วันพฤหัสบดี ที่ 6 สิงหาคม 2569

Login
Login

วิกฤติ ‘ภัยไซเบอร์’ ป่วนไทย ‘ดีอี’ ผนึกทุกหน่วยล่าต้นตอ-ยกระดับคุ้มครองประชาชน

ข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชน รวมถึง นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี และผู้บริหารระดับสูง ปรากฏบนโลกออนไลน์อีกครั้ง การรั่วไหลของข้อมูลจากกรมขนส่งทางบกครั้งล่าสุด จุดชนวนคำถามสำคัญว่า ระบบคุ้มครองข้อมูลของภาครัฐไทยแข็งแกร่งเพียงพอหรือไม่ ยังไม่นับรวมก่อนหน้านี้ ที่มีข้อมูลของนักลงทุน 200,000 รายรั่วไหล จากบัญชีผู้ถือหุ้นทั้งหมด กว่า 5 ล้านรายของศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (ประเทศไทย) จำกัด หรือ TSD  

สคส.ชี้ไม่ใช่ “ข้อมูลหลุดทั่วไป”

พ.ต.อ.สุรพงศ์ เปล่งขำ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) กล่าวกรณีข้อมูลของกรมขนส่งทางบกที่รั่วไหลล่าสุดว่า หลังได้รับรายงาน สคส.ได้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยทันที

ผลตรวจสอบเบื้องต้น พบว่า เป็นการนำข้อมูลหรือช่องทางเข้าถึงฐานข้อมูลที่ถูกสร้างขึ้นโดยผิดกฎหมายจากเครือข่ายมิจฉาชีพมาเผยแพร่ เข้าข่ายเป็นการเข้าถึงข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่มีมาตรการป้องกันโดยมิชอบ ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ มาตรา 7 มากกว่าจะเป็นกรณีฐานข้อมูลรั่วไหลตามความเข้าใจทั่วไป

อย่างไรก็ตาม สคส.ยอมรับว่า จำเป็นต้องเร่งดำเนินการปกป้องข้อมูลประชาชนในทุกมิติ ทั้งการสืบหาต้นตอของข้อมูล วิธีการเข้าถึงระบบ และเครือข่ายที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายข้อมูลผิดกฎหมาย

วิกฤติ ‘ภัยไซเบอร์’ ป่วนไทย ‘ดีอี’ ผนึกทุกหน่วยล่าต้นตอ-ยกระดับคุ้มครองประชาชน

แบ่งแผนรับมือตั้งแต่ต้นน้ำ

ทั้งนี้ สคส.กำหนดแนวทางรับมือออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่

ปลายน้ำ คือ ผู้ที่นำข้อมูลหรือลิงก์เข้าถึงฐานข้อมูลไปโพสต์หรือเผยแพร่ หากไม่ได้รับอนุญาตจะเข้าข่ายความผิดตามพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ โดย สคส.ประสานกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจ และสังคม รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย

พร้อมเตือนประชาชน ผู้ดูแลเพจ และผู้ใช้งานสื่อสังคมออนไลน์ ไม่ให้นำข้อมูลดังกล่าวไปทดลองค้นหา ดาวน์โหลด ส่งต่อ หรือเผยแพร่ซ้ำ เพราะอาจมีความผิดตามกฎหมาย

ต้นน้ำ คือ หน่วยงานเจ้าของข้อมูล ได้แก่ กรมการขนส่งทางบก และกรมการปกครอง ซึ่งถูกกำชับให้เร่งตรวจสอบข้อเท็จจริง ระงับเหตุ รายงานเหตุละเมิดข้อมูลต่อ สคส. พร้อมยกระดับมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยระบบ ทั้งบูรณาการทำงานร่วม สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) เร่งอุดช่องโหว่ และกำหนดมาตรฐานความปลอดภัยขั้นพื้นฐานให้ภาครัฐ

