วันเสาร์ ที่ 23 พฤษภาคม 2569

Login
Login

วิจัยพบ ‘ผู้ชาย’ ทำลายสิ่งแวดล้อมมากกว่า ‘ผู้หญิง’ จากความเชื่อว่า ‘รักษ์โลก’ แล้ว ‘ไม่แมน’

วิจัยพบ ‘ผู้ชาย’ ทำลายสิ่งแวดล้อมมากกว่า ‘ผู้หญิง’ จากความเชื่อว่า ‘รักษ์โลก’ แล้ว ‘ไม่แมน’

วารสารวิชาการ “NORMA: International Journal for Masculinity Studies” ภายใต้การดูแลของศ.เจฟฟ์ เฮิร์น นักสังคมวิทยาจากมหาวิทยาลัยฮัดเดอร์สฟิลด์ ได้รวบรวมงานวิจัยหลายชิ้นจากทั่วโลก จนได้ข้อสรุปว่า ผู้ชายมีส่วนในการสร้างความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่าผู้หญิงอย่างมีนัยสำคัญ โดยความแตกต่างนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงแค่จากพฤติกรรมการบริโภคเท่านั้น แต่ยังรวมถึงทัศนคติ การตัดสินใจในระดับนโยบาย และความเชื่อมโยงระหว่างอัตลักษณ์ทางเพศกับเชื้อเพลิงฟอสซิล

การศึกษาในปี 2025 ที่ติดตามกลุ่มตัวอย่างกว่า 15,000 คนในฝรั่งเศส พบว่าผู้หญิงสร้างมลพิษน้อยกว่าผู้ชายประมาณ 25% โดยเฉพาะในด้านอาหารและการเดินทาง ที่ผลการวิจัยพบว่า ผู้ชายสร้างมลพิษจากการบริโภคมากกว่าผู้หญิงถึง 26% ซึ่งเป็นตัวเลขที่แสดงให้เห็นว่า “ช่องว่างสีเขียวระหว่างเพศ” (Green gender gap) ที่มีอยู่จริงในปัจจุบัน

การบริโภคเนื้อแดงและการใช้รถยนต์ เป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ผู้ชายสร้างมลพิษมากกว่าผู้หญิง เนื่องจากผู้ชายมีแนวโน้มที่จะเดินทางบ่อยกว่า ขับรถยนต์ที่มีขนาดใหญ่กว่า และรับประทานเนื้อแดงต่อคนมากกว่าผู้หญิง ซึ่งล้วนเป็นกิจกรรมที่สร้างก๊าซเรือนกระจกในปริมาณสูง

นักวิชาการเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า “Petro-masculinity” เป็นแนวคิดที่เชื่อมโยง “ความเป็นชาย” เข้ากับ “อุตสาหกรรมเชื้อเพลิงฟอสซิลโดยมองว่าการใช้พลังงานและการครอบครองน้ำมันไม่ได้เป็นแค่เรื่องผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ แต่เป็นสัญลักษณ์ที่สะท้อนถึงอำนาจ ความแข็งแกร่ง และการควบคุม คำนี้ถูกบัญญัติโดย คาร่า แด็กเก็ตต์ นักรัฐศาสตร์ในปี 2018 เพื่ออธิบายการหลอมรวมระหว่างการใช้พลังงานฟอสซิล การปฏิเสธความจริงเรื่องสภาพภูมิอากาศ และการปกป้องอำนาจชายเป็นใหญ่

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดที่สุดของ Petro-masculinity คือ เหตุการณ์ปะทะกันบนโลกโซเชียลระหว่าง “แอนดรูว์ เทต” อินฟลูเอนเซอร์ และ เกรตา ธันเบิร์ก นักกิจกรรมสิ่งแวดล้อม เมื่อปี 2022 เมื่อเทตพยายามท้าทายธันเบิร์ก ด้วยการโพสต์ภาพขณะเติมน้ำมันรถยนต์หรูและทวีตข้อความขออีเมลของเธอ เพื่อส่งรายการสะสมรถยนต์ทั้งหมดพร้อมรายละเอียดการปล่อยมลพิษมหาศาลไปให้

