่า ความไม่เท่าเทียมในการแบ่งงานระหว่างผู้หญิงกับผู้ชายไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะงานที่เกิดขึ้นภายในบ้าน แต่ขยายไปถึงงานดิจิทัลด้วย ผู้หญิงมักเป็นฝ่ายรับผิดชอบการสื่อสารออนไลน์ของครอบครัว รวมถึงการดูแลและเจรจาเรื่องการใช้สื่อของลูก เมื่อการสื่อสารของโรงเรียน แพทย์ หรือหน่วยงานต่างๆ ย้ายมาอยู่บนแพลตฟอร์มดิจิทัล คนในครอบครัวก็ต้องมีผู้รับผิดชอบในการติดตามข้อมูลเหล่านั้น

งานเหล่านี้อาจไม่มีลักษณะเหมือนงานบ้านแบบเดิม แต่ยังเป็นงานที่ต้องใช้เวลาและความสนใจ เช่น การอ่านข้อความ การตรวจสอบข้อมูล การตอบกลับ การบันทึกกำหนดการ หรือการตัดสินใจว่าข้อมูลใดจำเป็นต้องดำเนินการต่อ

เทคโนโลยีที่ทำให้สมาชิกในครอบครัวสามารถติดต่อกันได้ตลอดเวลายังทำให้การดูแลมีลักษณะต่อเนื่องมากขึ้น เพราะเมื่อสามารถรับรู้ข้อมูลได้ตลอดเวลา ก็สามารถถูกคาดหวังให้ติดตามข้อมูลเหล่านั้นได้ตลอดเวลาด้วย

ในบริบทนี้ งานดูแลจึงไม่ได้หายไปเมื่อเทคโนโลยีเข้ามา แต่สามารถเปลี่ยนรูปแบบจากการลงมือทำในบ้านมาเป็นการติดตามและจัดการข้อมูลผ่านอุปกรณ์ดิจิทัล
เมื่อมาตรฐานการเป็นแม่สูงขึ้น เทคโนโลยีอาจเข้ามาอยู่ตรงกลาง

อีกประเด็นที่บทความนำมาเชื่อมโยงกับ Care AI คือแนวคิด Intensive mothering หรือการเป็นแม่แบบเข้มข้น ซึ่งหมายถึงรูปแบบทางวัฒนธรรมที่มองว่าแม่มีความรับผิดชอบอย่างมากต่อความเป็นอยู่และความสำเร็จของลูก

งานวิจัยที่คูเปอร์อ้างถึงพบว่า เมื่อเทียบกับพ่อ แม่มีแนวโน้มกำหนดมาตรฐานของการเป็น “พ่อแม่ที่ดี” ไว้สูงกว่า ขณะเดียวกัน แม่ยังมีแนวโน้มประเมินตัวเองในทางลบมากกว่าและกังวลมากกว่าว่าตัวเองอาจทำหน้าที่ได้ไม่ดีพอ

ภายใต้บริบทนี้ เทคโนโลยีที่สามารถช่วยติดตามข้อมูลเกี่ยวกับลูกได้มากขึ้นอาจเข้ามามีบทบาทเพิ่มขึ้น ตั้งแต่การติดตามตารางเรียน กิจกรรม สุขภาพ ไปจนถึงการจัดการข้อมูลต่างๆ ในชีวิตประจำวันของเด็ก

ประเด็นจึงไม่ได้มีเพียงว่าเอไอสามารถทำอะไรแทนผู้ปกครองได้ แต่ยังเกี่ยวข้องกับสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อมีเครื่องมือที่สามารถทำให้ผู้ปกครองติดตามและจัดการรายละเอียดเกี่ยวกับชีวิตของลูกได้มากขึ้น

คูเปอร์ระบุถึงความเสี่ยงอีกด้านว่า หากแนวคิดเรื่องชีวิตครอบครัวที่ “ไร้แรงเสียดทาน” หรือ Frictionless กลายเป็นมาตรฐานใหม่ เวลาที่เอไอช่วยประหยัดได้อาจไม่ได้กลายเป็นเวลาว่างทั้งหมด แต่อาจถูกนำไปใช้กับการติดตามและจัดการข้อมูลมากขึ้น

หนึ่งในแนวโน้มที่ถูกกล่าวถึงคือ Datafication หรือการนำกิจกรรมและรายละเอียดต่างๆ ในชีวิตมาแปลงเป็นข้อมูลเพื่อจัดเก็บและติดตาม เมื่อเทคโนโลยีสามารถเก็บข้อมูลเกี่ยวกับชีวิตครอบครัวได้มากขึ้น ข้อมูลเหล่านั้นก็สามารถถูกนำมาใช้เพื่อวิเคราะห์และจัดการกิจวัตรต่างๆ ได้ละเอียดขึ้นเช่นกัน