กลางน้ำ คือ เครือข่ายซื้อขายข้อมูลส่วนบุคคล และช่องทางเข้าถึงระบบโดยมิชอบ ซึ่งเป็นกลุ่มที่สร้างตลาดมืดของข้อมูลภาครัฐ โดยประสานกระทรวงดีอี กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) เร่งสืบสวน จับกุม และปิดช่องทางซื้อขายข้อมูลผิดกฎหมาย

วิกฤติ ‘ภัยไซเบอร์’ ป่วนไทย ‘ดีอี’ ผนึกทุกหน่วยล่าต้นตอ-ยกระดับคุ้มครองประชาชน

ดีอีย้ำไม่ใช่การแฮ็ก พบใช้ IP จุดเดียว

นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือ ดีอี กล่าวว่า กรณีกรมขนส่งทางบก ผลตรวจสอบมีความคืบหน้า เบื้องต้นไม่พบหลักฐานว่า เป็นการแฮกระบบโดยตรง แต่พบการเข้าถึงข้อมูลเกิดจาก IP เพียงจุดเดียว ใช้บัญชีผู้ใช้ล็อกอินเพียง 2 ครั้ง ก่อนนำข้อมูลออกมาเผยแพร่

ตอนนี้ยังอยู่ระหว่างตรวจสอบเชิงลึกเพื่อป้องกันความคลาดเคลื่อน จึงยังไม่เปิดเผยตำแหน่งของ IP หรือรายละเอียดทางเทคนิคเพิ่มเติมช่องทางดังกล่าวถูกปิดเรียบร้อยแล้ว ไม่ต้องกังวลว่าจะมีข้อมูลรั่วไหลเพิ่มเติมจาก

 

นายไชยชนก เสริมว่า ในฐานะประธานคณะกรรมการกำกับดูแลด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ นายไชยชนก ยังสั่งการให้ สกมช.ส่งทีม ThaiCERT ลงพื้นที่ร่วมกรมขนส่งทางบก เพื่อตรวจสอบกรณีนี้ โดยอยู่ระหว่างรวบรวมหลักฐาน วิเคราะห์ข้อมูลเชิงเทคนิค ตรวจสอบแหล่งที่มาข้อมูล และประเมินผลกระทบโดยอาศัยหลักนิติวิทยาศาสตร์ดิจิทัล (Digital Forensics)

น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดีอี เปิดเผยว่า การเผยแพร่ข้อมูลส่วนบุคคลบนสื่อสังคมออนไลน์ ถือเป็นช่องทางสำคัญที่ทำให้สแกมเมอร์นำข้อมูลไปใช้ก่ออาชญากรรมออนไลน์ ดีอีจึงมอบหมายให้ สคส.ร่วมกับ สกมช.ตรวจสอบข้อเท็จจริง พร้อมพิจารณาแจ้งความต่อกองบังคับการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.สอท.) เพื่อดำเนินคดีตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์

พร้อมเตือนประชาชนว่า การเผยแพร่ข้อมูลผิดกฎหมายบนสื่อออนไลน์อาจเข้าข่ายความผิดตามมาตรา 14 ของ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

เร่งสอบข้อมูลกรมขนส่งทางบกรั่ว

ขณะที่ นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า ทีม ThaiCERT มาประจำการที่กรมการขนส่งทางบก เพื่อร่วมรวบรวมข้อมูล และพิสูจน์หลักฐานทางเทคนิคผ่านกระบวนการนิติวิทยาศาสตร์ดิจิทัล และแกะรอยระบบ API ร่วมกับหน่วยงานที่เชื่อมโยงข้อมูล

รวมถึงกรมการขนส่งทางบก ออกมายืนยันว่า ข้อมูลที่ถูกเผยแพร่ออกมาเป็นข้อมูลจริง แต่เป็นข้อมูลพื้นฐานที่นำไปใช้ทำธุรกรรมอื่นไม่ได้ ขอเตือนว่าผู้ที่นำข้อมูลดังกล่าวไปเผยแพร่ต่อจะมีความผิดตามกฎหมาย และต้องถูกดำเนินคดี