อีกหนึ่งพฤติกรรมที่ถือว่าเป็น การแสดงพฤติกรรม Petro-masculinity แบบสุดโต่งคือ “การเบิ้ลเครื่องยนต์” (Rolling coal) เพื่อประท้วงต่อต้านการดูแลสิ่งแวดล้อม โดยมักจะดัดแปลงเครื่องยนต์ดีเซลให้พ่นควันดำหนาทึบออกมา ซึ่งมีจุดประสงค์ในการขับไล่รถยนต์ไฮบริดหรือนักปั่นจักรยานบนท้องถนน เพื่อสะท้อนถึงการยึดมั่นในอำนาจแบบเดิม

นอกจากพฤติกรรมแล้ว ทัศนคติก็มีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน ผู้ชายมีแนวโน้มที่จะกังวลเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศน้อยกว่า และขับเคลื่อนนโยบายสิ่งแวดล้อมต่ำกว่าผู้หญิง ยิ่งไปกว่านั้น ผู้ชายบางกลุ่มยังมองว่าพฤติกรรมรักษ์โลกเป็นเรื่องที่ “ไม่แมน” หรือมีความเป็นผู้หญิงสูง

ขณะเดียวกัน งานวิจัยในวารสารจิตวิทยาสิ่งแวดล้อมระบุว่า ผู้ชายที่มีความเครียดจากความเป็นชาย (Masculinity stress) หรือกังวลว่าตนเองจะดูไม่เป็นชายชาตรี มักจะแสดงอาการหลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พวกเขาเลือกที่จะปฏิเสธผลิตภัณฑ์รักษ์โลกเพียงเพื่อรักษาภาพลักษณ์ความเป็นชายแบบดั้งเดิมเอาไว้

ในระดับโครงสร้าง ผู้ชายยังเป็นผู้กุมอำนาจในอุตสาหกรรมที่มีผลกระทบสูง เช่น น้ำมัน ก๊าซ การทำเหมือง และอุตสาหกรรมหนัก การตัดสินใจว่าจะสร้างท่อส่งน้ำมันที่ไหน หรือโรงไฟฟ้าใดควรดำเนินการต่อ มักถูกตัดสินโดยผู้ชายที่อยู่ในระดับบริหาร ซึ่งมักจะเป็นกลุ่มชายผิวขาวที่มีฐานะดีในประเทศโลกเหนือ

ลิซ พลังค์ กล่าวไว้ในหนังสือ “For the Love of Men: From Toxic to a More Mindful Masculinity” ว่า “ไม่มีภัยคุกคามใดต่อมนุษยชาติจะยิ่งใหญ่ไปกว่านิยามความเป็นชายในปัจจุบันของเรา” เธอกล่าวเสริมว่าผู้ชายไม่ได้ไม่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม แต่พวกเขาถูกสอนให้ใส่ใจต่อภัยคุกคามที่มีต่อความเป็นชายของตนเองมากกว่า

ศ.เฮิร์น บรรณาธิการวารสาร NORMA ตั้งข้อสังเกตว่า น่าประหลาดที่เวทีเสวนาความยั่งยืนระดับโลกไม่เคยพูดถึงประเด็นเรื่องเพศเลย ทั้งที่ผลกระทบจากพฤติกรรมของผู้ชายต่อโลกนั้นเห็นได้ชัดเจนอย่างยิ่ง

