กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เดินหน้ายกระดับการรับมืออาชญากรรมออนไลน์ จากการแก้ปัญหาเป็นรายกรณีสู่การวางระบบป้องกันและปราบปรามในระดับประเทศ เร่งขับเคลื่อน “National Anti-Fraud Master Plan” เชื่อมข้อมูลและการทำงานระหว่างหน่วยงานรัฐ หน่วยงานกำกับดูแล สถาบันการเงิน และตำรวจ พร้อมขยายการสร้างภูมิคุ้มกันภัยไซเบอร์ลงถึงระดับชุมชน ขณะที่จับตา “บัญชีม้า-บริษัทนอมินี” ซึ่งถูกใช้เป็นกลไกสำคัญในการเคลื่อนย้ายและอำพรางเส้นทางเงินของขบวนการหลอกลวงออนไลน์
KEY POINTS
- กระทรวงดีอีเป็นเจ้าภาพประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อขับเคลื่อน "National Anti-Fraud Master Plan" ยกระดับการป้องกันอาชญากรรมออนไลน์สู่ระดับชาติ
- แผนดังกล่าวเน้นการเชื่อมโยงข้อมูลและการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานรัฐ ธนาคาร และตำรวจ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการสกัดกั้นและตัดวงจรอาชญากรรม
- มีการเร่งรัดมาตรการจัดการ "บัญชีม้า" อย่างจริงจัง รวมถึงการพิจารณาหลักเกณฑ์การประกาศรายชื่อผู้กระทำผิด และการใช้ข้อมูลพิกัด (Location) ในการทำธุรกรรม
- ขยายผลการตรวจสอบไปยัง "บริษัทนอมินี" ที่ถูกใช้เป็นเครื่องมือสนับสนุนเครือข่ายหลอกลวง โดยจะบูรณาการข้อมูลกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อสาวถึงผู้บงการ
- เปลี่ยนแนวทางจาก "การรับมือ" เป็น "การป้องกัน" โดยสร้างภูมิคุ้มกันให้ประชาชนผ่านกลไกชุมชนและสถานศึกษา เพื่อให้รู้เท่าทันกลโกงก่อนตกเป็นเหยื่อ
นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม มอบหมาย น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ครั้งที่ 4/2569 และคณะอนุกรรมการป้องกันการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยีและอาชญากรรมข้ามชาติ ครั้งที่ 2/2569
โดยการประชุมมี พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี น.ส.ชมภารี ชมภูรัตน์ รองปลัดกระทรวงดีอี พร้อมผู้บริหารและผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งกระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สำนักงาน ก.ล.ต. สำนักงาน ปปง. สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สมาคมธนาคารไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ณ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
ขยับจาก “รับมือ” สู่ระบบป้องกันระดับประเทศ
สาระสำคัญของการประชุมครั้งนี้อยู่ที่การติดตามมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ของหน่วยงานต่างๆ ทั้งกระทรวงดีอี สำนักงาน กสทช. ธปท. สำนักงาน ก.ล.ต. สำนักงาน ปปง. สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) เพื่อเชื่อมการทำงานและเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกัน ตัดวงจร รวมถึงช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากภัยออนไลน์