วิกฤติ ‘ภัยไซเบอร์’ ป่วนไทย ‘ดีอี’ ผนึกทุกหน่วยล่าต้นตอ-ยกระดับคุ้มครองประชาชน

ตลาดซื้อขายข้อมูลมีมานานแล้ว

นายธนารัตน์ กัววัฒนาพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร DomeCloud เปิดเผยว่า ตลาดซื้อขายข้อมูลส่วนบุคคลไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้น แต่ปัญหามีมาอย่างจริงจังตั้งแต่ช่วงเลือกตั้ง หลังพบการซื้อขายรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง และต่อมาพบฐานข้อมูลทะเบียนรถถูกนำมาจำหน่ายอย่างชัดเจนในช่วงประมาณ 3 เดือนที่ผ่านมา

บุคคลระดับ VIP มักถูกนำมาใช้เป็นตัวอย่างเพื่อพิสูจน์ว่าฐานข้อมูลมีข้อมูลจริง ก่อนนำไปเสนอขายให้ลูกค้า จากฐานข้อมูลสู่ธุรกิจผิดกฎหมาย หลังได้ข้อมูล ผู้ให้บริการผิดกฎหมายพัฒนาระบบเป็นบอตบน Discord ให้ลูกค้าชำระเงินก่อนค้นหาข้อมูล

ค่าบริการอยู่ที่ประมาณ 350 บาทต่อวัน หรือ 2,500 บาทต่อเดือน สามารถค้นหาข้อมูลได้ไม่จำกัด ทำให้ต้นทุนในการเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลต่ำมาก และเปิดโอกาสให้อาชญากรจำนวนมากเข้าถึงข้อมูลได้

นายธนารัตน์ มองว่า นี่คือ การเปลี่ยนข้อมูลภาครัฐให้กลายเป็น “บริการเชิงพาณิชย์” ในตลาดมืด สร้างความเสียหายต่อประชาชน ส่วนข้อมูลทะเบียนรถที่ตรวจพบหลุดออกมาจากระบบของกรมการขนส่งทางบกโดยตรง ไม่ได้รั่วจากหน่วยงานหรือเอกชนที่เชื่อมต่อเพื่อนำข้อมูลไปใช้งาน เช่นเดียวกับข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับกรมการปกครองก็ตรวจพบว่ามาจากเว็บไซต์ของกรมการปกครองเองเช่นกัน

เขาอธิบายว่า ปัญหาสำคัญไม่ได้อยู่ที่หน่วยงานรัฐไม่มีระบบรักษาความปลอดภัย แต่ระดับการป้องกันยังไม่สอดคล้องกับความสำคัญของข้อมูล หลายระบบยังอาศัยเพียงชื่อผู้ใช้ และรหัสผ่าน เมื่อคอมพิวเตอร์ของเจ้าหน้าที่ติดไวรัสหรือรหัสผ่านถูกขโมย ผู้โจมตีก็อาจเข้าสู่ระบบ และเข้าถึงข้อมูลประชาชนจำนวนมากได้ทันที

รหัสผ่าน 90% เป็นข้อมูลเก่า

ข้อมูลดังกล่าวสอดคล้องกับผลสำรวจที่ นายธนารัตน์ เผยแพร่เมื่อวันที่ 10 มิ.ย.2569 หลังทดลองนำโดเมนของกระทรวง และหน่วยงานเทียบเท่าไปตรวจสอบกับเครื่องมือค้นหาข้อมูลบัญชีรั่วไหล

โดยพบข้อมูลที่เชื่อมโยงกับโดเมนกระทรวงมหาดไทย และกระทรวงศึกษาธิการแห่งละ 500,000 รายการ ตามเพดานสูงสุดที่เครื่องมือแสดงผล 

ขณะที่กระทรวงแรงงานพบ 359,535 รายการ กระทรวงสาธารณสุข 212,460 รายการ สำนักนายกรัฐมนตรี 198,984 รายการ กระทรวงกลาโหม 170,667 รายการ กระทรวงยุติธรรม 151,626 รายการ และกระทรวงการคลัง 107,456 รายการ

