วันอังคาร ที่ 4 สิงหาคม 2569

Login
Login

เปิดหนังสือสภาผู้บริโภคยื่นถึง ‘อนุทิน’ ขอทูลเกล้าฯ ถอดประธาน กสทช. พ้นตำแหน่ง

วันที่ 4 สิงหาคม 2569 สภาองค์กรของผู้บริโภค ยื่นหนังสือถึง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เพื่อขอให้นำความกราบบังคมทูลเพื่อมีพระบรมราชโองการให้ ศาสตราจารย์คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ พ้นจากตำแหน่งประธานกรรมการและกรรมการ กสทช. พร้อมสั่งการให้หยุดปฏิบัติหน้าที่เป็นการชั่วคราว

ซึ่งเป็นการดำเนินการตามมาตรา 20 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553 และที่แก้ไขเพิ่มเติม

บุญยืน ศิริธรรม ประธานสภาผู้บริโภค กล่าวว่า ตลอดระยะเวลากว่า 5 ปีที่ผ่านมา ผู้บริโภคต้องเผชิญกับปัญหาสำคัญหลายด้านในกิจการโทรคมนาคมและการสื่อสาร ทั้งกรณีการควบรวมกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่ การควบรวมกิจการผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต ตลอดจนปัญหาคุณภาพสัญญาณและการแข่งขันที่ลดลง

โดยที่ผ่านมา สภาผู้บริโภคได้ติดตามและเรียกร้องให้ กสทช. ใช้อำนาจตามกฎหมายในการกำกับดูแลและคุ้มครองผู้บริโภคมาโดยตลอด แต่กลับเห็นว่าการดำเนินการยังไม่เพียงพอ ทั้งในเรื่องมาตรการกำกับผู้มีอำนาจเหนือตลาด มาตรการเยียวยาผู้บริโภค และการคุ้มครองประโยชน์สาธารณะ

เมื่อคณะกรรมการสรรหาฯ ซึ่งเป็นองค์กรที่กฎหมายกำหนดให้มีอำนาจวินิจฉัย ได้มีมติเอกฉันท์ว่าประธาน กสทช. ขาดคุณสมบัติแล้ว นายกรัฐมนตรีควรดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายโดยเร็ว เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายต่อการบริหารงานขององค์กรและความเชื่อมั่นของประชาชน รวมถึงต้องเร่งกระบวนการสรรหากรรมการ กสทช. คนใหม่เข้ามาปฏิบัติหน้าที่แทน

เปิดหนังสือสภาผู้บริโภคยื่นถึง ‘อนุทิน’ ขอทูลเกล้าฯ ถอดประธาน กสทช. พ้นตำแหน่ง เปิดหนังสือสภาผู้บริโภคยื่นถึง ‘อนุทิน’ ขอทูลเกล้าฯ ถอดประธาน กสทช. พ้นตำแหน่ง เปิดหนังสือสภาผู้บริโภคยื่นถึง ‘อนุทิน’ ขอทูลเกล้าฯ ถอดประธาน กสทช. พ้นตำแหน่ง

ทั้งนี้ หนังสือที่ยื่นถึงนายกรัฐมนตรีระบุว่า ปัจจุบันข้อเท็จจริงได้ยุติลงแล้ว เนื่องจาก คณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. มีคำวินิจฉัยเป็นเอกฉันท์ว่า นพ.สรณ มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 8 (2) แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ และมาตรา 18 กำหนดให้ถือว่าเป็นการสละสิทธิ์และไม่เคยได้รับเลือกเป็นกรรมการ กสทช. มาตั้งแต่ต้น อีกทั้งมาตรา 15/1 กำหนดให้คำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาเป็นที่สุด 

อย่างไรก็ตาม สภาผู้บริโภคพบว่า นพ.สรณ ยังคงเข้าปฏิบัติหน้าที่และเป็นประธานการประชุม กสทช. ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อความชอบด้วยกฎหมายของมติ คำสั่ง หรือนิติกรรมต่าง ๆ ที่ออกในช่วงเวลาดังกล่าว

จึงขอให้นายกรัฐมนตรีเร่งดำเนินการนำความกราบบังคมทูลเพื่อให้พ้นจากตำแหน่ง พร้อมสั่งระงับการปฏิบัติหน้าที่และการเบิกจ่ายเงินเดือน ค่าตอบแทน และงบประมาณทุกประเภทไว้เป็นการชั่วคราวจนกว่ากระบวนการตามกฎหมายจะแล้วเสร็จ

ด้าน ดร.วศิน พิพัฒนฉัตร ทนายความของสภาผู้บริโภค กล่าวว่า ประเด็นสำคัญในขณะนี้ไม่ได้มีเพียงแค่เรื่องคุณสมบัติของประธาน กสทช. แต่ยังมีประเด็นที่เกี่ยวข้องกับประเด็นปัญหาข้อกฎหมายต่าง ๆ