น.ส.แนน กล่าวว่า รูปแบบอาชญากรรมออนไลน์มีการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง และกลุ่มที่ต้องให้ความสำคัญมากขึ้นคือเด็กและเยาวชน โดยเฉพาะนักเรียนและนักศึกษา ซึ่งมีแนวโน้มตกเป็นเป้าหมายของมิจฉาชีพผ่านกลโกงหลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่การหลอกเรื่องทุนการศึกษา การหลอกเช่าหอพัก ไปจนถึงการหลอกลวงผ่านช่องทางดิจิทัลในรูปแบบต่างๆ
โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่เพียงการเร่งจับกุมผู้กระทำผิด แต่ต้องสร้าง ภูมิคุ้มกันให้ประชาชนสามารถรู้เท่าทันกลโกงก่อนตกเป็นเหยื่อ โดยข้อมูลเตือนภัยต้องไปถึงประชาชนอย่างทั่วถึง และลงลึกถึงระดับชุมชน
ใช้กลไก 77,000 หมู่บ้านเป็นแนวป้องกัน
หนึ่งในแนวทางที่กระทรวงดีอี เตรียมผลักดัน คือการนำกลไกการบริหารงานในระดับพื้นที่ที่มีอยู่แล้วมาใช้ประโยชน์ โดยประสานความร่วมมือกับกรมการปกครอง ผ่านการประชุมระดับอำเภอ รวมถึงการประชุมกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ซึ่งมีการประชุมเป็นประจำทุกเดือน
ทั้งนี้ กลไกดังกล่าวสามารถเชื่อมต่อไปยังชุมชนกว่า 77,000 หมู่บ้านทั่วประเทศ ทำให้สามารถนำข้อมูลเตือนภัยจากตำรวจไซเบอร์ กระทรวงดีอี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มารวบรวมและอัปเดตอย่างต่อเนื่อง ก่อนส่งต่อไปยังพื้นที่ เพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลเกี่ยวกับรูปแบบการหลอกลวงใหม่ๆ ได้รวดเร็วขึ้น
แนวทางดังกล่าวจะเปลี่ยนการประชาสัมพันธ์ภัยออนไลน์จากการสื่อสารในวงกว้างเพียงอย่างเดียว มาเป็นการส่งข้อมูลลงไปยังพื้นที่ที่ประชาชนใช้ชีวิตจริง โดยเฉพาะชุมชนที่อาจเข้าถึงข้อมูลเตือนภัยจากช่องทางดิจิทัลได้ไม่เท่ากัน
ขณะเดียวกัน กระทรวงดีอี ยังเตรียมประสานกับกระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เพื่อขยายการสร้างความรู้และความตระหนักรู้เรื่อง ภัยออนไลน์ไปยังสถานศึกษาทั่วประเทศ โดยมุ่งให้นักเรียนและนักศึกษาสามารถสังเกตกลโกงและป้องกันตัวเองจากภัยออนไลน์ได้มากขึ้น
อย่างไรก็ตาม การสร้างความตระหนักรู้จะไม่หยุดอยู่ที่การส่งข้อมูล แต่ต้องมีระบบติดตามและประเมินผลว่าข้อมูลที่เผยแพร่ออกไปเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายจริงหรือไม่ และประชาชนสามารถนำข้อมูลดังกล่าวไปใช้ป้องกันตัวเองได้มากน้อยเพียงใด เพื่อให้การประชาสัมพันธ์นำไปสู่ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมในการลดความเสียหายจากการหลอกลวงออนไลน์
เร่งระบบ Location-บัญชีม้าปิดประตูนอมินี
อีกประเด็นที่ถูกหยิบขึ้นมาติดตาม คือการดำเนินมาตรการจัดเก็บข้อมูลพิกัดภูมิศาสตร์ หรือ Location ในการทำธุรกรรมทางการเงิน ซึ่งเป็นหนึ่งในข้อมูลที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการตรวจสอบธุรกรรมและวิเคราะห์พฤติกรรมที่มีความเสี่ยง
ที่ประชุมยังติดตามการดำเนินงานของศูนย์ปฏิบัติการที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี หรือ ศปอท. ภายใต้มาตรา 8/6 เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการตรวจสอบและรับมือกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี
ขณะเดียวกัน ยังมีการพิจารณาหลักเกณฑ์การประกาศและเพิกถอนรายชื่อบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ตามมาตรา 8/5 (6) หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า “บัญชีม้า” ซึ่งเป็นอีกกลไกสำคัญในการสกัดเส้นทางเงินและลดการนำบัญชีบุคคลไปใช้เป็นเครื่องมือของขบวนการหลอกลวง
National Anti-Fraud Master Plan เชื่อมข้อมูลทั้งระบบ
หัวใจสำคัญของการประชุมครั้งนี้ คือการเดินหน้ากรอบยุทธศาสตร์ “National Anti-Fraud Master Plan” เพื่อวางระบบป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีในระดับประเทศ โดยมุ่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบมากขึ้น
แนวคิดดังกล่าวครอบคลุมตั้งแต่การป้องกันไม่ให้ประชาชนตกเป็นเหยื่อ การตรวจจับธุรกรรมและพฤติกรรมต้องสงสัย การสกัดเส้นทางเงิน การแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างหน่วยงาน ไปจนถึงการบังคับใช้กฎหมายกับผู้ที่อยู่เบื้องหลังขบวนการ
เป้าหมายสำคัญจึงไม่ใช่เพียงการจัดการกับมิจฉาชีพที่อยู่ “ปลายทาง” แต่ต้องมองไปถึงโครงสร้างทั้งหมดของขบวนการ ตั้งแต่ช่องทางที่ใช้หลอกเหยื่อ บัญชีที่ใช้รับเงิน เส้นทางการเคลื่อนย้ายเงิน ไปจนถึงนิติบุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่อาจทำหน้าที่สนับสนุนการดำเนินงาน
จับตา “นอมินี” กลไกซ่อนตัวของเครือข่าย สแกม
อีกประเด็นที่คณะกรรมการฯ ให้ความสำคัญ คือการใช้บริษัทนอมินีเป็นเครื่องมือสนับสนุนขบวนการอาชญากรรมออนไลน์ โดยจากหลายกรณีที่ปรากฏพบการตรวจสอบความเชื่อมโยงของนิติบุคคลบางแห่งกับเครือข่ายหลอกลวงออนไลน์ ทั้งในด้านธุรกรรม การเคลื่อนย้ายเงิน และการอำพรางบุคคลที่อยู่เบื้องหลัง
กระทรวงดีอี จึงเตรียมเร่งประสานความร่วมมือกับกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงยุติธรรม กระทรวงมหาดไทย กรมสรรพากร กระทรวงการคลัง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อบูรณาการข้อมูลสำหรับตรวจสอบนิติบุคคล โครงสร้างผู้ถือหุ้น ธุรกรรม และข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้อง
การตรวจสอบจะมุ่งไปถึงการติดตามความเชื่อมโยงของบริษัทที่มีพฤติการณ์น่าสงสัย เพื่อให้สามารถระบุความสัมพันธ์ระหว่างนิติบุคคล บุคคล และเครือข่ายทางการเงิน และนำไปสู่การดำเนินการตามกฎหมายอย่างจริงจัง
เราต้องไม่หยุดเพียงการจับกุมมิจฉาชีพที่อยู่ปลายทาง แต่ต้องตัดวงจรและโครงสร้างที่อยู่เบื้องหลัง ไม่ให้บริษัทนอมินีถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือสนับสนุนขบวนการ Scam และอาชญากรรมออนไลน์ในประเทศไทย
ดังนั้น การเดินหน้าครั้งนี้จึงสะท้อนทิศทางของกระทรวงดีอีที่ต้องการยกระดับการรับมืออาชญากรรมออนไลน์จากการแก้ไขปัญหาแบบแยกส่วน ไปสู่การสร้างระบบป้องกันระดับประเทศที่เชื่อมโยงตั้งแต่ประชาชน ชุมชน สถานศึกษา สถาบันการเงิน หน่วยงานกำกับดูแล ไปจนถึงกระบวนการบังคับใช้กฎหมาย
โดยมี National Anti-Fraud Master Plan เป็นกรอบกลางในการเชื่อมการทำงานของทุกหน่วยงาน เพื่อเป้าหมายสำคัญคือการตัดวงจรอาชญากรรม ลดความเสียหาย และเพิ่มความปลอดภัยให้ประชาชนในยุคที่การหลอกลวงสามารถเกิดขึ้นได้ผ่านช่องทางดิจิทัลแทบทุกวัน