เพื่อผลักดันให้ผู้ชายหันมาสนใจสิ่งแวดล้อมมากขึ้น แอนดรูว์ บอยด์ นักกิจกรรมและนักเขียน กล่าวในบทความของ The Guardian ระบุว่า แนวทางในการแก้ไขปัญหานี้สามารถแบ่งออกได้เป็นสามส่วนคือ การถอดรหัส (Decode) การเข้ารหัสใหม่ (Recode) และการสร้างรหัสความเป็นชาย (He-code) เพื่อชี้ให้เห็นว่า “Petro-masculinity” เป็นเรื่องไร้สาระและทำลายล้างเพียงใด พร้อมทั้งสร้างเรื่องราวใหม่ว่าการรักษาสิ่งแวดล้อมคือหน้าที่ของผู้ชาย

ในตอนนี้เริ่มมีความพยายามในการสร้างค่านิยม “Ecomasculinity” ซึ่งเป็นการนิยามความเป็นชายแบบดั้งเดิมใหม่ โดยเปลี่ยนจุดสนใจจากบรรทัดฐานแบบปิตาธิปไตยในอดีตที่เน้นการครอบงำ การแสวงหาผลประโยชน์ และการควบคุมธรรมชาติ ไปสู่วัฒนธรรมแห่งการดูแลเอาใจใส่ ความเห็นอกเห็นใจ และการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม สนับสนุนให้ผู้ชายหาทางเยียวยาตนเอง เพื่อละทิ้งเงื่อนไขทางสังคมที่เป็นอันตรายและก้าวไปสู่การเป็นผู้ปกป้องโลก

ไมค์ สมิธ อดีตนักบินเครื่องบินขับไล่ของสหรัฐ เป็นหนึ่งในตัวอย่างของการเปลี่ยนแปลงนี้ เขาเปลี่ยนจากชีวิตในกองทัพมาทำธุรกิจปลูกป่าและเทคโนโลยีด้านภูมิอากาศ สมิธกล่าวว่า “ไม่มีใครสามารถยึดเอาความเป็นชายของผมไปได้” ซึ่งช่วยให้เขาสามารถพูดเรื่องสิ่งแวดล้อมที่มักถูกมองว่าเป็นเรื่องของผู้หญิงได้อย่างมั่นใจ

สมิธเชื่อว่าผู้ชายจะหันมาสนใจเรื่องสิ่งแวดล้อมมากขึ้น หากเห็นว่ามันช่วยพัฒนาชีวิตของตนเองได้ เช่น การติดตั้งโซลาร์เซลล์หรือการขับรถไฟฟ้าเพื่อประหยัดค่ายาพาหนะ การแสดงให้เห็นว่า “ชายแท้" ก็สามารถรักษ์โลกได้ เป็นกุญแจสำคัญในการเปลี่ยนทัศนคติ

นอกจากนี้ บริษัทรถยนต์บางแห่งเริ่มปรับกลยุทธ์การตลาด สร้างภาพลักษณ์ความเป็นชายให้แก่พลังงานสะอาดมีความเป็นชายมากขึ้น เช่น รถกระบะไฟฟ้า Ford F-150 Lightning  ที่โฆษณาในรูปลักษณ์ที่ดูแข็งแกร่งและทรงพลัง แทนที่จะปล่อยให้เชื้อเพลิงฟอสซิลผูกขาดภาพลักษณ์นั้นแต่เพียงอย่างเดียว

“ผู้ชายที่ดีควรต้องรับผิดชอบ ไม่ใช่หลีกหนี เมื่อโลกกำลังตกอยู่ในอันตราย หน้าที่ของความเป็นชายคือการลุกขึ้นมาปกป้องบ้านหลังเดียวที่เราทุกคนมีร่วมกัน” บอยด์กล่าว

การต่อสู้กับวิกฤติภูมิอากาศ ไม่ได้ใช้เพียงแค่เทคโนโลยีเท่านั้น แต่ยังเป็นการต่อสู้ทางวัฒนธรรมเพื่อปลดแอกผู้ชายจาก Petro-masculinity และเปลี่ยนเป็นความกล้าเพื่อสร้างอนาคตที่ยั่งยืน


ที่มา: DWEarthEuro NewsThe Guardian