ประเด็นอำนาจในฐานะกรรมการ กสทช. ดร.วศิน เห็นว่า เมื่อคณะกรรมการสรรหาได้มีมติว่าขาดคุณสมบัติแล้ว ก็ควรยุติการปฏิบัติหน้าที่ทันที เพราะไม่เช่นนั้นอาจเกิดปัญหาข้อกฎหมายต่าง ๆ ตามมา อาทิ ความเคลือบแคลงต่อความชอบด้วยกฎหมายของมติที่ประชุม กสทช. ในทางกลับกัน หาก นพ.สรณหยุดปฏิบัติหน้าที่ จะสร้างความมั่นใจแก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานและประชาชนที่เกี่ยวข้องกับการบังคับใช้คำสั่งต่าง ๆ ขององค์กร

อีกทั้งมาตรา 18 ของพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ ระบุชัดเจนว่า หากผู้ได้รับการคัดเลือกไม่แสดงหลักฐานภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด ให้ถือว่าสละสิทธิ์และไม่เคยได้รับเลือกเป็นกรรมการ กสทช. มาตั้งแต่ต้น

ขณะที่มาตรา 20 วรรคสอง กำหนดให้นายกรัฐมนตรีมีอำนาจนำความกราบบังคมทูลเพื่อมีพระบรมราชโองการให้พ้นจากตำแหน่งในกรณีที่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 8 ของกฎหมายโดยสาระสำคัญของ มาตรา 20 วรรค 2 ได้บัญญัติชัดเจนว่า เมื่อมีพระบรมราชโองการให้พ้นจากตำแหน่งพระบรมราชโองการดังกล่าวให้มีผลตั้งแต่วันที่ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามหรือวันที่กระทำการอันเป็นการฝ่าฝืน

ดังนั้น ถ้าพิจารณาจากบทบัญญัติของกฎหมาย จะเห็นได้ว่า การขาดคุณสมบัติไม่ใช่มีผลนับแต่วันที่คณะกรรมการสรรหามีมติในวันที่ 17 กรกฎาคม 2569 แต่ต้องย้อนหลังกลับไปตั้งแต่ช่วงต้นปี 2565 ที่ นพ.สรณ ขาดคุณสมบัติจากการที่เป็นพนักงานหรือลูกจ้างของหน่วยงานของรัฐ

และหากยังคงปฏิบัติหน้าที่ต่อไป อาจนำไปสู่ปัญหาการตีความทางกฎหมายเกี่ยวกับความสมบูรณ์ของคำสั่งหรือมติที่ออกในช่วงเวลาดังกล่าว อาจกลายเป็นคำสั่งหรือมติที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย รวมถึงอาจเกิดข้อสงสัยเกี่ยวกับการใช้อำนาจ การปกปิดข้อมูล และผลทางกฎหมายอื่น ๆ ในอนาคต

หากยุติการปฏิบัติหน้าที่ทันที จะเป็นทางออกที่สง่างามที่สุด และช่วยลดข้อโต้แย้งทางกฎหมายที่อาจเกิดขึ้น ช่วงเวลาเดียวกันนี้ คณะกรรมการสรรหาก็สามารถดำเนินการสรรหากรรมการคนใหม่ได้ เพื่อให้นายกรัฐมนตรีสามารถนำความกราบบังคมทูลเพื่อแต่งตั้งผู้ดำรงตำแหน่งใหม่ได้โดยเร็ว ทำให้การทำงานของ กสทช. เดินหน้าต่อได้โดยไม่กระทบต่อภารกิจในการคุ้มครองผู้บริโภค

สภาผู้บริโภค ย้ำว่า ขณะนี้ยังมีประเด็นสำคัญที่ กสทช. จำเป็นต้องเร่งดำเนินการ ไม่ว่าจะเป็นมาตรการกำกับดูแลภายหลังการควบรวมกิจการโทรคมนาคม การประกาศผู้มีอำนาจเหนือตลาด มาตรการคุ้มครองผู้ใช้บริการโทรศัพท์และอินเทอร์เน็ต ตลอดจนการกำกับดูแลกิจการโทรทัศน์ดิจิทัล ซึ่งล้วนเป็นเรื่องที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้บริโภค หากเกิดความไม่ชัดเจนเกี่ยวกับสถานะของประธาน กสทช. ย่อมกระทบต่อความเชื่อมั่นในการดำเนินงานขององค์กรและการคุ้มครองสิทธิของประชาชน

ทั้งนี้ ในวันพรุ่งนี้ (5 สิงหาคม 2569) สภาผู้บริโภค นำโดย สุภิญญา กลางณรงค์ ประธานอนุกรรมการด้านสื่อสาร โทรคมนาคม และเทคโนโลยีสารสนเทศ จะยื่นจดหมายเปิดผนึกต่อสำนักงาน กสทช. เพื่อเรียกร้องให้ นพ.สรณ ยุติการปฏิบัติหน้าที่ และเร่งดำเนินกระบวนการสรรหาประธาน กสทช. คนใหม่โดยเร็ว เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อการกำกับดูแลกิจการโทรคมนาคมและการคุ้มครองผู้บริโภคของประเทศต่อไป