อีกคำหนึ่งที่ปรากฏในบทความคือ Mommymaxxing ซึ่งใช้กล่าวถึงความพยายามเพิ่มประสิทธิภาพการทำหน้าที่ของแม่อย่างต่อเนื่อง แนวคิดนี้เชื่อมโยงกับการพยายามทำให้การเลี้ยงดูบุตรมีประสิทธิภาพมากที่สุด ทั้งในด้านเวลา ข้อมูล สุขภาพ กิจกรรม การตัดสินใจต่างๆ

ในกรณีของ Care AI เทคโนโลยีจึงสามารถทำหน้าที่สองด้านพร้อมกัน คือช่วยลดงานที่ต้องทำด้วยตัวเอง แต่ในขณะเดียวกันก็สามารถเปิดให้มีการติดตามข้อมูลและการจัดการรายละเอียดมากขึ้น

ข้อเสนอเชิงนโยบายและวัฒนธรรมที่ถูกกล่าวถึงในบทความ

ในช่วงท้ายของบทความ คูเปอร์อ้างถึงงานของแคร์รี เอ็ม. เลน (Carrie M. Lane) นักมานุษยวิทยา ซึ่งศึกษาอาชีพ Professional organizers หรือผู้จัดระเบียบมืออาชีพ งานของคนกลุ่มนี้ไม่ได้มีเพียงการช่วยลูกค้าจัดสิ่งของในบ้าน แต่ยังเกี่ยวข้องกับการช่วยให้ลูกค้าซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงสามารถลดความคาดหวังบางอย่างเกี่ยวกับการดูแลบ้านได้

เช่น การยอมรับว่าบ้านไม่จำเป็นต้องเป็นระเบียบเรียบร้อยหรือสะอาดสมบูรณ์แบบตลอดเวลา การทำงานของผู้จัดระเบียบในลักษณะนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงการเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดบ้าน แต่ยังเกี่ยวข้องกับการช่วยให้เจ้าของบ้านสามารถปล่อยวางสิ่งที่ไม่จำเป็นต้องทำได้

นักจัดระเบียบรายหนึ่งที่เลนกล่าวถึงอธิบายถึงแม่ที่ทำงานจำนวนมากและรู้สึกว่าตัวเองควรสามารถจัดการทุกอย่างได้ว่า “Moms who are doing so much and have all this stuff and think they’re supposed to be able to handle everything… ‘You cannot do it all. You can’t. So, it’s okay.’” หรือ “แม่ที่ทำหลายอย่างมากมาย มีเรื่องมากมายอยู่ในมือ และคิดว่าตัวเองควรจะรับมือกับทุกอย่างได้ คุณทำทุกอย่างไม่ได้หรอก คุณทำไม่ได้ ดังนั้นไม่เป็นไร”

ประเด็นนี้ถูกนำมาเชื่อมโยงกับคำถามเรื่องบทบาทของเอไอในการดูแลครอบครัว โดยบทความระบุว่า การเปลี่ยนแปลงความเหลื่อมล้ำทางเพศในครัวเรือนไม่ได้ขึ้นอยู่กับความสามารถของโมเดลภาษาขนาดใหญ่หรือเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่เกี่ยวข้องกับการแบ่งความรับผิดชอบภายในครอบครัวและความคาดหวังที่สังคมมีต่อบทบาทของผู้หญิง

ในอีกด้านหนึ่ง Care AI มีศักยภาพที่จะช่วยจัดการงานที่ใช้เวลาและแรงทางความคิด ตั้งแต่การจดจำ การวางแผน การติดตาม การประสานงาน ไปจนถึงการแจ้งเตือนปัญหาสุขภาพ 

ข้อมูลจาก PwC ยังประเมินมูลค่าทางเศรษฐกิจและสังคมของเทคโนโลยีสนับสนุนงานดูแลไว้ที่ 3.3 แสนล้านดอลลาร์ภายใต้สมมติฐานการใช้งาน 40% ขณะที่งานวิเคราะห์ในญี่ปุ่นและสหราชอาณาจักรประเมินว่าระบบอัตโนมัติอาจลดเวลางานที่ไม่ได้รับค่าจ้างได้ 50-60%

ขณะเดียวกัน งานวิจัยด้านแรงงานทางความคิดและประวัติศาสตร์เทคโนโลยีในครัวเรือนที่คูเปอร์นำมาอ้างถึงแสดงให้เห็นว่า การมีเทคโนโลยีช่วยทำงานไม่ได้ทำให้ภาระลดลงโดยอัตโนมัติ เพราะภาระดังกล่าวเกี่ยวข้องกับวิธีแบ่งงานในครอบครัว มาตรฐานการดูแล และความคาดหวังต่อบทบาทของผู้หญิง