โดยรหัสผ่านมากกว่า 90% เป็นข้อมูลเก่าที่ไม่สามารถใช้กับระบบปัจจุบันได้แล้ว ขณะที่บางหน่วยงานได้ย้ายไปใช้ ThaID หรือระบบยืนยันตัวตนรูปแบบใหม่ 

นายธนารัตน์ เสนอให้หน่วยงานรัฐนำแอปพลิเคชัน ThaID มาใช้กลไกยืนยันตัวตนเพิ่มเติม เนื่องจากสามารถดำเนินการได้โดยไม่ต้องใช้งบประมาณจัดซื้อระบบใหม่หรือจัดทำโครงการเพิ่มเติม

สำหรับกรณีข้อมูลที่มีภาพใบหน้าบุคคลระดับสูงเผยแพร่ออกมา นายธนารัตน์ ระบุว่า ยังไม่ใช่ข้อมูลประชาชนทั้งประเทศ โดยอยู่ระหว่างประเมินจำนวนผู้ได้รับผลกระทบที่แน่นอน เบื้องต้นพบว่าเป็นฐานข้อมูลสำหรับลงทะเบียนเข้าร่วมกิจกรรมจิตอาสา ผู้ที่อาจได้รับผลกระทบส่วนใหญ่เป็นข้าราชการ นักเรียนบางส่วนที่เคยลงทะเบียนเข้าร่วมกิจกรรม 

วิกฤติ ‘ภัยไซเบอร์’ ป่วนไทย ‘ดีอี’ ผนึกทุกหน่วยล่าต้นตอ-ยกระดับคุ้มครองประชาชน

เสนอรัฐรีบย้ายไปใช้ ThaID

สำหรับมาตรการเร่งด่วนที่รัฐบาล และหน่วยงานรัฐควรดำเนินการ เขาเสนอให้ตรวจสอบระบบทั้งหมดว่า มีระบบใดไม่ได้รับการอัปเกรดหรือไม่ได้ใช้งานภายในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา หากไม่มีความจำเป็นควรปิดระบบ เพื่อลดช่องทางโจมตีจากซอฟต์แวร์หรือโครงสร้างพื้นฐานที่เก่าเกินกว่าจะติดตามดูแลได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่วนอันไหนที่ยังใช้งานอยู่ในปัจจุบัน เร่งรีบย้ายไปใช้ ThaID เป็นการเร่งด่วน อย่าใช้เพียงชื่อผู้ใช้บวกกับรหัสผ่าน มันไม่เพียงพอ

เขาประเมินว่า การเพิ่ม ThaID เป็นเครื่องมือยืนยันตัวตนอาจช่วยลดปัญหาการโจมตีระบบได้ประมาณ 90% เนื่องจากบริการซื้อขายข้อมูลที่ตรวจพบในปัจจุบันส่วนใหญ่เกิดจากช่องโหว่เดียวกันคือ รหัสผ่านของผู้ใช้งานรั่วไหล และถูกนำไปเข้าสู่ระบบโดยไม่ได้รับอนุญาต

ขณะเดียวกัน ในระยะยาว ภาครัฐจำเป็นต้องปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานสำหรับการพิสูจน์ และยืนยันตัวบุคคลให้สามารถรองรับการใช้งานพร้อมกันในระดับประเทศ เนื่องจากระบบที่มีอยู่ยังเผชิญปัญหาเมื่อประชาชนจำนวนมากเข้าใช้งานในเวลาเดียวกัน รวมถึงแอป ThaID ที่ยังอาจเกิดเหตุขัดข้องหรือระบบล่มได้ จึงต้องเพิ่มขีดความสามารถของระบบให้รองรับการใช้งานทั่วประเทศอย่างมีเสถียรภาพควบคู่ไปกับการยกระดับความปลอดภัยของฐานข้อมูลภาครัฐ

 

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์